พระอภิธรรมปิฎก
                            เล่ม ๕
                        ยมกปกรณ์ ภาค ๑
        ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
                            มูลยมก
                           อุทเทสวาร
      [๑] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศลมูลหรือ?
      หรือว่าธรรมเหล่าใดเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 กุศลมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็น
 กุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นมูลที่เรียกว่ากุศลมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นมูลที่เรียกว่ากุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 กุศลมูล เป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูล เป็นมูลหรือ?
      หรือว่าธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีกุศลเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีกุศลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 กุศลมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูล
 อาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีกุศลมูลเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 กุศลมูลเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูล เป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้ง
 หมด เป็นกุศล?
      [๒] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศลมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 อกุศลมูลหรือ?
      หรือว่า  ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นอกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นอกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นมูลที่เรียกว่าอกุศลมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นมูลที่เรียกว่าอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 อกุศลมูลเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นอกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมดเป็นอกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีอกุศลเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีอกุศลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 อกุศลมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นอกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นอกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีอกุศลมูลเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีอกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 อกุศลมูล เป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล  ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นอกุศล?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูล เป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอกุศล?
      [๓] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากตมูล
 หรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากฤต?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 อัพยากตมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นอัพยากฤต?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นอัพยากฤต.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นมูลที่เรียกว่าอัพยากต-
 *มูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นมูลที่เรียกว่าอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากฤต.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด  มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 อัพยากตมูล เป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอัพยากฤต.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูล เป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอัพยากฤต.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีอัพยากฤตเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีอัพยากฤตเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากฤต.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 อัพยากตมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นอัพยากฤต.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นอัพยากฤต.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีอัพยากตมูลเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีอัพยากตมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากฤต.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 อัพยากตมูล เป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอัพยากฤต.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูล เป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอัพยากฤต.
      [๔] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนามเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นนามเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนาม
 เป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นนาม.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นนาม.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นมูลที่เรียกว่านามมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นมูลที่เรียกว่านามมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูล
 เป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นนาม.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นนาม.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีนามเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีนามเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม?
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกัน โดยเป็นนาม
 มูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูล
 อาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นนาม.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีนามมูลเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีนามมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูล
 เป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นนาม.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูลหรือ?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นนาม.
      [๕] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
      มีกุศลเป็นเหตุหรือ ฯลฯ
      มีกุศลเป็นนิทานหรือ ฯลฯ
      มีกุศลเป็นแดนเกิดพร้อมหรือ ฯลฯ
      มีกุศลเป็นแดนเกิดทั่วหรือ ฯลฯ
      มีกุศลเป็นสมุฏฐานหรือ ฯลฯ
      มีกุศลเป็นอาหารหรือ ฯลฯ
      มีกุศลเป็นอารมณ์หรือ ฯลฯ
      มีกุศลเป็นปัจจัยหรือ ฯลฯ
      มีกุศลเป็นสมุทัยหรือ ฯลฯ
      "มูล เหตุ นิทาน สมภพ ปภพ สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย และสมุทัย".
                         อุทเทสวาร จบ.
                           นิทเทสวาร
                         กุศลธรรมนิทเทส
      [๖] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศลมูลหรือ?
      กุศลมูลมี ๓ เท่านั้น กุศลธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่กุศลมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล?
      ถูกแล้ว.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดย
 เป็นกุศลมูลหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นกุศล?
      รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล แต่ไม่ใช่กุศล กุศลเป็น
 ธรรมที่มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลด้วย เป็นกุศลด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นมูลที่อาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดที่เป็นกุศลมูล เกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นเป็นมูลอย่างเดียวกันด้วย เป็นมูลที่
 อาศัยกันและกันด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับกุศลมูลที่เหลือนอกนั้น เป็นธรรมมีมูลอย่างเดียวกัน
 โดยเป็นกุศลมูล แต่ไม่ใช่เป็นมูลที่อาศัยกันและกัน.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นมูลที่อาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นกุศล?
      ถูกแล้ว.
      [๗] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นมูลที่เรียกว่า
 กุศลมูลหรือ?
      มูลที่เรียกว่ากุศลมูลมี ๓ เท่านั้น ธรรมที่เป็นกุศลที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่มูลที่เรียกว่า
 กุศลมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นมูลที่เรียกว่ากุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล?
      ถูกแล้ว.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นมูลที่เรียกว่ามูลเดียวกัน
 โดยเป็นกุศลมูลหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นมูลที่เรียกว่ามูลเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นกุศล?
      รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน เป็นมูลที่เรียกว่ามูลเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล แต่ไม่ใช่กุศล
 กุศลเป็นมูลที่เรียกว่ามูลเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลด้วย เป็นกุศลด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด เป็นมูลที่เรียกว่ามูลเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นมูลที่เรียกว่าเป็นมูลที่อาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดเป็นกุศลมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นเป็นมูลที่เรียกว่ามูลเดียวกันด้วย เป็น
 มูลที่เรียกว่าเป็นมูลที่อาศัยกันและกันด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับกุศลมูลที่เหลือนอกนั้น เป็นมูล
 ที่เรียกว่ามูลเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล แต่ไม่ใช่มูลที่เรียกว่าเป็นมูลที่อาศัยกันและกันเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นมูลที่เรียกว่าเป็นมูลที่อาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูล
 ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล?
      ถูกแล้ว.
      [๘] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีกุศลเป็นมูลหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีกุศลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล?
      รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน เป็นธรรมมีกุศลเป็นมูล แต่ไม่ใช่กุศล กุศลเป็นธรรมมีกุศล
 เป็นมูลด้วย เป็นกุศลด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นธรรมมีมูลอย่างเดียวกัน
 โดยเป็นกุศลมูลหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นกุศล?
      รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน เป็นธรรมมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล แต่ไม่ใช่กุศล
 กุศลเป็นธรรมมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลด้วย เป็นกุศลด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นธรรมที่มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดที่เป็นกุศลมูล เกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นเป็นธรรมมีมูลอย่างเดียวกันด้วย มีมูล
 ที่อาศัยกันและกันด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับกุศลมูลที่เหลือนอกนั้น เป็นธรรมมีมูลอย่างเดียว
 กันโดยเป็นกุศลมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกัน.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลที่อาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้ง
 หมด เป็นกุศล?
      ถูกแล้ว.
      [๙] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีกุศลมูลเป็นมูล?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล?
      รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน เป็นธรรมมีกุศลมูลเป็นมูล แต่ไม่ใช่กุศล กุศลเป็นธรรมมี
 กุศลมูลเป็นมูลด้วย เป็นกุศลด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 กุศลมูล เป็นมูลหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นกุศล?
      รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน เป็นธรรมมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูล แต่ไม่ใช่
 กุศล กุศลเป็นธรรมมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูลด้วย เป็นกุศลด้วย
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นธรรมมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูล เป็นมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดที่เป็นกุศลมูล เกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นเป็นธรรมมีมูลอย่างเดียวกันเป็นมูล
 ด้วย เป็นธรรมมีมูลอาศัยกันและกันเป็นมูลด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับกุศลมูลที่เหลือนอกนั้น
 เป็นธรรมมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูล แต่ไม่ใช่ธรรมที่มีมูลอาศัยกันและกัน
 เป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นกุศล?
      ถูกแล้ว.
                        อกุศลธรรมนิทเทส
      [๑๐] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศลหรือ?
      อกุศลมูลมี ๓ เท่านั้น ธรรมที่เป็นอกุศลที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่อกุศลมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล?
      ถูกแล้ว.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นธรรมมีมูลอย่างเดียว
 กันโดยเป็นอกุศลหรือ?
      อกุศลที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่เป็นธรรมมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป้นอกุศลมูล อกุศลที่เป็น
 สเหตุกะ เป็นธรรมมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นอกุศล?
      รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐาน เป็นธรรมมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล ไม่ใช่อกุศล
 อกุศลเป็นธรรมมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลด้วย เป็นอกุศลด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดที่เป็นอกุศลมูล เกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นเป็นมูลอย่างเดียวกันด้วยเป็นมูล
 อาศัยกันและกันด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับอกุศลมูลที่เหลือ นอกนั้น เป็นธรรมมีมูลอย่างเดียว
 กันโดยเป็นอกุศลมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกัน.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นอกุศล?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นมูลที่เรียกว่า
 อกุศลมูลหรือ?
      มูลที่เรียกว่าอกุศลมูลมี ๓ เท่านั้น ธรรมที่เป็นอกุศลที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่เป็นมูลที่
 เรียกว่าอกุศลมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นมูลที่เรียกว่าอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล?
      ถูกแล้ว.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดย
 เป็นอกุศลมูลเป็นมูลหรือ?
      อกุศลเป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล อกุศลที่เป็น
 สเหตุกะ มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอกุศล?
      รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐาน มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล แต่ไม่ใช่อกุศล
 อกุศลมีธรรมเป็นมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูลด้วย เป็นอกุศลด้วย,
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด มีมูลอันอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดเป็นอกุศลมูล เกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นเป็นมูลที่เรียกว่ามูลอย่างเดียวกันด้วย
 เป็นมูลที่เรียกว่ามูลอาศัยกันและกันด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับอกุศลมูลที่เหลือนอกนั้น เป็น
 ธรรมมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล แต่ไม่ใช่ธรรมที่มีมูลอาศัยกันและกันเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอกุศล?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีอกุศลเป็น
 มูลหรือ?
      อกุศลที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีอกุศลเป็นมูล อกุศลที่เป็นสเหตุกะ มีอกุศลเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีอกุศลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล?
      รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐาน มีอกุศลเป็นมูล ไม่ใช่อกุศล อกุศลมีอกุศลเป็นมูลด้วย
 เป็นอกุศลด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดย
 เป็นอกุศลมูลหรือ?
      อกุศลที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล อกุศลที่เป็นสเหตุกะ
 มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นอกุศล?
      รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐาน มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล แต่ไม่ใช่อกุศล
 อกุศลมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลด้วย เป็นอกุศลด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดที่เป็นอกุศลมูล เกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นชื่อว่ามีมูลอย่างเดียวกันด้วย มีมูล
 อาศัยกันและกันด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับอกุศลมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 อกุศลมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกัน.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 เป็นอกุศล?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีอกุศลมูล
 เป็นมูลหรือ?
      อกุศลที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีอกุศลมูลเป็นมูล อกุศลที่เป็นสเหตุกะ มีอกุศลมูลเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีอกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล?
      รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐาน มีอกุศลมูลเป็นมูล ไม่ใช่อกุศล อกุศลมีอกุศลมูลเป็นมูล
 ด้วย เป็นอกุศลด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 อกุศลมูลเป็นมูลหรือ?
      อกุศลที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล อกุศลที่เป็น
 สเหตุกะ มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอกุศล?
      รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐาน มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล ไม่ใช่อกุศล
 อกุศลมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูลด้วย เป็นอกุศลด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูล เป็นมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดที่เป็นอกุศลมูล เกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นชื่อว่ามีมูลอย่างเดียวกัน เป็นมูลด้วย
 มีมูลอาศัยกันและกันเป็นมูลด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับอกุศลมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลอย่างเดียว
 กันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกันเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอกุศลมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอกุศล?
      ถูกแล้ว.
                       อัพยากตธรรมนิทเทส
      [๑๔] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากต-
 *มูลหรือ?
      อัพยากตมูลมี ๓ เท่านั้น ธรรมที่เป็นอัพยากฤตที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่อัพยากตมูล?
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากฤต?
      ถูกแล้ว.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกัน
 โดยเป็นอัพยากตมูลหรือ?
      อัพยากฤตที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล อัพยากฤตที่เป็น
 สเหตุกะ มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอัพยากฤต?
      ถูกแล้ว.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดที่เป็นอัพยากตมูล เกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นชื่อว่ามีมูลอย่างเดียวกันด้วย มี
 มีมูลอาศัยกันและกันด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับอัพยากตมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลอย่างเดียวกัน
 โดยเป็นอัพยากตมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกัน.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอัพยากฤต?
      ถูกแล้ว.
      [๑๕] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีอัพยากตมูล
 เป็นมูลหรือ?
      มูลที่เป็นอัพยากตมูลมี ๓ เท่านั้น อัพยากตธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่มูลที่เรียกว่า
 อัพยากตมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นมูลที่เรียกว่าอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็น
 อัพยากฤต?
      ถูกแล้ว.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดที่เป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกัน
 โดยเป็นอัพยากตมูล เป็นมูลหรือ?
      อัพยากฤตที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกัน โดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล
 อัพยากฤตที่เป็นสเหตุกะ มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอัพยากฤต?
      ถูกแล้ว.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดที่เป็นอัพยากตมูล เกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นชื่อว่ามีมูลอย่างเดียวกันเป็นมูล
 ด้วย มีมูลอาศัยกันและกันเป็นมูลด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับอัพยากตมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูล
 อย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกันเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล ธรรม
 เหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากฤต?
      ถูกแล้ว.
      [๑๖] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีอัพยากฤต
 เป็นมูลหรือ?
      อัพยากฤตที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีอัพยากฤตเป็นมูล อัพยากฤตที่เป็นสเหตุกะ มีอัพยากฤต
 เป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีอัพยากฤตเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากฤต?
      ถูกแล้ว.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกัน
 โดยเป็นอัพยากตมูลหรือ?
      อัพยากฤตที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล อัพยากฤตที่เป็น
 สเหตุกะ มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอัพยากฤต?
      ถูกแล้ว.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดที่เป็นอัพยากตมูล เกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นชื่อว่ามีมูลอย่างเดียวกันด้วย
 มีมูลอาศัยกันและกันด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับอัพยากตมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลอย่างเดียวกัน
 โดยเป็นอัพยากตมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกัน.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอัพยากฤต?
      ถูกแล้ว.
      [๑๗] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีอัพยากตมูล
 เป็นมูลหรือ?
      อัพยากฤตที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีอัพยากตมูลเป็นมูล อัพยากฤตที่เป็นสเหตุกะ มี
 อัพยากตมูลเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีอัพยากตมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากฤต?
      ถูกแล้ว.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกัน
 โดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูลหรือ?
      อัพยากฤตที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล อัพยากฤต
 ที่เป็นสเหตุกะ มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นอัพยากฤต?
      ถูกแล้ว.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล ธรรม
 เหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูล เป็นมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดที่เป็นอัพยากตมูล เกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นชื่อว่ามีมูลอย่างเดียวกันเป็นมูล
 ด้วย มีมูลอาศัยกันและกันเป็นมูลด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับอัพยากตมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูล
 อย่างเดียวกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกันเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นอัพยากตมูลเป็นมูล ธรรม-
 *เหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากฤต?
     ถูกแล้ว.
                         นามธรรมนิทเทส
      [๑๘] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนามเป็นมูล
 หรือ?
      นามมูลมี ๙ เท่านั้น นามที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่นามมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นนามเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม?
      ถูกแล้ว.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 นามเป็นมูลหรือ?
      นามที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามเป็นมูล นามที่เป็นสเหตุกะ
 มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นนาม?
      รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีมูลอย่างเดียวกัน โดยเป็นนามเป็นมูล แต่ไม่ใช่นาม นาม
 มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามเป็นมูลด้วย เป็นนามด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามเป็นมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดเป็นนามเป็นมูล เกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นชื่อว่ามีมูลอย่างเดียวกันด้วย
 มีมูลอาศัยกันและกันด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับธรรมที่เป็นนามเป็นมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูล
 อย่างเดียวกันโดยเป็นนามเป็นมูล แต่ไม่ใช่มูลอาศัยกันและกัน.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นนาม?
      ถูกแล้ว.
      [๑๙] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดที่เป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีนามมูลเป็นมูล
 หรือ?
      มูลที่เรียกว่านามมูลมี ๙ เท่านั้น ธรรมที่เป็นนามที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่มูลที่เรียกว่า
 นามมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดเป็นมูลที่เรียกว่านามมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม?
      ถูกแล้ว.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดที่เป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดย
 เป็นนามเป็นมูลหรือ?
      นามที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล นามที่เป็นสเหตุกะ
 มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นนาม?
      รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล แต่ไม่ใช่นาม
 นามมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูลด้วย เป็นนามด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลเป็นนามมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดที่เป็นนามมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นชื่อว่ามีมูลอย่างเดียวกันเป็นมูลด้วย
 มีมูลอาศัยกันและกันเป็นมูลด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับนามมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลอย่างเดียวกัน
 โดยเป็นนามมูลเป็นมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกันเป็นมูล
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นนาม?
      ถูกแล้ว.
      [๒๐] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีนามเป็นมูลหรือ?
      นามที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีนามเป็นมูล นามที่เป็นสเหตุกะ มีนามเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีนามเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม?
      รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีนามเป็นมูล แต่ไม่ใช่นาม นามมีนามเป็นมูลด้วย เป็น
 นามด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น
 นามเป็นมูลหรือ?
      นามที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามเป็นมูล นามที่เป็นสเหตุกะ
 มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นนาม?
      รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูล แต่ไม่ใช่นาม นามมีมูล
 อย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลด้วย เป็นนามด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดที่เป็นนามมูลเกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นชื่อว่ามีมูลอย่างเดียวกันด้วย มีมูล
 อาศัยกันและกันด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับนามมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็น-
 *นามเป็นมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกัน.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นนาม?
      ถูกแล้ว.
      [๒๑] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดที่เป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีนามมูลเป็นมูล
 หรือ?
      นามที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีนามมูลเป็นมูล นามที่เป็นสเหตุกะ มีนามมูลเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดที่มีนามมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม?
      รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีนามมูลเป็นมูล แต่ไม่ใช่นาม นามมีนามมูลเป็นมูลด้วย
 เป็นนามด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดที่เป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลอย่างเดียวกันโดย
 เป็นนามมูลเป็นมูลหรือ?
      นามที่เป็นอเหตุกะ ไม่ใช่มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล นามที่เป็นสเหตุกะ
 มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นนาม?
      รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐานมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล แต่ไม่ใช่นาม นาม
 มีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูลด้วย เป็นนามด้วย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูลหรือ?
      มูลเหล่าใดที่เป็นนามมูล เกิดร่วมกัน มูลเหล่านั้นชื่อว่ามีมูลอย่างเดียวกันเป็นมูลด้วย
 มีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นมูลด้วย ธรรมที่เกิดร่วมกันกับนามมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลอย่าง
 เดียวกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล แต่ไม่ใช่มีมูลอาศัยกันและกันเป็นมูล.
      หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันโดยเป็นนามมูลเป็นมูล ธรรมเหล่านั้น
 ทั้งหมด เป็นนาม?
      ถูกแล้ว.
      [๒๒] ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นกุศล ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีกุศลเป็นเหตุ
      มีกุศลเป็นนิทาน
      มีกุศลเป็นแดนเกิดพร้อม
      มีกุศลเป็นแดนเกิดทั่ว
      มีกุศลเป็นสมุฏฐาน
      มีกุศลเป็นอาหาร
      มีกุศลเป็นอารมณ์
      มีกุศลเป็นปัจจัย
      มีกุศลเป็นสมุทัย.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอกุศล.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นอัพยากฤต.
      ธรรมเหล่าหนึ่งเหล่าใดเป็นนาม ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีนามเป็นเหตุ ฯลฯ
      มีนามเป็นนิทาน
      มีนามเป็นแดนเกิดพร้อม
      มีนามเป็นแดนเกิดทั่ว
      มีนามเป็นสมุฏฐาน
      มีนามเป็นอาหาร
      มีนามเป็นอารมณ์
      มีนามเป็นปัจจัย
      มีนามเป็นสมุทัย.
      มูล เหตุ นิทาน สมภพ ปภพ สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย และสมุทัย.
                          มูลยมก จบ.
                        -------------
                            ขันธยมก
                           ปัณณัตติวาร
      [๒๓] ขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์.
                           อุทเทสวาร
      [๒๔] รูปคือรูปขันธ์หรือ          รูปขันธ์คือรูปหรือ.
 เวทนาคือเวทนาขันธ์หรือ               เวทนาขันธ์คือเวทนาหรือ.
 สัญญาคือสัญญาขันธ์หรือ                 สัญญาขันธ์คือสัญญาหรือ.
 สังขารคือสังขารขันธ์หรือ               สังขารขันธ์คือสังขารหรือ.
 วิญญาณคือวิญญาณขันธ์หรือ               วิญญาณขันธ์คือวิญญาณหรือ.
      [๒๕] ไม่ใช่รูปไม่ใช่รูปขันธ์หรือ     ไม่ใช่รูปขันธ์ไม่ใช่รูปหรือ.
 ไม่ใช่เวทนาไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ         ไม่ใช่เวทนาขันธ์ไม่ใช่เวทนาหรือ.
 ไม่ใช่สัญญาไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ           ไม่ใช่สัญญาขันธ์ไม่ใช่สัญญาหรือ.
 ไม่ใช่สังขารไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ         ไม่ใช่สังขารขันธ์ไม่ใช่สังขารหรือ.
 ไม่ใช่วิญญาณไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ         ไม่ใช่วิญญาณขันธ์ไม่ใช่วิญญาณหรือ.
      [๒๖] รูปคือรูปขันธ์หรือ           ขันธ์คือเวทนาขันธ์หรือ.
 รูปคือรูปขันธ์หรือ                     ขันธ์คือสัญญาขันธ์หรือ.
 รูปคือรูปขันธ์หรือ                     ขันธ์คือสังขารขันธ์หรือ.
 รูปคือรูปขันธ์หรือ                     ขันธ์คือวิญญาณขันธ์หรือ.
 เวทนาคือเวทนาขันธ์หรือ               ขันธ์คือรูปขันธ์หรือ.
 เวทนาคือเวทนาขันธ์หรือ               ขันธ์คือสัญญาขันธ์หรือ.
 เวทนาคือเวทนาขันธ์หรือ               ขันธ์คือสังขารขันธ์หรือ.
 เวทนาคือเวทนาขันธ์หรือ               ขันธ์คือวิญญาณขันธ์หรือ.
      สัญญาคือสัญญาขันธ์หรือ            ขันธ์คือรูปขันธ์หรือ.
      สัญญาคือสัญญาขันธ์หรือ            ขันธ์คือเวทนาขันธ์หรือ.
      สัญญาคือสัญญาขันธ์หรือ            ขันธ์คือสังขารขันธ์หรือ.
      สัญญาคือสัญญาขันธ์หรือ            ขันธ์คือวิญญาณขันธ์หรือ.
      สังขารคือสังขารขันธ์หรือ          ขันธ์คือรูปขันธ์หรือ.
      สังขารคือสังขารขันธ์หรือ          ขันธ์คือเวทนาขันธ์หรือ.
      สังขารคือสังขารขันธ์หรือ          ขันธ์คือสัญญาขันธ์หรือ.
      สังขารคือสังขารขันธ์หรือ          ขันธ์คือวิญญาณขันธ์หรือ.
      วิญญาณคือวิญญาณขันธ์หรือ          ขันธ์คือรูปขันธ์หรือ.
      วิญญาณคือวิญญาณขันธ์หรือ          ขันธ์คือเวทนาขันธ์หรือ.
      วิญญาณคือวิญญาณขันธ์หรือ          ขันธ์คือสัญญาขันธ์หรือ.
      วิญญาณคือวิญญาณขันธ์หรือ          ขันธ์คือสังขารขันธ์หรือ.
      [๒๗] ไม่ใช่รูปไม่ใช่รูปขันธ์หรือ     ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่รูปไม่ใช่รูปขันธ์หรือ          ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่รูปไม่ใช่รูปขันธ์หรือ          ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่รูปไม่ใช่รูปขันธ์หรือ          ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่เวทนาไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ    ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่เวทนาไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ    ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่เวทนาไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ    ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่เวทนาไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ    ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่สัญญาไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ      ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่สัญญาไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ      ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่สัญญาไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ      ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่สัญญาไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ      ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่สังขารไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ    ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่สังขารไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ    ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่สังขารไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ    ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่สังขารไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ    ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่วิญญาณไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ    ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่วิญญาณไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ    ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่วิญญาณไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ    ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ.
      ไม่ใช่วิญญาณไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ    ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ.
      [๒๘] รูปเป็นขันธ์หรือ           ขันธ์คือรูปหรือ.
      เวทนาเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือเวทนาหรือ.
      สัญญาเป็นขันธ์หรือ               ขันธ์คือสัญญาหรือ.
      สังขารเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือสังขารหรือ.
      วิญญาณเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือวิญญาณหรือ.
      [๒๙] ไม่ใช่รูปไม่ใช่รูปขันธ์หรือ     ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่รูปหรือ.
      ไม่ใช่เวทนาไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่เวทนาหรือ.
      ไม่ใช่สัญญาไม่ใช่ขันธ์หรือ          ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สัญญาหรือ.
      ไม่ใช่สังขารไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สังขารหรือ.
      ไม่ใช่วิญญาณไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่วิญญาณหรือ.
      [๓๐] รูปเป็นขันธ์หรือ            ขันธ์คือเวทนาหรือ.
      รูปเป็นขันธ์หรือ                 ขันธ์คือสัญญาหรือ.
      รูปเป็นขันธ์หรือ                 ขันธ์คือสังขารหรือ.
      รูปเป็นขันธ์หรือ                 ขันธ์คือวิญญาณหรือ.
      เวทนาเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือรูปหรือ.
      เวทนาเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือสัญญาหรือ.
      เวทนาเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือสังขารหรือ.
      เวทนาเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือวิญญาณหรือ.
      สัญญาเป็นขันธ์หรือ               ขันธ์คือรูปหรือ.
      สัญญาเป็นขันธ์หรือ               ขันธ์คือเวทนาหรือ.
      สัญญาเป็นขันธ์หรือ               ขันธ์คือสังขารหรือ.
      สัญญาเป็นขันธ์หรือ               ขันธ์คือวิญญาณหรือ.
      สังขารเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือรูปหรือ.
      สังขารเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือเวทนาหรือ.
      สังขารเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือสัญญาหรือ.
      สังขารเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือวิญญาณหรือ.
      วิญญาณเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือรูปหรือ.
      วิญญาณเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือเวทนาหรือ.
      วิญญาณเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือสัญญาหรือ.
      วิญญาณเป็นขันธ์หรือ              ขันธ์คือสังขารหรือ.
      [๓๑] ไม่ใช่รูปไม่ใช่ขันธ์หรือ       ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่เวทนาหรือ.
      ไม่ใช่รูปไม่ใช่ขันธ์หรือ            ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สัญญาหรือ.
      ไม่ใช่รูปไม่ใช่ขันธ์หรือ            ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สังขารหรือ.
      ไม่ใช่รูปไม่ใช่ขันธ์หรือ            ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่วิญญาณหรือ.
      ไม่ใช่เวทนาไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่รูปหรือ.
      ไม่ใช่เวทนาไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สัญญาหรือ.
      ไม่ใช่เวทนาไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สังขารหรือ.
      ไม่ใช่เวทนาไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่วิญญาณหรือ.
      ไม่ใช่สัญญาไม่ใช่ขันธ์หรือ          ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่รูปหรือ.
      ไม่ใช่สัญญาไม่ใช่ขันธ์หรือ          ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่เวทนาหรือ.
      ไม่ใช่สัญญาไม่ใช่ขันธ์หรือ          ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สังขารหรือ.
      ไม่ใช่สัญญาไม่ใช่ขันธ์หรือ          ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่วิญญาณหรือ.
      ไม่ใช่สังขารไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่รูปหรือ.
      ไม่ใช่สังขารไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่เวทนาหรือ.
      ไม่ใช่สังขารไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สัญญาหรือ.
      ไม่ใช่สังขารไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่วิญญาณหรือ.
      ไม่ใช่วิญญาณไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่รูปหรือ.
      ไม่ใช่วิญญาณไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่เวทนาหรือ.
      ไม่ใช่วิญญาณไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สัญญาหรือ.
      ไม่ใช่วิญญาณไม่ใช่ขันธ์หรือ         ไม่ใช่ขันธ์ไม่ใช่สังขารหรือ.
                           นิทเทสวาร
                          ปทโสธนวาร
      [๓๒] รูป คือรูปขันธ์หรือ?
      ปิยรูป สาตรูป เรียกว่า รูป แต่ไม่ใช่รูปขันธ์ รูปขันธ์เป็นรูปด้วย เป็นรูปขันธ์ด้วย.
      รูปขันธ์ คือรูปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๓๓] เวทนา คือเวทนาขันธ์?
      ถูกแล้ว.
      เวทนาขันธ์คือเวทนาหรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๓๔] สัญญา คือสัญญาขันธ์หรือ?
      ทิฏฐิสัญญาเป็นสัญญา แต่ไม่ใช่สัญญาขันธ์ สัญญาขันธ์เป็นสัญญาด้วย เป็น
 สัญญาขันธ์ด้วย.
      สัญญาขันธ์ คือสัญญาหรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๓๕] สังขาร คือสังขารขันธ์หรือ?
      ยกเว้นสังขารขันธ์เสียแล้ว สังขารที่เหลือนอกนั้น เป็นสังขาร แต่ไม่ใช่สังขารขันธ์
 สังขารขันธ์ เป็นสังขารด้วย เป็นสังขารขันธ์ด้วย.
      สังขารขันธ์ คือสังขารหรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๓๖] วิญญาณ คือวิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      วิญญาณขันธ์ คือวิญญาณหรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๓๗] ไม่ใช่รูป ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่รูปขันธ์ ไม่ใช่รูปหรือ?
      ปิยรูป สาตรูป ไม่ใช่รูปขันธ์ แต่เรียกว่า รูป ยกเว้นรูปและรูปขันธ์เสียแล้ว สภาว-
 *ธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่รูป และไม่ใช่รูปขันธ์.
      [๓๘] ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่เวทนาขันธ์ ไม่ใช่เวทนาหรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๓๙] ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สัญญาขันธ์ ไม่ใช่สัญญาหรือ?
      ทิฏฐิสัญญา ไม่ใช่สัญญาขันธ์ เป็นแต่สัญญา ยกเว้นสัญญา และสัญญาขันธ์เสียแล้ว
 สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สัญญา และไม่ใช่สัญญาขันธ์.
      [๔๐] ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สังขารขันธ์ ไม่ใช่สังขารหรือ?
      ยกเว้นสังขารขันธ์เสียแล้ว สังขารที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สังขารขันธ์ เป็นแต่สังขาร
 ยกเว้นสังขารและสังขารขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สังขาร และไม่ใช่
 สังขารขันธ์
      [๔๑] ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่วิญญาณขันธ์ ไม่ใช่วิญญาณหรือ?
      ถูกแล้ว.
                       ปทโสธนมูลจักกวาร ๒
      [๔๒] รูป คือรูปขันธ์หรือ?
      ปิยรูป สาตรูป เรียกว่า รูป แต่ไม่ใช่รูปขันธ์ รูปขันธ์ เป็นรูปด้วย เป็นรูปขันธ์ด้วย
      ขันธ์ คือเวทนาขันธ์หรือ?
      เวทนาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นเวทนาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่
 ไม่ใช่เวทนาขันธ์.
      [๔๓] รูป คือรูปขันธ์หรือ?
      ปิยรูป สาตรูป เรียกว่า รูป แต่ไม่ใช่รูปขันธ์ รูปขันธ์ เป็นรูปด้วย เป็นรูปขันธ์ด้วย.
      ขันธ์ คือสัญญาขันธ์หรือ?
      สัญญาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสัญญาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่
 ไม่ใช่สัญญาขันธ์.
      [๔๔] รูป คือรูปขันธ์หรือ?
      ปิยรูป สาตรูป เรียกว่า รูป แต่ไม่ใช่รูปขันธ์ รูปขันธ์ เป็นรูปด้วย เป็นรูปขันธ์ด้วย.
      ขันธ์ คือสังขารขันธ์หรือ?
      สังขารขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสังขารขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่
 ไม่ใช่สังขารขันธ์.
      [๔๕] รูป คือรูปขันธ์หรือ?
      ปิยรูป สาตรูป เรียกว่า รูป แต่ไม่ใช่รูปขันธ์ รูปขันธ์ เป็นรูปด้วย เป็นรูปขันธ์ด้วย.
      ขันธ์ คือวิญญาณขันธ์หรือ?
      วิญญาณขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นวิญญาณขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่
 ไม่ใช่วิญญาณขันธ์.
      [๔๖] เวทนา คือเวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือรูปขันธ์หรือ?
      รูปขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นรูปขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่ไม่ใช่
 รูปขันธ์.
      [๔๗] เวทนา คือเวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือสัญญาขันธ์หรือ?
      สัญญาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสัญญาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่
 ไม่ใช่สัญญาขันธ์.
      [๔๘] เวทนา คือเวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือสังขารขันธ์หรือ?
      สังขารขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสังขารขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่
 ไม่ใช่สังขารขันธ์.
      [๔๙] เวทนา คือเวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือวิญญาณขันธ์หรือ?
      วิญญาณขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นวิญญาณขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่
 ไม่ใช่วิญญาณขันธ์.
      [๕๐] สัญญา คือสัญญาขันธ์หรือ?
      ทิฏฐิสัญญา เป็นสัญญา แต่ไม่ใช่สัญญาขันธ์ สัญญาขันธ์ เป็นสัญญาด้วย เป็น
 สัญญาขันธ์ด้วย.
      ขันธ์ คือรูปขันธ์หรือ?
      รูปขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นรูปขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่ไม่ใช่
 รูปขันธ์.
      [๕๑] สัญญา คือสัญญาขันธ์หรือ?
      ทิฏฐิสัญญา เป็นสัญญา แต่ไม่ใช่สัญญาขันธ์ สัญญาขันธ์ เป็นสัญญาด้วย เป็น
 สัญญาขันธ์ด้วย.
      ขันธ์ คือเวทนาขันธ์หรือ?
      เวทนาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นเวทนาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่
 ไม่ใช่เวทนาขันธ์.
      [๕๒] สัญญา คือสัญญาขันธ์หรือ?
      ทิฏฐิสัญญา เป็นสัญญา แต่ไม่ใช่สัญญาขันธ์ สัญญาขันธ์ เป็นสัญญาด้วย เป็น
 สัญญาขันธ์ด้วย.
      ขันธ์ คือสังขารขันธ์หรือ?
      สังขารขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสังขารขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่
 ไม่ใช่สังขารขันธ์.
      [๕๓] สัญญา คือสัญญาขันธ์หรือ?
      ทิฏฐิสัญญา เป็นสัญญา แต่ไม่ใช่สัญญาขันธ์ สัญญาขันธ์ เป็นสัญญาด้วย เป็น
 สัญญาขันธ์ด้วย.
      ขันธ์ คือวิญญาณขันธ์หรือ?
      วิญญาณขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นวิญญาณขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์
 แต่ไม่ใช่วิญญาณขันธ์.
      [๕๔] สังขาร คือสังขารขันธ์หรือ?
      ยกเว้นสังขารขันธ์เสียแล้ว สังขารที่เหลือนอกนั้น เป็นสังขาร แต่ไม่ใช่สังขารขันธ์
 สังขารขันธ์ เป็นสังขารด้วย เป็นสังขารขันธ์ด้วย.
      ขันธ์ คือรูปขันธ์หรือ?
      รูปขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นรูปขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่ไม่ใช่
 รูปขันธ์?
      [๕๕] สังขาร คือสังขารขันธ์หรือ?
      ยกเว้นสังขารขันธ์เสียแล้ว สังขารที่เหลือนอกนั้น เป็นสังขาร แต่ไม่ใช่สังขารขันธ์
 สังขารขันธ์ เป็นสังขารด้วย เป็นสังขารขันธ์ด้วย.
      ขันธ์ คือเวทนาขันธ์หรือ?
      เวทนาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นเวทนาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่ไม่ใช่
 เวทนาขันธ์.
      [๕๖] สังขาร คือสังขารขันธ์หรือ?
      ยกเว้นสังขารขันธ์เสียแล้ว สังขารที่เหลือนอกนั้น เป็นสังขาร แต่ไม่ใช่สังขารขันธ์
 สังขารขันธ์ เป็นสังขารด้วย เป็นสังขารขันธ์ด้วย.
      ขันธ์ คือสัญญาขันธ์หรือ?
      สัญญาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสัญญาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่
 ไม่ใช่สัญญาขันธ์.
      [๕๗] สังขาร คือสังขารขันธ์หรือ?
      ยกเว้นสังขารขันธ์เสีย สังขารที่เหลือนอกนั้น เป็นสังขาร แต่ไม่ใช่สังขารขันธ์
 สังขารขันธ์เป็นสังขารด้วย เป็นสังขารขันธ์ด้วย.
      ขันธ์ คือวิญญาณขันธ์หรือ?
      วิญญาณขันธ์เป็นขันธ์ด้วย เป็นวิญญาณขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่
 ไม่ใช่วิญญาณขันธ์.
      [๕๘] วิญญาณ คือวิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือรูปขันธ์หรือ?
      รูปขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย  เป็นรูปขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่ไม่ใช่รูปขันธ์.
      [๕๙] วิญญาณ คือวิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือเวทนาขันธ์หรือ?
      เวทนาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นเวทนาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่ไม่ใช่
 เวทนาขันธ์.
      [๖๐] วิญญาณ คือวิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือสัญญาขันธ์หรือ?
      สัญญาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสัญญาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่ไม่ใช่
 สัญญาขันธ์.
      [๖๑] วิญญาณ คือวิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือสังขารขันธ์หรือ?
      สังขารขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสังขารขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่ไม่ใช่
 สังขารขันธ์.
      [๖๒] ไม่ใช่รูป ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่รูป ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่รูป ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่รูป ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๖๓] ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๖๔] ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๖๕] ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๖๖] ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
                         สุทธขันธวาร ๒
      [๖๗] รูป คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือรูปขันธ์หรือ?
      รูปขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นรูปขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์.
      [๖๘] เวทนา คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือเวทนาขันธ์หรือ?
      เวทนาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นเวทนาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์ ไม่ใช่
 เวทนาขันธ์.
      [๖๙] สัญญา คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือสัญญาขันธ์หรือ?
      สัญญาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสัญญาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์ ไม่ใช่
 สัญญาขันธ์.
      [๗๐] สังขาร คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือสังขารขันธ์หรือ?
      สังขารขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสังขารขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์ ไม่ใช่
 สังขารขันธ์.
      [๗๑] วิญญาณ คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือวิญญาณขันธ์หรือ?
      วิญญาณขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นวิญญาณขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์
 ไม่ใช่วิญญาณขันธ์.
      [๗๒] ไม่ใช่รูป ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นรูปเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่รูป เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นรูปและขันธ์
 เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่รูป และไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๗๓] ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นเวทนาเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่เวทนา เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นเวทนา
 และขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่เวทนาและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๗๔] ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นสัญญาเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สัญญา เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นสัญญา
 และขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สัญญา และไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๗๕] ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นสังขารเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สังขาร เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นสังขาร
 และขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สัญญา และไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๗๖] ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นวิญญาณเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่วิญญาณ เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้น
 วิญญาณและขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่วิญญาณ และไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
                       สุทธขันธมูลจักกวาร ๒
      [๗๗] รูป คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือเวทนาขันธ์หรือ?
      เวทนาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นเวทนาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นขันธ์ แต่ไม่ใช่
 เวทนาขันธ์.
      [๗๘] รูป คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือสัญญาขันธ์หรือ?
      สัญญาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสัญญาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์ ไม่ใช่
 สัญญาขันธ์.
      [๗๙] รูป คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือสังขารขันธ์หรือ?
      สังขารขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสังขารขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์
 ไม่ใช่สังขารขันธ์.
      [๘๐] รูป คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือวิญญาณขันธ์หรือ?
      วิญญาณขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นวิญญาณขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์
 ไม่ใช่วิญญาณขันธ์.
      [๘๑] เวทนา คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือรูปขันธ์หรือ?
      รูปขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นรูปขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์.
      [๘๒] เวทนา คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือสัญญาขันธ์หรือ?
      สัญญาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสัญญาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์ ไม่ใช่
 สัญญาขันธ์.
      [๘๓] เวทนา คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือสังขารขันธ์หรือ?
      สังขารขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสังขารขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์ ไม่ใช่
 สังขารขันธ์.
      [๘๔] เวทนา คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือวิญญาณขันธ์หรือ?
      วิญญาณขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นวิญญาณขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์
 ไม่ใช่วิญญาณขันธ์.
      [๘๕] สัญญา คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือรูปขันธ์หรือ?
      รูปขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นรูปขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์.
      [๘๖] สัญญา คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือเวทนาขันธ์หรือ?
      เวทนาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นเวทนาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์ ไม่ใช่
 เวทนาขันธ์.
      [๘๗] สัญญา คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือสังขารขันธ์หรือ?
      สังขารขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสังขารขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์ ไม่ใช่
 สังขารขันธ์.
      [๘๘] สัญญา คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือวิญญาณขันธ์หรือ?
      วิญญาณขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นวิญญาณขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์
 ไม่ใช่วิญญาณขันธ์.
      [๘๙] สังขาร คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือรูปขันธ์หรือ?
      รูปขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นรูปขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์
      [๙๐] สังขาร คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือเวทนาขันธ์หรือ?
      เวทนาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นเวทนาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์
 ไม่ใช่เวทนาขันธ์.
      [๙๑] สังขาร คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือสัญญาขันธ์หรือ?
      สัญญาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสัญญาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์
 ไม่ใช่สัญญาขันธ์.
      [๙๒] สังขาร คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือวิญญาณขันธ์หรือ?
      วิญญาณขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นวิญญาณขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์
 ไม่ใช่วิญญาณขันธ์
      [๙๓] วิญญาณ คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือรูปขันธ์หรือ?
      รูปขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นรูปขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์.
      [๙๔] วิญญาณ คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือเวทนาขันธ์หรือ?
      เวทนาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นเวทนาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์ ไม่ใช่
 เวทนาขันธ์.
      [๙๕] วิญญาณ คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือสัญญาขันธ์หรือ?
      สัญญาขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสัญญาขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์
 ไม่ใช่สัญญาขันธ์.
      [๙๖] วิญญาณ คือขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ขันธ์ คือสังขารขันธ์หรือ?
      สังขารขันธ์ เป็นขันธ์ด้วย เป็นสังขารขันธ์ด้วย ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น เป็นแต่ขันธ์
 ไม่ใช่สังขารขันธ์.
      [๙๗] ไม่ใช่รูป ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นรูปเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้นไม่ใช่รูป เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นรูปและขันธ์
 เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่รูปและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๙๘] ไม่ใช่รูป ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นรูปเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่รูป เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นรูปและขันธ์
 เสียแล้ว ธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่รูปและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๙๙] ไม่ใช่รูป ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นรูปเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่รูป เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นรูปและขันธ์
 เสียแล้ว ธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่รูปและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๐] ไม่ใช่รูป ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นรูปเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่รูป เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นรูปและขันธ์
 เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่รูปและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๑] ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นเวทนาเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่เวทนา เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นเวทนา
 และขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่เวทนาและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๒] ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นเวทนาเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่เวทนา เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นเวทนา
 และขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่เวทนาและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๓] ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นเวทนาเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่เวทนา เป็นแต่ขันธ์.
      ยกเว้นเวทนาและขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่เวทนาและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๔] ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นเวทนาเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่เวทนา เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นเวทนา
 และขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่เวทนาและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๕] ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นสัญญาเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สัญญา เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นสัญญา
 และขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สัญญาและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๖] ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นสัญญาเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สัญญา เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นสัญญา
 และขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สัญญาและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๗] ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นสัญญาเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สัญญา เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นสัญญา
 และขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สัญญาและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๘] ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นสัญญาเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สัญญา เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นสัญญา
 และขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่สัญญาและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๙] ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๐] ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๑] ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๒] ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่วิญญาณขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๓] ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นวิญญาณเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่วิญญาณ เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นวิญญาณ
 และขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่วิญญาณและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่รูปขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๔] ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นวิญญาณเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่วิญญาณ เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นวิญญาณ
 และขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่วิญญาณและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๕] ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นวิญญาณเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่วิญญาณ เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นวิญญาณ
 และขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่วิญญาณและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สัญญาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๖] ไม่ใช่วิญญาณ ไม่ใช่ขันธ์หรือ?
      ยกเว้นวิญญาณเสียแล้ว ขันธ์ที่เหลือนอกนั้นไม่ใช่วิญญาณ เป็นแต่ขันธ์ ยกเว้นวิญญาณ
 และขันธ์เสียแล้ว สภาวธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่วิญญาณและไม่ใช่ขันธ์.
      ไม่ใช่ขันธ์ ไม่ใช่สังขารขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
                         ปัณณัตติวาร จบ.
                           ปวัตติวาร
                           อุปปาทวาร
      [๑๑๗] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่เวทนาขันธ์
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นและเวทนาขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงอรูปภูมิ แต่รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้น และรูปขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลัง
 เข้าถึงปัญจโวการภูมิ.
      [๑๑๘] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นใน
 ภูมินั้น รูปขันธ์และเวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปภูมิ แต่รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้น และรูปขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ.
      [๑๑๙] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ
 แต่เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้น และเวทนาขันธ์ก็ย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น?
      เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอรูปภูมิ แต่
 รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้น และรูปขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ.
      [๑๒๐] รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงอรูปภูมิ แต่เวทนาขันธ์จะไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้น และเวทนาขันธ์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นทั้งปวงซึ่งกำลังจุติอยู่.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่รูปขันธ์
 จะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้น และรูปขันธ์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นทั้งปวงซึ่งกำลังจุติอยู่.
      [๑๒๑] รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      ย่อมเกิดขึ้น.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น?
      ย่อมเกิดขึ้น.
      [๑๒๒] รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอรูปภูมิ แต่
 เวทนาขันธ์จะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้น และเวทนาขันธ์
 ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ทั้งปวงซึ่งกำลังจุติอยู่.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น?
      เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตต-
 *ภูมิ แต่รูปขันธ์จะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นและ
 รูปขันธ์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ทั้งปวงซึ่งกำลังจุติอยู่.
      [๑๒๓] รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๔] รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้น
 หรือ?
      รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วในภูมินั้น รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วและเวทนาขันธ์ก็เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้น ซึ่งเป็น
 ปัญจโวการภูมิ.
      หรือว่า เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปภูมิ แต่รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วใน
 ภูมินั้น เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วและรูปขันธ์ก็เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ.
      [๑๒๕] รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่เวทนาขันธ์
 ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้ว และเวทนาขันธ์ก็เคยเกิด
 ขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      หรือว่า เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่รูปขันธ์ไม่
 เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้ว และรูปขันธ์ก็เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๑๒๖] รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้น.
      ไม่มี.
      [๑๒๗] รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิ
 นั้นหรือ?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วใน
 ภูมินั้น.
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๑๒๘] รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่เวทนาขันธ์
 จะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วและเวทนาขันธ์
 ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ชั้นสุทธาวาส.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่รูปขันธ์
 จะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และรูปขันธ์
 ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ชั้นสุทธาวาส.
      [๑๒๙] รูปขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สัตว์เหล่าใดเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 แต่รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นและรูปขันธ์ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น นอกนี้.
      [๑๓๐] รูปขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมิใด เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นและเวทนา
 ขันธ์ก็จักเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมิใด รูปขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมินั้นซึ่งเป็นอรูปภูมิ แต่รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น เวทนา
 ขันธ์จักเกิดขึ้นและรูปขันธ์ก็จักเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ.
      [๑๓๑] รูปขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่เวทนาขันธ์จักเกิด
 ขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปขันธ์จักเกิดขึ้นและเวทนาขันธ์ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่รูปขันธ์จักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นและรูปขันธ์ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๑๓๒] รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      สัตว์เหล่าใดเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์นั้น แต่
 เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นก็หาไม่ รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นและเวทนาขันธ์ก็จักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเกิดในภพครั้งสุดท้าย.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๓] รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นในภูมิใด เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      จักเกิดขึ้น.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นในภูมิใด รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      จักเกิดขึ้น.
      [๑๓๔] รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่เวทนาขันธ์จักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นและเวทนาขันธ์ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเกิดในภพครั้งสุดท้าย.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่รูปขันธ์
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้น และรูปขันธ์ก็จักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเกิดในภพครั้งสุดท้าย.
      [๑๓๕] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นที่กำลังจุติอยู่ทั้งหมด ที่กำลังเข้าถึงอรูปภูมิ
 แต่รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้ว และรูปขันธ์ก็ย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ.
      [๑๓๖] เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สัญญาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งกำลังเข้าถึง
 อสัญญสัตตภูมิ แต่เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ สัญญาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้ว
 และเวทนาขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ.
      [๑๓๗] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วใน
 ภูมินั้นก็หาไม่ รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้น และเวทนาขันธ์ก็เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจ-
 *โวการภูมิ.
      หรือว่า เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปภูมิ แต่รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้ว และรูปขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ.
      [๑๓๘] เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด สัญญาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๙] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่ง
 กำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้น และเวทนาขันธ์ก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลัง
 เข้าถึงปัญจโวการภูมิ นอกนี้.
      หรือว่า เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังจุติอยู่จากปัญจ-
 *โวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนา-
 *ขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้ว และรูปขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ.
      [๑๔๐] เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส
 แต่สัญญาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้น และ
 สัญญาขันธ์ก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจ-
 *โวการภูมิ นอกนี้.
      หรือว่า สัญญาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      สัญญาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ
 ปัญจโวการภูมิ แต่เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัญญาขันธ์เคย
 เกิดขึ้นแล้ว และเวทนาขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึง
 จตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ.
      [๑๔๑] รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น.
      ไม่มี.
      [๑๔๒] เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นหรือ?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ย่อมไม่เคยเกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้น.
      ไม่มี.
      [๑๔๓] รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิ
 นั้นหรือ?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ย่อมเกิดขึ้น.
      [๑๔๔] เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด สัญญาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิ
 นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นใน
 ภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๕] รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปขันธ์
 ย่อมไม่เกิดขึ้น และเวทนาขันธ์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้น
 สุทธาวาส ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็
 หาไม่ เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วและรูปขันธ์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ
 สัตว์ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ.
      [๑๔๖] เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ
 จากปัญจโวการภูมิ แต่สัญญาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนา
 ขันธ์ย่อมไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส
 ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      สัญญาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้น
 สุทธาวาส แต่เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัญญาขันธ์ไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้ว และเวทนาขันธ์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      [๑๔๗] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด  เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิที่เกิดในภพครั้งสุดท้าย
 แต่เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้น และเวทนาขันธ์ก็จักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ นอกนี้.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งกำลังเข้าถึงอรูปภูมิ
 แต่รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้น และรูปขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ.
      [๑๔๘] เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่
 สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้น และสัญญาขันธ์ก็จัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ นอกนี้.
      หรือว่า สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญ-
 *สัตตภูมิ แต่เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นและเวทนา
 ขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ.
      [๑๔๙] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นและเวทนาขันธ์ก็จักเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมิใด รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมินั้นซึ่งเป็นอรูปภูมิ แต่รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นและรูปขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ.
      [๑๕๐] เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมิใด เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๕๑] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นสัตว์ที่กำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นและเวทนาขันธ์ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่ง
 กำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ นอกนี้.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้น
 และรูปขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ.
      [๑๕๒] เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเกิดอยู่
 แต่สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นและสัญญาขันธ์
 ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ
 นอกนี้.
      หรือว่า สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ ปัญจโว-
 *การภูมิ แต่เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นและ
 เวทนาขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโว-
 *การภูมิ.
      [๑๕๓] รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งกำลังเข้าถึงอรูปภูมิ แต่
 เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นและเวทนาขันธ์ก็จักไม่เกิด
 ขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการ-
 *ภูมิ แต่รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นและรูปขันธ์ก็ย่อม
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ใน
 อรูปภูมิ.
      [๑๕๔] เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งกำลังเข้าถึง
 อสัญญสัตตภูมิ แต่สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้น
 และสัญญาขันธ์ก็ชักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่.
      หรือว่า สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการ-
 *ภูมิ แต่เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ก็หาไม่ สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นและเวทนา-
 ขันธ์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่.
      [๑๕๕] รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      จักเกิดขึ้น.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นในภูมิใด รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ย่อมเกิดขึ้น.
      [๑๕๖] เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นในภูมิใด เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๕๗] รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปขันธ์ย่อมไม่
 เกิดขึ้นและเวทนาขันธ์ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจ-
 *โวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ ที่กำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นและรูปขันธ์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ.
      [๑๕๘] เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ
 จากปัญจโวการภูมิ แต่สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์
 ย่อมไม่เกิดขึ้นและสัญญาขันธ์ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่
 ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเกิดอยู่
 แต่เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นและเวทนา-
 *ขันธ์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      [๑๕๙] รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ แต่เวทนาขันธ์จักเกิด
 ขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วและเวทนาขันธ์ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 นอกนี้.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๖๐] เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ แต่สัญญาขันธ์จัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วและสัญญาขันธ์ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น นอกนี้.
      หรือว่า สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๖๑] รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นใน
 ภูมินั้นก็หาไม่ รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วและเวทนาขันธ์ก็จักเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจ-
 *โวการภูมิ.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมิใด รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปภูมิ แต่รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้นก็
 หาไม่ เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นและรูปขันธ์ก็เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ.
      ถูกแล้ว.
      [๑๖๒] เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมิใด เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๖๓] รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด  เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในปัญจโวการ-
 *ภูมิ  ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์  แต่เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่  รูปขันธ์
 เคยเกิดขึ้นแล้วและเวทนาขันธ์ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
       เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่รูปขันธ์เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่  เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นและรูปขันธ์ก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๑๖๔] เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด  สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น  ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์  แต่
 สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วและสัญญาขันธ์
 ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ซึ่งมีขันธ์ ๔ มีขันธ์ ๕ นอกนี้.
      หรือว่า สัญญาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด  เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๖๕] รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด  เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๑๖๖] เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด  สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด  เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้น.
      เคยเกิดขึ้นแล้ว?
      [๑๖๗] รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด  เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      จักเกิดขึ้น.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นในภูมิใด รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมินั้น.
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๑๖๘] เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด  สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นในภูมิ
 นั้นหรือ.
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า  สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นในภูมิใด เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วใน
 ภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๖๙] รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด  เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์  แต่เวทนาขันธ์
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่  รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วและเวทนาขันธ์ก็จัก
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น  ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ.
      หรือว่า เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด  รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในปัญจโวการ-
 *ภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนา-
 *ขันธ์จักไม่เกิดขึ้น  และรูปขันธ์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น  ซึ่งอยู่ในชั้น
 สุทธาวาส ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ.
      [๑๗๐] เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์จักไม่เกิด
 ขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ แต่เวทนาขันธ์
 ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่  สัญญาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นและเวทนาขันธ์ก็
 ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น  ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
                         อุปปาทวาร จบ.
                           นิโรธวาร
      [๑๗๑] รูปขันธ์ของสัตว์ใดย่อมดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นย่อมดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น  ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิย่อมดับไป  แต่เวทนาขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่  รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิย่อม
 ดับไป และเวทนาขันธ์ก็ย่อมดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดย่อมดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นซึ่งกำลังจุติจากอรูปภูมิย่อมดับไป  แต่รูปขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิย่อมดับไป
 และรูปขันธ์ก็ย่อมดับไป.
      [๑๗๒] รูปขันธ์ในภูมิใดย่อมดับไป เวทนาขันธ์ในภูมินั้นย่อมดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิย่อมดับไป แต่เวทนาขันธ์ในภูมินั้นย่อมดับไป
 ก็หาไม่ รูปขันธ์ในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิย่อมดับไป และเวทนาขันธ์ก็ย่อมดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ในภูมิใดย่อมดับไป รูปขันธ์ในภูมินั้นย่อมดับไป.
      เวทนาขันธ์ในภูมินั้น   ซึ่งเป็นอรูปภูมิย่อมดับไป แต่รูปขันธ์ในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่
 เวทนาขันธ์ในภูมินั้นซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิย่อมดับไป และรูปขันธ์ก็ย่อมดับไป.
      [๑๗๓] รูปขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ย่อมดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น  ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิย่อมดับไป  แต่
 เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่  รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิย่อมดับไป และเวทนาขันธ์ก็ย่อมดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ย่อมดับไป.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น  ซึ่งกำลังจุติจากอรูปภูมิย่อมดับไป แต่รูปขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่  เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลัง
 จุติจากปัญจโวการภูมิย่อมดับไป และรูปขันธ์ก็ย่อมดับไป.
      [๑๗๔] รูปขันธ์ของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป  เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป
 หรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติจากอรูปภูมิย่อมไม่ดับไป แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดอยู่ทั้งหมด  ย่อมไม่ดับไป
 และเวทนาขันธ์ก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิย่อมไม่ดับไป  แต่รูปขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดอยู่ทั้งหมดย่อม
 ไม่ดับไป และรูปขันธ์ก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๑๗๕] รูปขันธ์ในภูมิใดย่อมไม่ดับไป  เวทนาขันธ์ในภูมินั้นย่อมไม่ดับไป
 หรือ?
      ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ในภูมิใดย่อมไม่ดับไป รูปขันธ์ในภูมินั้นย่อมไม่ดับไป.
      ย่อมดับไป.
      [๑๗๖] รูปขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมไม่ดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น ย่อมไม่ดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากอรูปภูมิย่อมไม่ดับไป แต่เวทนาขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลัง
 เกิดอยู่ทั้งหมดย่อมไม่ดับไป และเวทนาขันธ์ก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมไม่ดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้นย่อมไม่ดับไป.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิย่อมไม่ดับไป แต่
 รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งกำลังเกิดอยู่ทั้งหมดย่อมไม่ดับไป และรูปขันธ์ก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๑๗๗] รูปขันธ์ของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นเคยดับไปแล้ว
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ของสัตว์นั้นเคยดับไปแล้ว.
      ถูกแล้ว.
      [๑๗๘] รูปขันธ์ในภูมิใดเคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ในภูมินั้นเคยดับไปแล้วหรือ?
      รูปขันธ์ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิเคยดับไปแล้ว แต่เวทนาขันธ์ในภูมินั้นเคยดับ
 ไปแล้วก็หาไม่ รูปขันธ์ในภูมินั้นซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิเคยดับไปแล้ว และเวทนาขันธ์ก็เคยดับ
 ไปแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ในภูมิใดเคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ในภูมินั้นเคยดับไปแล้ว.
      เวทนาขันธ์ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปภูมิเคยดับไปแล้ว แต่รูปขันธ์ในภูมินั้นเคยดับไปแล้ว
 ก็หาไม่ เวทนาขันธ์ในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิเคยดับไปแล้ว และรูปขันธ์ก็เคยดับไปแล้ว.
      [๑๗๙] รูปขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดเคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้นเคยดับไปแล้วหรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์เคยดับไปแล้ว แต่เวทนาขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับไปแล้วก็หาไม่ รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็น
 สัตว์มีขันธ์ ๕ เคยดับไปแล้ว และเวทนาขันธ์ก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดเคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้นเคยดับไปแล้ว.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์เคยดับไปแล้ว แต่รูปขันธ์ของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับไปแล้วก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นซึ่งเป็นสัตว์
 มีขันธ์ ๕ เคยดับไปแล้ว และรูปขันธ์ก็เคยดับไปแล้ว.
      [๑๘๐] รูปขันธ์ของสัตว์ใดไม่เคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นไม่เคยดับ
 ไปแล้วหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดไม่เคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ของสัตว์นั้นไม่เคยดับ
 ไปแล้ว.
      ไม่มี.
      [๑๘๑] รูปขันธ์ในภูมิใดไม่เคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ในภูมินั้นไม่เคยดับไป
 แล้วหรือ?
      เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ในภูมิใดไม่เคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ในภูมินั้นไม่เคยดับไป
 แล้ว.
      เคยดับไปแล้ว.
      [๑๘๒] รูปขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดไม่เคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว แต่เวทนาขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่
 ในชั้นสุทธาวาสไม่เคยดับไปแล้ว และเวทนาขันธ์ก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดไม่เคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้ว.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ไม่เคยดับไปแล้ว แต่รูปขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่ง
 อยู่ในชั้นสุทธาวาสไม่เคยดับไปแล้ว และรูปขันธ์ก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      [๑๘๓] รูปขันธ์ของสัตว์ใดจักดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดจักดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้นจักดับไป.
      เวทนาขันธ์ของปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงอรูปภูมิ และของสัตว์เหล่านั้นที่เข้าถึงอรูป-
 *ภูมิแล้วจักปรินิพพาน ของสัตว์เหล่านั้นที่กำลังจุติอยู่จักดับไป แต่รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นจัก
 ดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้จักดับไปและรูปขันธ์ก็จักดับไป.
      [๑๘๔] รูปขันธ์ในภูมิใดจักดับไป เวทนาขันธ์ในภูมินั้นจักดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ในภูมินั้นซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิจักดับไป แต่เวทนาขันธ์ในภูมินั้นจักดับไปก็หา
 ไม่ รูปขันธ์ในภูมินั้นซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิจักดับไป และเวทนาขันธ์ก็จักดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ในภูมิใดจักดับไป รูปขันธ์ในภูมินั้นจักดับไป.
      เวทนาขันธ์ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปภูมิจักดับไป แต่รูปขันธ์ในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่.
      เวทนาขันธ์ในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิจักดับไป และรูปขันธ์ก็จักดับไป.
      [๑๘๕] รูปขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดจักดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์จักดับไป แต่เวทนาขันธ์ของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นซึ่งมีรูปขันธ์ ๕ จักดับ
 ไป และเวทนาขันธ์ก็จักดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดจักดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไป.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์จักดับไป แต่รูปขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นซึ่งมีขันธ์ ๕ จักดับไป
 และรูปขันธ์ก็จักดับไป.
      [๑๘๖] รูปขันธ์ของสัตว์ใดจักไม่ดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ของปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงอรูปภูมิ และของสัตว์เหล่านั้นที่เข้าถึงอรูปภูมิ
 แล้วจักปรินิพพาน ของสัตว์เหล่านั้นที่กำลังจุติอยู่จักไม่ดับไป แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่จักไม่ดับไป และเวทนาขันธ์
 ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดจักไม่ดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้นจักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๑๘๗] รูปขันธ์ในภูมิใดจักไม่ดับไป เวทนาขันธ์ในภูมินั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      จักดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ในภูมิใดจักไม่ดับไป รูปขันธ์ในภูมินั้นจักไม่ดับไป.
      จักดับไป.
      [๑๘๘] รูปขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดจักไม่ดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์จักไม่ดับไป แต่เวทนาขันธ์ของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ จักไม่ดับไป และเวทนาขันธ์ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดจักไม่ดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักไม่ดับไป.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์จักไม่ดับไป แต่รูปขันธ์ของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไปและรูปขันธ์ก็จักไม่ดับไป.
      [๑๘๙] รูปขันธ์ของสัตว์ใดย่อมดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นเคยดับไปแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดอยู่ทั้งหมดเคยดับไปแล้ว แต่รูปขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่งกำลัง
 จุติจากอสัญญสัตตภูมิเคยดับไปแล้ว และรูปขันธ์ก็ย่อมดับไป.
      [๑๙๐] เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดย่อมดับไป สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้นเคยดับไปแล้ว
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดอยู่ทั้งหมด ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ
 เคยดับไปแล้ว แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ จากปัญจโวการภูมิเคยดับไปแล้ว และเวทนาขันธ์ก็ย่อมดับไป.
      [๑๙๑] รูปขันธ์ในภูมิใดย่อมดับไป เวทนาขันธ์ในภูมินั้นเคยดับไปแล้วหรือ?
      รูปขันธ์ในภูมินั้นซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิย่อมดับไป แต่เวทนาขันธ์ในภูมินั้นเคยดับไป
 แล้วก็หาไม่ รูปขันธ์ในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิย่อมดับไป และเวทนาขันธ์ก็เคยดับ
 ไปแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ในภูมิใดเคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ในภูมินั้นย่อมดับไป.
      เวทนาขันธ์ในภูมินั้นซึ่งเป็นอรูปภูมิเคยดับไปแล้ว แต่รูปขันธ์ในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่
 เวทนาขันธ์ในภูมินั้นซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิเคยดับไปแล้ว และรูปขันธ์ก็ย่อมดับไป.
      [๑๙๒] เวทนาขันธ์ในภูมิใดย่อมดับไป สัญญาขันธ์ในภูมินั้นเคยดับไปแล้ว
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ในภูมิใดเคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ในภูมินั้นย่อมดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๑๙๓] รูปขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 เคยดับไปแล้วหรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งกำลังจุติจาก
 อสัญญสัตตภูมิย่อมดับไป แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับไปแล้วก็หาไม่ รูป-
 *ขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมินอกนี้ย่อมดับไป และเวทนาขันธ์
 ก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดเคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้นย่อมดับไป.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 เคยดับไปแล้ว แต่รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิเคยดับไปแล้ว และรูปขันธ์ก็ย่อมดับไป.
      [๑๙๔] เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมดับไป สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นเคยดับไปแล้วหรือ?
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาสย่อมดับไป
 แต่สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับไปแล้วก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ จากปัญจโวการภูมิ นอกนี้ย่อมดับไป และสัญญาขันธ์ก็
 เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดเคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นย่อมดับไป.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิเคย
 ดับไปแล้ว แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ จากปัญจโวการภูมิ เคยดับไปแล้ว และเวทนาขันธ์
 ก็ย่อมดับไป.
      [๑๙๕] รูปขันธ์ของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นไม่เคยดับไป
 แล้วหรือ?
      เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดไม่เคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ของสัตว์นั้นย่อมไม่
 ดับไป.
      ไม่มี.
      [๑๙๖] เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้นไม่เคยดับ
 ไปแล้วหรือ?
      เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดไม่เคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นย่อม
 ไม่ดับไป.
      ไม่มี.
      [๑๙๗] รูปขันธ์ในภูมิใด ... (พึงทำให้บริบูรณ์)
      [๑๙๘] รูปขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมไม่ดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ย่อม
 ไม่ดับไป แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ รูปขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ ย่อมไม่ดับไป
 และเวทนาขันธ์ก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดไม่เคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นย่อมไม่ดับไป.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งกำลัง
 จุติจากอสัญญสัตตภูมิไม่เคยดับไปแล้ว แต่รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็
 หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งกำลังเข้าถึง
 อสัญญสัตตภูมิไม่เคยดับไปแล้ว และรูปขันธ์ก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๑๙๙] เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมไม่ดับไป สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิย่อม
 ไม่ดับไป แต่สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ย่อมไม่ดับไป และ
 สัญญาขันธ์ก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดไม่เคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมไม่ดับไป.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ไม่เคยดับ
 ไปแล้ว แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว และ
 เวทนาขันธ์ก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๒๐๐] รูปขันธ์ของสัตว์ใดย่อมดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิย่อมดับไป แต่เวทนาขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่ง
 กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ นอกนี้ ย่อมดับไป และเวทนาขันธ์ก็จักดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดจักดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดอยู่ทั้งหมด ซึ่งกำลังจุติจากอรูปภูมิจักดับไป
 แต่รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติจาก
 ปัญจโวการภูมิ ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิจักดับไป และรูปขันธ์ก็ย่อมดับไป.
      [๒๐๑] เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดย่อมดับไป สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้นจักดับไป
 หรือ?
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ย่อมดับไป แต่สัญญาขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ จากปัญจ-
 *โวการภูมิ นอกนี้ ย่อมดับไป และสัญญาขันธ์ก็จักดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดจักดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดอยู่ทั้งหมด ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิจัก
 ดับไป แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น ซึ่งกำลังจุติ
 จากจตุโวการภูมิ จากปัญจโวการภูมิจักดับไป และเวทนาขันธ์ก็ย่อมดับไป.
      [๒๐๒] รูปขันธ์ในภูมิใดย่อมดับไป.
      [๒๐๓] รูปขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งกำลังจุติ
 จากอสัญญสัตตภูมิย่อมดับไป แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ นอกนี้ ย่อมดับไป และเวทนาขันธ์
 ก็จักดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ย่อมดับไป.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 จักดับไป แต่รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิจักดับไป และรูปขันธ์ก็ย่อมดับไป.
      [๒๐๔] เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ย่อมดับไป แต่สัญญาขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติ
 จากจตุโวการภูมิ จากปัญจโวการภูมินอกนี้ ย่อมดับไป และสัญญาขันธ์ก็จักดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น ย่อมดับไป.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิจัก
 ดับไป แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมดับไปก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่า
 นั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ จากปัญจโวการภูมิจักดับไป และเวทนาขันธ์ก็ย่อม
 ดับไป.
      [๒๐๕] รูปขันธ์ของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นซึ่งกำลังเกิดอยู่ทั้งหมด ซึ่งกำลังจุติจากอรูปภูมิย่อมไม่ดับไป
 แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ในอรูปภูมิย่อมไม่ดับไป และเวทนาขันธ์ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใด จักไม่ดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้น ย่อมไม่ดับไป.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ จักไม่ดับไป แต่
 รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่
 ในอรูปภูมิจักไม่ดับไป และรูปขันธ์ก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๒๐๖] เวทนาขันธ์ของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น จักไม่ดับ
 ไปหรือ?
      จักดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใด จักไม่ดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น ย่อมไม่ดับ
 ไป.
      ย่อมดับไป.
      [๒๐๗] รูปขันธ์ในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป.
      [๒๐๘] รูปขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ย่อม
 ไม่ดับไป แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ ย่อมไม่ดับไป และ
 เวทนาขันธ์ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้นย่อมไม่ดับไป?
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่ง
 กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิจักไม่ดับไป แต่รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่
 เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิจักไม่ดับไป และ
 รูปขันธ์ก็ย่อมไม่ดับไป
      [๒๐๙] เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ ย่อม
 ไม่ดับไปแต่สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และสัญญาขันธ์ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไป แต่เวทนาขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตว์จักไม่ดับไป และเวทนาขันธ์ก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๒๑๐] รูปขันธ์ของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่เคยดับไปแล้ว แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้น จักดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นนอกนี้เคยดับไปแล้ว และเวทนาขันธ์ก็จัก
 ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใด จักดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้น เคยดับไปแล้ว.
      ถูกแล้ว.
      [๒๑๑] เวทนาขันธ์ของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่เคยดับไปแล้ว แต่สัญญาขันธ์ของ
 สัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นนอกนี้ เคยดับไปแล้ว และ
 สัญญาขันธ์ก็จักดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใด จักดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น เคยดับไปแล้ว.
      ถูกแล้ว.
      [๒๑๒] รูปขันธ์ในภูมิใด เคยดับไปแล้ว.
      [๒๑๓] รูปขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตว์ เคยดับไปแล้ว แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และเวทนาขันธ์ก็จัก
 ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 เคยดับไปแล้ว.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 จักดับไป แต่รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับไปแล้วก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่า
 นั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และรูปขันธ์ก็เคยดับไปแล้ว.
      [๒๑๔] เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่เคยดับไปแล้ว แต่สัญญา
 ขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมี
 ขันธ์ ๔ มีขันธ์ ๕ นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และสัญญาขันธ์ก็จักดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น เคยดับไปแล้ว.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาสจักดับไป แต่เวทนา
 ขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับไปแล้วก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งมีขันธ์ ๔ มีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และเวทนาขันธ์ก็เคยดับไปแล้ว.
      [๒๑๕] รูปขันธ์ของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น จักไม่ดับ
 ไปหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใด จักไม่ดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้น ไม่เคยดับไป
 แล้ว.
      เคยดับไปแล้ว.
      [๒๑๖] เวทนาขันธ์ของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น จัก
 ไม่ดับไปหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใด จักไม่ดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น ไม่เคยดับไป
 แล้ว.
      เคยดับไปแล้ว.
      [๒๑๗] รูปขันธ์ในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว.
      [๒๑๘] รูปขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ไม่
 เคยดับไปแล้ว แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ ไม่เคย
 ดับไปแล้ว และเวทนาขันธ์ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ไม่เคยดับไปแล้ว.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตว์จักไม่ดับไป แต่รูปขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ เวทนา-
 *ขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ใน
 อรูปภูมิ จักไม่ดับไป และรูปขันธ์ก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      [๒๑๙] เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว สัญญาขันธ์ของสัตว์
 นั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ไม่เคยดับไปแล้ว
 แต่สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมิ
 นั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว และสัญญาขันธ์
 ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้ว.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ จักไม่ดับ
 ไป แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์จักไม่ดับไป และ
 เวทนาขันธ์ก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
                         นิโรธวาร จบ.
                         อุปปาทนิโรธวาร
      [๒๒๐] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น ย่อมดับไปหรือ?
      หามิได้
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใด ย่อมดับไป รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      หามิได้
      [๒๒๑] เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น ย่อมดับไป
 หรือ?
      หามิได้
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใด ย่อมดับไป เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      หามิได้
      [๒๒๒] รูปขันธ์เกิดขึ้นในภูมิใด เวทนาขันธ์ในภูมินั้น ย่อมดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่เวทนาขันธ์ในภูมินั้น ย่อมดับ
 ไปก็หาไม่ รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ และเวทนาขันธ์ก็ย่อมดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ในภูมิใด ย่อมดับไป รูปขันธ์ในภูมินั้น ย่อมเกิดขึ้น.
      เวทนาขันธ์ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปภูมิย่อมดับไป แต่รูปขันธ์ในภูมินั้น ย่อมดับไปก็หาไม่
 เวทนาขันธ์ในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิย่อมดับไป และรูปขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๒๒๓] เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด สัญญาขันธ์ในภูมินั้น ย่อมดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ในภูมิใด ย่อมดับไป เวทนาขันธ์ในภูมินั้น ย่อมเกิดขึ้น.
      ถูกแล้ว.
      [๒๒๔] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น ในภูมินั้น
 ย่อมดับไปหรือ?
      หามิได้
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป รูปขันธ์ของสัตว์นั้น ในภูมิ
 นั้น ย่อมเกิดขึ้น.
      หามิได้.
      [๒๒๕] เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น ย่อมดับไปหรือ?
      หามิได้
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      หามิได้
      [๒๒๖] รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป
 หรือ?
      รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ จากปัญจโวการ แต่
 เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่ง
 กำลังเข้าถึงอรูปภูมิ ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ และเวทนาขันธ์ก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ
 ย่อมไม่ดับไป แต่รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งกำลังเข้าถึงอรูปภูมิ ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ ย่อมไม่ดับไป และรูปขันธ์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๒๒๗] เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ จากปัญจโวการภูมิ
 แต่สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ และสัญญาขันธ์ก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นย่อมไม่
 เกิดขึ้น.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ ย่อมไม่ดับไป
 แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่เกิดขึ้นก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตว์ย่อมไม่ดับไป และเวทนาขันธ์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๒๒๘] รูปขันธ์ในภูมิใด ย่อมไม่เกิดขึ้น เวทนาขันธ์ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป
 หรือ?
      ย่อมดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป รูปขันธ์ในภูมินั้น ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      ย่อมเกิดขึ้น.
      [๒๒๙] เวทนาขันธ์ในภูมิใด ย่อมไม่เกิดขึ้น สัญญาขันธ์ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป เวทนาขันธ์ในภูมินั้น ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      ถูกแล้ว.
      [๒๓๐] รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น ย่อมไม่ดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ จาก
 ปัญจโวการภูมิ แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงอรูปภูมิ ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ ย่อมไม่เกิดขึ้น และ
 เวทนาขันธ์ก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งกำลังเข้าถึง
 อสัญญสัตตภูมิ ย่อมไม่ดับไป แต่รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงอรูปภูมิ ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตภูมิ ย่อม
 ไม่ดับไป และรูปขันธ์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๒๓๑] เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปหรือ?
      เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ จาก
 ปัญจโวการภูมิ แต่สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ และสัญญาขันธ์ก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป เวทนาขันธ์ ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ
 ย่อมไม่ดับไป แต่เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ย่อมไม่ดับไป และเวทนาขันธ์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๒๓๒] รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นเคยดับไปแล้ว
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ของสัตว์นั้นเคยเกิดขึ้นแล้ว.
      ถูกแล้ว.
      [๒๓๓] เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้นเคยดับไป
 แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๒๓๔] รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด.
      [๒๓๕] รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่เวทนาขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมิ
 นั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ และเวทนาขันธ์ก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ เคยดับไปแล้ว แต่รูปขันธ์
 เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมี
 ขันธ์ ๕ เคยดับไปแล้ว และรูปขันธ์ก็เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๒๓๖] เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๒๓๗] รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น ไม่เคยดับ
 ไปแล้วหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้น.
      ไม่มี.
      [๒๓๘] เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น ไม่เคย
 ดับไปแล้วหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้น.
      ไม่มี.
      [๒๓๙] รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด.
      [๒๔๐] รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่เวทนาขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส และเวทนาขันธ์ก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว แต่รูปขันธ์
 ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่ง
 อยู่ในชั้นสุทธาวาสไม่เคยดับไปแล้ว และรูปขันธ์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๒๔๑] เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิด
 ขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๒๔๒] รูปขันธ์จักเกิดขึ้นสัตว์ใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใด จักดับไป รูปขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดอยู่ และของสัตว์ผู้เข้า
 ถึงอรูปภูมิแล้ว จักปรินิพพานจักดับไป แต่รูปขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์
 ของสัตว์เหล่านั้นนอกนี้จักดับไป และรูปขันธ์ก็จักเกิดขึ้น.
      [๒๔๓] เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใด จักดับไป เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดอยู่จักดับไป แต่
 เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้จักดับไป
 และเวทนาขันธ์ก็จักเกิดขึ้น.
      [๒๔๔] รูปขันธ์จักเกิดขึ้นในภูมิใด.
      [๒๔๕] รูปขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      รูปขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕
 และเวทนาขันธ์ก็จักดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป รูปขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการ-
 *ภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์จักดับไป แต่รูปขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนา
 ขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสัตว์มีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และรูปขันธ์ก็จัก
 เกิดขึ้น.
      [๒๔๖] เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเกิดอยู่จักดับไป
 แต่เวทนาขันธ์จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งมีขันธ์ ๔ มีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และเวทนาขันธ์ก็จักเกิดขึ้น.
      [๒๔๗] รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดอยู่ และสัตว์
 ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ และเวทนาขันธ์ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดจักไม่ดับไป รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๒๔๘] เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ และสัญญาขันธ์ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดจักไม่ดับไป เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๒๔๙] รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นในภูมิใด.
      [๒๕๐] รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่
 รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ และเวทนาขันธ์ก็จักไม่
 ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์จักไม่ดับไป แต่รูปขันธ์จักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ จักไม่ดับไป และรูปขันธ์ก็จักไม่เกิดขึ้น.
      [๒๕๑] เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดอยู่
 แต่สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ และสัญญาขันธ์ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป เวทนาขันธ์จักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๒๕๒] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น เคยดับไปแล้ว
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งกำลังเข้าถึงอรูป ภูมิเคยดับไป
 แล้ว แต่รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลัง
 เข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ เคยดับไปแล้ว และรูปขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้น.
      (ในอุปปาทวาร ท่านจำแนกขันธยมกส่วนอดีตกับด้วยส่วนปัจจุบันไว้อย่างไร ใน
 อุปปาทนิโรธวารนี้ พึงจำแนกอย่างนั้น)
      [๒๕๓] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใด จักดับไป รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งกำลังเข้าถึงอรูปภูมิ จักดับไป
 แต่รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจ-
 *โวการภูมิ ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิจักดับไป และรูปขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๒๕๔] เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใด จักดับไป เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ
 จักดับไป แต่เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่ง
 กำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิจักดับไป และเวทนาขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๒๕๕] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด.
      [๒๕๖] รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่เวทนา-
 *ขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ย่อมเกิดแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่ง
 กำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ และเวทนาขันธ์ก็จักดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่งกำลังเข้าถึง
 อรูปภูมิจักดับไป แต่รูปขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ จักดับไป และรูปขันธ์ก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๒๕๗] เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ จากปัญจโวการภูมิ
 จักดับไป แต่เวทนาขันธ์ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่  สัญญาขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ จักดับไป และเวทนาขันธ์ก็ย่อม
 เกิดขึ้น.
      [๒๕๘] รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งกำลังเข้าถึงอรูปภูมิ
 แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ และเวทนาขันธ์ก็จักไม่ดับไป
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใด จักไม่ดับไป รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๒๕๙] เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งกำลังเข้าถึง
 อสัญญสัตตภูมิ แต่สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ และสัญญาขันธ์ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดจักไม่ดับไป เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๒๖๐] รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด.
      [๒๖๑] รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 อรูปสัตว์ แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ และเวทนาขันธ์
 ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ จักไม่ดับไป แต่
 รูปขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ จักไม่ดับไป และรูปขันธ์ก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๒๖๒] เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ จาก
 ปัญจโวการภูมิ แต่สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ย่อม
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ และสัญญาขันธ์
 ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป เวทนาขันธ์ย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๒๖๓] รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้น จักดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นนอกนี้ และเวทนาขันธ์ก็จัก
 ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดจักดับไป รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๒๖๔] เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้นจักดับไป
 หรือ?
      เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ แต่สัญญาขันธ์ของ
 สัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น นอกนี้ และสัญญา-
 *ขันธ์ก็จักดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใด จักดับไป เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๒๖๕] รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด.
      [๒๖๖] รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ และเวทนาขันธ์ก็จักดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 จักดับไป แต่รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ เวทนาขันธ์ของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และรูปขันธ์ก็เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๒๖๗] เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ แต่
 สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๔ มีขันธ์ ๕ นอกนี้ และสัญญาขันธ์ก็จักดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส จักดับไป แต่
 เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๔ มีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และเวทนาขันธ์ก็เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๒๖๘] รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้น จักไม่ดับ
 ไปหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใด จักไม่ดับไป รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๒๖๙] เวทนาขันธ์ไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใด จักไม่ดับไป เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 นั้น.
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๒๗๐] รูปขันธ์ไม่เกิดขึ้นแล้วในภูมิใด.
      [๒๗๑] รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด เวทนาขันธ์ของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่ง
 เป็นอรูปสัตว์ แต่เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ใน
 อรูปภูมิ และเวทนาขันธ์ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า เวทนาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป แต่รูปขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 เวทนาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งจะปรินิพพานอยู่
 ในอรูปภูมิ จักไม่ดับไป และรูปขันธ์ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๒๗๒] เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด สัญญาขันธ์ของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส
 แต่สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ และสัญญาขันธ์
 ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า สัญญาขันธ์ของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป เวทนาขันธ์ไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไป แต่เวทนาขันธ์
 เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัญญาขันธ์ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และเวทนาขันธ์ก็ไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้ว.
                       อุปปาทนิโรธวาร จบ
                          ปวัตติวาร จบ
                           ปริญญาวาร
      [๒๗๓] บุคคลใดย่อมกำหนดรู้รูปขันธ์ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดย่อมกำหนดรู้เวทนาขันธ์ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้รูปขันธ์.
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใดไม่กำหนดรู้รูปขันธ์ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้รูปขันธ์.
      ถูกแล้ว.
      [๒๗๔] บุคคลใดเคยกำหนดรู้รูปขันธ์แล้ว บุคคลนั้นเคยกำหนดรู้เวทนาขันธ์แล้ว
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดเคยกำหนดรู้เวทนาขันธ์แล้ว บุคคลนั้นเคยกำหนดรู้รูปขันธ์แล้ว.
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใดไม่เคยกำหนดรู้รูปขันธ์แล้ว บุคคลนั้นไม่เคยกำหนดรู้เวทนาขันธ์แล้ว
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดไม่เคยกำหนดรู้เวทนาขันธ์แล้ว บุคคลนั้นไม่เคยกำหนดรู้รูปขันธ์
 แล้ว.
      ถูกแล้ว.
      [๒๗๕] บุคคลใดจักกำหนดรู้รูปขันธ์ บุคคลนั้นจักกำหนดรู้เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดจักกำหนดรู้เวทนาขันธ์ บุคคลนั้นจักกำหนดรู้รูปขันธ์.
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใดจักไม่กำหนดรู้รูปขันธ์ บุคคลนั้นจักไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดจักไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์ บุคคลนั้นจักไม่กำหนดรู้รูปขันธ์.
      ถูกแล้ว.
      [๒๗๖] บุคคลใดย่อมกำหนดรู้รูปขันธ์ บุคคลนั้นเคยกำหนดรู้เวทนาขันธ์แล้ว
 หรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใดเคยกำหนดรู้เวทนาขันธ์แล้ว บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้รูปขันธ์.
      หามิได้.
      บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้รูปขันธ์ บุคคลนั้นไม่เคยกำหนดรู้เวทนาขันธ์แล้วหรือ?
      พระอรหันต์ย่อมไม่กำหนดรู้รูปขันธ์ แต่ไม่เคยกำหนดรู้เวทนาขันธ์แล้วก็หาไม่ บุคคล
 ที่เหลือนอกนั้น ยกเว้นบุคคลที่พร้อมเพรียงด้วยมรรคเบื้องสูง และพระอรหันต์เสียแล้ว ย่อมไม่
 กำหนดรู้รูปขันธ์ด้วย ไม่เคยกำหนดรู้เวทนาขันธ์แล้วด้วย.
      หรือว่า บุคคลใดไม่เคยกำหนดรู้เวทนาขันธ์แล้ว บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้
 รูปขันธ์.
      บุคคลที่พร้อมเพรียงด้วยมรรคเบื้องสูง ไม่เคยกำหนดรู้เวทนาขันธ์แล้ว แต่ย่อมไม่
 กำหนดรู้รูปขันธ์ก็หาไม่ บุคคลที่เหลือนอกนั้น ยกเว้นบุคคลที่พร้อมเพรียงด้วยมรรคเบื้องสูง
 และพระอรหันต์เสียแล้ว ไม่เคยกำหนดรู้เวทนาขันธ์แล้วด้วย ย่อมไม่กำหนดรู้รูปขันธ์ด้วย.
      [๒๗๗] บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้รูปขันธ์ บุคคลนั้นจักกำหนดรู้เวทนาขันธ์หรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใดจักกำหนดรู้เวทนาขันธ์ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้รูปขันธ์.
      หามิได้.
      บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้รูปขันธ์ บุคคลนั้นจักไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์หรือ?
      บุคคลเหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค บุคคลเหล่านั้นย่อมไม่กำหนดรู้รูปขันธ์ แต่จักไม่
 กำหนดรู้เวทนาขันธ์ก็หาไม่ พระอรหันต์และปุถุชนเหล่าใด จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค พระอรหันต์
 และปุถุชนเหล่านั้น ย่อมไม่กำหนดรู้รูปขันธ์ด้วย จักไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์ด้วย.
      หรือว่า บุคคลใดจักไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้รูปขันธ์.
      บุคคลที่พร้อมเพรียงด้วยมรรคเบื้องสูง จักไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์ แต่ย่อมไม่กำหนด
 รู้รูปขันธ์ก็หาไม่ พระอรหันต์และปุถุชนเหล่าใด จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค พระอรหันต์และปุถุชน
 เหล่านั้นจักไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์ด้วย ย่อมไม่กำหนดรู้รูปขันธ์ด้วย.
      [๒๗๘] บุคคลใดเคยกำหนดรู้รูปขันธ์แล้ว บุคคลนั้นจักกำหนดรู้เวทนาขันธ์หรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใดจักกำหนดรู้เวทนาขันธ์ บุคคลนั้นเคยกำหนดรู้รูปขันธ์แล้ว.
      หามิได้.
      บุคคลใดไม่เคยกำหนดรู้รูปขันธ์แล้ว บุคคลนั้นจักไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์หรือ.
      บุคคลเหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค บุคคลเหล่านั้นไม่เคยกำหนดรู้รูปขันธ์แล้ว แต่จัก
 ไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์ก็หาไม่ บุคคลที่พร้อมเพรียงด้วยมรรคเบื้องสูง และปุถุชนเหล่าใด จักไม่ได้
 เฉพาะซึ่งมรรค บุคคลที่พร้อมเพรียงด้วยมรรคเบื้องสูง และปุถุชนเหล่านั้น ไม่เคยกำหนดรู้
 รูปขันธ์แล้วด้วย จักไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์ด้วย.
      หรือว่า บุคคลใดจักไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์ บุคคลนั้นไม่เคยกำหนดรู้รูปขันธ์แล้ว.
      พระอรหันต์จักไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์ แต่ไม่เคยกำหนดรู้รูปขันธ์แล้วก็หาไม่ บุคคลที่
 พร้อมเพรียงด้วยมรรคเบื้องสูงและปุถุชนเหล่าใด จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค บุคคลที่พร้อมเพรียง
 ด้วยมรรคเบื้องสูงและปุถุชนเหล่านั้น จักไม่กำหนดรู้เวทนาขันธ์ด้วย ไม่เคยกำหนดรู้รูปขันธ์
 แล้วด้วย.
                         ปริญญาวาร จบ.
                          ขันธยมก จบ.
                           อายตนยมก
                           ปัณณัตติวาร
      [๒๗๙] อายตนะ ๑๒ คือ จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ
 กายายตนะ รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ
 ธัมมายตนะ.
                           อุทเทสวาร
      [๒๘๐] จักขุคือจักขายตนะหรือ            จักขายตนะคือจักขุหรือ.
      โสตะคือโสตายตนะหรือ                 โสตายตนะคือโสตะหรือ.
      ฆานะคือฆานายตนะหรือ                 ฆานายตนะคือฆานะหรือ.
      ชิวหาคือชิวหายตนะหรือ                 ชิวหายตนะคือชิวหาหรือ.
      กายคือกายายตนะหรือ                  กายายตนะคือกายหรือ
      รูปคือรูปายตนะหรือ                    รูปายตนะคือรูปหรือ.
      สัททะคือสัททายตนะหรือ                 สัททายตนะคือสัททะหรือ.
      คันธะคือคันธายตนะหรือ                 คันธายตนะคือคันธะหรือ.
      รสะคือรสายตนะหรือ                   รสายตนะคือรสะหรือ.
      โผฏฐัพพะคือโผฏฐัพพายตนะหรือ           โผฏฐัพพายตนะคือโผฏฐัพพะหรือ.
      มโนคือมนายตนะหรือ                   มนายตนะคือมโนหรือ.
      ธัมมะคือธัมมายตนะหรือ                 ธัมมายตนะคือธัมมะหรือ.
      [๒๘๑] ไม่ใช่จักขุไม่ใช่จักขายตนะหรือ      ไม่ใช่จักขายตนะไม่ใช่จักขุหรือ.
      ไม่ใช่โสตะไม่ใช่โสตายตนะหรือ           ไม่ใช่โสตายตนะไม่ใช่โสตะหรือ.
      ไม่ใช่ฆานะไม่ใช่ฆานายตนะหรือ           ไม่ใช่ฆานายตนะไม่ใช่ฆานะหรือ.
      ไม่ใช่ชิวหาไม่ใช่ชิวหายตนะหรือ           ไม่ใช่ชิวหายตนะไม่ใช่ชิวหาหรือ.
      ไม่ใช่กายไม่ใช่กายายตนะหรือ            ไม่ใช่กายายตนะไม่ใช่กายหรือ.
      ไม่ใช่รูปไม่ใช่รูปาตนะหรือ               ไม่ใช่รูปายตนะไม่ใช่รูปหรือ.
      ไม่ใช่สัททะไม่ใช่สัททายตนะหรือ           ไม่ใช่สัททายตนะไม่ใช่สัททะหรือ.
      ไม่ใช่คันธะไม่ใช่คันธายตนะหรือ           ไม่ใช่คันธายตนะไม่ใช่คันธะหรือ.
      ไม่ใช่รสะไม่ใช่รสายตนะหรือ             ไม่ใช่รสายตนะไม่ใช่รสะหรือ.
      ไม่ใช่โผฏฐัพพะไม่ใช่โผฏฐัพพายตนะหรือ     ไม่ใช่โผฏฐัพพายตนะ
      ไม่ใช่โผฏฐัพพะหรือ.
      ไม่ใช่มโนไม่ใช่มนายตนะหรือ             ไม่ใช่มนายตนะไม่ใช่มโนหรือ.
      ไม่ใช่ธัมมะไม่ใช่ธัมมายตนะหรือ           ไม่ใช่ธัมมายตนะไม่ใช่ธัมมะหรือ.
      [๒๘๒] จักขุคือจักขายตนะหรือ            อายตนะคือโสตายตนะหรือ.
      จักขุคือจักขายตนะหรือ                  อายตนะคือฆานายตนะหรือ.
      จักขุคือจักขายตนะหรือ                  อายตนะคือชิวหายตนะหรือ ฯลฯ
      อายตนะคือธัมมายตนะหรือ
      โสตะคือโสตายตนะหรือ                 อายตนะคือจักขายตนะหรือ.
      โสตะคือโสตายตนะหรือ                 อายตนะคือฆานายตนะหรือ ฯลฯ
      อายตนะคือธัมมายตนะหรือ.
      ฆานะคือฆานายตนะหรือ
      อายตนะคือธัมมายตนะหรือ
      ธัมมะคือธัมมายตนะหรือ                 อายตนะคือจักขายตนะหรือ.
      ธัมมะคือธัมมายตนะหรือ                 อายตนะคือโสตายตนะหรือ
      อายตนะคือมนายตนะหรือ (พึงผูกจักรนัย)
      [๒๘๓] ไม่ใช่จักขุไม่ใช่จักขายตนะหรือ      ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่โสตายตนะหรือ.
      ไม่ใช่จักขุไม่ใช่จักขายตนะหรือ            ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่ฆานายตนะหรือ.
      ไม่ใช่จักขุไม่ใช่จักขายตนะหรือ            ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่ชิวหายตนะหรือ.
      ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่ธัมมายตนะหรือ
      ไม่ใช่โสตะไม่ใช่โสตายตนะหรือ           ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่จักขายตนะหรือ.
      ไม่ใช่โสตะไม่ใช่โสตายตนะหรือ           ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่ฆานายตนะหรือ.
      ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่ธัมมายตนะหรือ.
      ไม่ใช่ฆานะไม่ใช่ฆานายตนะหรือ.
      ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่ธัมมายตนะหรือ ฯลฯ
      ไม่ใช่ธัมมะไม่ใช่ธัมมายตนะหรือ           ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่จักขายตนะหรือ.
      ไม่ใช่ธัมมะไม่ใช่ธัมมายตนะหรือ           ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่โสตายตนะหรือ.
      ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่มนายตนะหรือ. (พึงผูกจักรนัย)
      [๒๘๔] จักขุคืออายตนะหรือ              อายตนะคือจักขุหรือ.
      โสตะคืออายตนะหรือ                   อายตนะคือโสตะหรือ.
      ฆานะคืออายตนะหรือ                   อายตนะคือฆานะหรือ.
      ชิวหาคืออายตนะหรือ                   อายตนะคือชิวหาหรือ.
      กายคืออายตนะหรือ                    อายตนะคือกายหรือ.
      รูปคืออายตนะหรือ                     อายตนะคือรูปหรือ.
      สัททะคืออายตนะหรือ                   อายตนะคือสัททะหรือ.
      คันธะคืออายตนะหรือ                   อายตนะคือคันธะหรือ.
      รสะคืออายตนะหรือ                    อายตนะคือรสะหรือ.
      โผฏฐัพพะคืออายตนะหรือ                อายตนะคือโผฏฐัพพะหรือ.
      มโนคืออายตนะหรือ                    อายตนะคือมโนหรือ.
      ธัมมะคืออายตนะหรือ                   อายตนะคือธัมมะหรือ.
      [๒๘๕] ไม่ใช่จักขุไม่ใช่อายตนะหรือ        ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่จักขุหรือ.
      ไม่ใช่โสตะไม่ใช่อายตนะหรือ             ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่โสตะหรือ.
      ไม่ใช่ฆานะไม่ใช่อายตนะหรือ             ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่ฆานะหรือ.
      ไม่ใช่ชิวหาไม่ใช่อายตนะหรือ             ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่ชิวหาหรือ.
      ไม่ใช่กายไม่ใช่อายตนะหรือ              ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่กายหรือ.
      ไม่ใช่รูปไม่ใช่อายตนะหรือ               ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่รูปหรือ.
      ไม่ใช่สัททะไม่ใช่อายตนะหรือ             ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่สัททะหรือ.
      ไม่ใช่คันธะไม่ใช่อายตนะหรือ             ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่คันธะหรือ.
      ไม่ใช่รสะไม่ใช่อายตนะหรือ              ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่รสะหรือ.
      ไม่ใช่โผฏฐัพพะไม่ใช่อายตนะหรือ          ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่โผฏฐัพพะหรือ.
      ไม่ใช่มโนไม่ใช่อายตนะหรือ              ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่มโนหรือ.
      ไม่ใช่ธัมมะไม่ใช่อายตนะหรือ             ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่ธัมมะหรือ.
      [๒๘๖] จักขุคืออายตนะหรือ              อายตนะคือโสตะหรือ.
      จักขุคืออายตนะหรือ                    อายตนะคือธัมมะหรือ.
      โสตะคืออายตนะหรือ                   อายตนะคือจักขุหรือ.
      โสตะคืออายตนะหรือ                   อายตนะคือธัมมะหรือ.
      ฆานะคืออายตนะหรือ                   อายตนะคือจักขุหรือ.
      อายตนะคือธัมมะหรือ.
      ธัมมะคืออายตนะหรือ                   อายตนะคือจักขุหรือ.
      ธัมมะคืออายตนะหรือ                   อายตนะคือโสตะหรือ.
      อายตนะคือมโนหรือ                    (พึงผูกจักรนัย)
      [๒๘๗] ไม่ใช่จักขุไม่ใช่อายตนะหรือ        ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่โสตะหรือ.
      ไม่ใช่จักขุไม่ใช่อายตนะหรือ              ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่ธัมมะหรือ.
      ไม่ใช่โสตะไม่ใช่อายตนะหรือ             ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่จักขุหรือ.
      ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่ธัมมะหรือ.
      ไม่ใช่ฆานะไม่ใช่อายตนะหรือ              ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่จักขุหรือ.
      ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่ธัมมะหรือ
      ไม่ใช่ธัมมะไม่ใช่อายตนะหรือ              ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่จักขุหรือ.
      ไม่ใช่ธัมมะไม่ใช่อายตนะหรือ              ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่โสตะหรือ ฯลฯ
      ไม่ใช่อายตนะไม่ใช่มโนหรือ (พึงผูกจักรนัย).
                         อุทเทสวาร จบ.
                           นิทเทสวาร
                          ปทโสธนวาร
      [๒๘๘] จักขุคือจักขายตนะหรือ?
      ทิพพจักขุ ปัญญาจักขุ เรียกว่าจักขุ แต่ไม่ใช่จักขายตนะ จักขายตนะเป็นจักขุด้วย
 เป็นจักขายตนะด้วย.
      จักขายตนะคือจักขุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      โสตะคือโสตายตนะหรือ?
      ทิพพโสตะ ตัณหาโสตะ เรียกว่าโสตะ แต่ไม่ใช่โสตายตนะ โสตายตนะเป็นโสตะ
 ด้วย เป็นโสตายตนะด้วย.
      โสตายตนะคือโสตะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ฆานะคือฆานายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ฆานายตนะคือฆานะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ชิวหาคือชิวหายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ชิวหายตนะคือชิวหาหรือ?
      ถูกแล้ว.
      กายคือกายายตนะหรือ?
      ยกเว้นกายายตนะเสียแล้ว กายที่เหลือนอกนั้น เรียกว่ากาย แต่ไม่ใช่กายายตนะ
 กายายตนะเป็นกายด้วย เป็นกายายตนะด้วย.
      กายายตนะคือกายหรือ?
      ถูกแล้ว.
      รูปคือรูปายตนะหรือ?
      ยกเว้นรูปายตนะเสียแล้ว รูปที่เหลือนอกนั้น เรียกว่ารูป แต่ไม่ใช่รูปายตนะ รูปายตนะ
 เป็นรูปด้วย เป็นรูปายตนะด้วย.
      รูปายตนะคือรูปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      สัททะคือสัททายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      สัททายตนะคือสัททะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      คันธะคือคันธายตนะหรือ?
      สีลคันธะ (กลิ่นศีล) สมาธิคันธะ (กลิ่นสมาธิ) ปัญญาคันธะ (กลิ่นปัญญา) เรียกว่า
 คันธะ แต่ไม่ใช่คันธายตนะ คันธายตนะ เป็นคันธะด้วย เป็นคันธายตนะด้วย.
      คันธายตนะคือคันธะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      รสคือรสายตนะหรือ?
      อรรถรส ธรรมรส วิมุติรส เรียกว่ารส แต่ไม่ใช่รสายตนะ รสายตนะเป็นรสด้วย
 เป็นรสายตนะด้วย.
      รสายตนะคือรสหรือ?
      ถูกแล้ว.
      โผฏฐัพพะคือโผฏฐัพพายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      โผฏฐัพพายตนะคือโผฏฐัพพะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      มโนคือมนายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      มนายตนะคือมโนหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ธัมมะคือธัมมายตนะหรือ?
      ยกเว้นธัมมายตนะเสียแล้ว ธรรมที่เหลือนอกนั้น เรียกว่าธัมมะ แต่ไม่ใช่ธัมมายตนะ
 ธัมมายตนะ เป็นธัมมะด้วย เป็นธัมมายตนะด้วย.
      ธัมมายตนะคือธัมมะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๒๘๙] ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่จักขายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่จักขายตนะ ไม่ใช่จักขุหรือ?
      ทิพพจักขุ ปัญญาจักขุ ไม่ใช่จักขายตนะ เป็นแต่จักขุ ยกเว้นจักขุ และจักขายตนะ
 เสียแล้ว จักขุที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่จักขุและ ไม่ใช่จักขายตนะ.
      ไม่ใช่โสตะ ไม่ใช่โสตายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่โสตายตนะ ไม่ใช่โสตะหรือ?
      ทิพพโสตะ ตัณหาโสตะ ไม่ใช่โสตายตนะ เป็นแต่โสตะ ยกเว้นโสตะและโสตายตนะ
 เสียแล้ว โสตะที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่โสตะ และไม่ใช่โสตายตนะ.
      ไม่ใช่ฆานะ ไม่ใช่ฆานายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ฆานายตนะ ไม่ใช่ฆานะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ชิวหา ไม่ใช่ชิวหายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ชิวหายตนะ ไม่ใช่ชิวหาหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่กายายตนะ ไม่ใช่กายหรือ?
      ยกเว้นกายายตนะเสียแล้ว กายที่เหลือไม่ใช่กายายตนะ เป็นแต่กาย ยกเว้นกายและ
 กายายตนะเสียแล้ว กายที่เหลือไม่ใช่กาย และไม่ใช่กายายตนะ.
      ไม่ใช่รูป ไม่ใช่รูปายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่รูปายตนะ ไม่ใช่รูปหรือ?
      ยกเว้นรูปายตนะเสียแล้ว รูปที่เหลือไม่ใช่รูปายตนะ เป็นแต่รูป ยกเว้นรูปและ
 รูปายตนะเสียแล้ว รูปที่เหลือไม่ใช่รูป และไม่ใช่รูปายตนะ.
      ไม่ใช่สัททะ ไม่ใช่สัททายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สัททายตนะ ไม่ใช่สัททะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่คันธะ ไม่ใช่คันธายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่คันธายตนะ ไม่ใช่คันธะหรือ?
      สีลคันธะ สมาธิคันธะ ปัญญาคันธะ ไม่ใช่คันธายตนะ เป็นแต่คันธะ ยกเว้นคันธะ
 และคันธายตนะเสียแล้ว ธรรมที่เหลือไม่ใช่คันธะ และไม่ใช่คันธายตนะ.
      ไม่ใช่รส ไม่ใช่รสายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่รสายตนะ ไม่ใช่รสหรือ?
      อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ไม่ใช่รสายตนะ เป็นแต่รส ยกเว้นรส และรสายตนะ
 เสียแล้ว ธรรมที่เหลือไม่ใช่รส และไม่ใช่รสายตนะ.
      ไม่ใช่โผฏฐัพพะ ไม่ใช่โผฏฐัพพายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่โผฏฐัพพายตนะ ไม่ใช่โผฏฐัพพะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่มโน ไม่ใช่มนายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่มนายตนะ ไม่ใช่มโนหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธัมมะ ไม่ใช่ธัมมายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธัมมายตนะ ไม่ใช่ธัมมะหรือ?
      ยกเว้นธัมมายตนะเสียแล้ว ธรรมที่เหลือไม่ใช่ธัมมายตนะ เป็นแต่ธัมมะ ยกเว้นธัมมะ
 และธัมมายตนะเสียแล้ว ธรรมที่เหลือไม่ใช่ธัมมะ และไม่ใช่ธัมมายตนะ.
                        ปทโสธนมูลจักกวาร
      [๒๙๐] จักขุคือจักขายตนะหรือ?
      ทิพพจักขุ ปัญญาจักขุ เรียกว่าจักขุ แต่ไม่ใช่จักขายตนะ จักขายตนะ เป็นจักขุด้วย
 เป็นจักขายตนะด้วย.
      อายตนะคือโสตายตนะหรือ?
      โสตายตนะ เป็นอายตนะด้วย เป็นโสตายตนะด้วย อายตนะที่เหลือนอกนั้น เรียกว่า
 อายตนะ แต่ไม่ใช่โสตายตนะ.
      จักขุคือจักขายตนะหรือ?
      ทิพพจักขุ ปัญญาจักขุ เรียกว่าจักขุ แต่ไม่ใช่จักขายตนะ จักขายตนะ เป็นจักขุด้วย
 เป็นจักขายตนะด้วย.
      อายตนะคือฆานายตนะหรือ?
      อายตนะคือธัมมายตนะหรือ?
      ธัมมายตนะ เป็นอายตนะด้วย เป็นธัมมายตนะด้วย อายตนะที่เหลือนอกนั้น เรียกว่า
 อายตนะ แต่ไม่ใช่ธัมมายตนะ.
      โสตะ ฯลฯ ฆานะ ฯลฯ.
      ธัมมะคือธัมมายตนะหรือ?
      ยกเว้นธัมมายตนะเสียแล้ว ธรรมที่เหลือนอกนั้น เรียกว่าธัมมะ แต่ไม่ใช่ธัมมายตนะ
 ธัมมายตนะ เป็นธัมมะด้วย เป็นธัมมายตนะด้วย.
      อายตนะคือจักขายตนะหรือ?
      จักขายตนะ เป็นอายตนะด้วย เป็นจักขายตนะด้วย อายตนะที่เหลือนอกนั้น เรียกว่า
 อายตนะ แต่ไม่ใช่จักขายตนะ
      ธัมมะคือธัมมายตนะหรือ?
      ยกเว้นธัมมายตนะเสียแล้ว ธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่ธัมมายตนะ ธัมมายตนะ เป็น
 ธัมมะด้วย เป็นธัมมายตนะด้วย.
      อายตนะคือโสตายตนะหรือ ฯลฯ?
      อายตนะคือมนายตนะหรือ?
      มนายตนะเป็นอายตนะด้วย เป็นมนายตนะด้วย อายตนะที่เหลือนอกนั้น เรียกว่า
 อายตนะ แต่ไม่ใช่มนายตนะ (ผู้มีปัญญาพึงผูกจักรนัยมีบทหนึ่งๆ เป็นมูล).
      [๒๙๑] ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่จักขายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่โสตายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่จักขายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่ฆานายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่ธัมมายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่โสตะ ไม่ใช่โสตายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่จักขายตนะหรือ?
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่ธัมมายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ฆานะ ไม่ใช่ฆานายตนะหรือ?
      ไม่ใช่ธัมมะ ไม่ใช่ธัมมายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่จักขายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธัมมะ ไม่ใช่ธัมมายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่โสตายตนะหรือ?
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่มนายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว (เมื่อผูกจักรนัย พึงเติมคำว่า อามันตา (ถูกแล้ว) ทุกบท).
                          สุทธายตนวาร
      [๒๙๒] จักขุ คืออายตนะหรือ?
      อายตนะคือจักขายตนะหรือ?
      จักขายตนะ เป็นอายตนะด้วย เป็นจักขายตนะด้วย อายตนะที่เหลือนอกนั้น เรียกว่า
 อายตนะ แต่ไม่ใช่จักขายตนะ.
      โสตะ คืออายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว. ฯลฯ
      ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... รูป ... เสียง ... กลิ่น ... รส ... โผฏฐัพพะ ... มนะ ...
      ธัมมะ คืออายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      อายตนะ คือธัมมายตนะหรือ?
      ธัมมายตนะ เป็นอายตนะด้วย เป็นธัมมายตนะด้วย อายตนะที่เหลือ นอกนั้น เรียก
 ว่าอายตนะ แต่ไม่ใช่ธัมมายตนะ.
      [๒๙๓] ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่อายตนะหรือ?
      ยกเว้นจักขุเสียแล้ว อายตนะที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่จักขุ เป็นแต่อายตนะ ยกเว้น
 จักขุและอายตนะเสียแล้ว ธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่จักขุ และไม่ใช่อายตนะ.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่จักขายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่โสตะ ไม่ใช่อายตนะหรือ?
      ยกเว้นโสตะเสียแล้ว ฯลฯ ยกเว้นฆานะเสียแล้ว ยกเว้นชิวหาเสียแล้ว ฯลฯ และ
 ไม่ใช่อายตนะ.
      ไม่ใช่กาย ไม่ใช่อายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่กายายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่รูป ไม่ใช่อายตนะหรือ?
      ยกเว้นรูปเสียแล้ว ฯลฯ ยกเว้นเสียงเสียแล้ว ยกเว้นกลิ่นเสียแล้ว ยกเว้นรสเสียแล้ว
 ยกเว้นโผฏฐัพพะเสียแล้ว ฯลฯ และไม่ใช่อายตนะ.
      ไม่ใช่มนะ ไม่ใช่อายตนะหรือ?
      ยกเว้นมนะเสียแล้ว อายตนะที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่มนะ เป็นแต่อายตนะ ยกเว้น
 มนะและอายตนะเสียแล้ว ธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่มนะ และไม่ใช่อายตนะ.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่มนายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธัมมะ ไม่ใช่อายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่ธัมมายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
                       สุทธายตนมูลจักกวาร
      [๒๙๔] จักขุ คืออายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      อายตนะคือโสตายตนะหรือ?
      โสตายตนะเป็นอายตนะด้วย เป็นโสตายตนะด้วย อายตนะที่เหลือนอกนั้น เรียกว่า
 อายตนะ แต่ไม่ใช่โสตายตนะ.
      จักขุ คืออายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      อายตนะ คือฆานายตนะหรือ?
      อายตนะ คือธัมมายตนะหรือ?
      ธัมมายตนะเป็นอายตนะด้วย เป็นธัมมายตนะด้วย อายตนะที่เหลือนอกนั้น เรียกว่า
 อายตนะ แต่ไม่ใช่ธัมมายตนะ.
      โสตะ คืออายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      อายตนะ คือจักขายตนะหรือ ฯลฯ ไม่ใช่จักขายตนะ.
      อายตนะคือธัมมายตนะหรือ ฯลฯ ไม่ใช่ธัมมายตนะ.
      ฆานะ ชิวหา ฯลฯ.
      ธัมมะคืออายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      อายตนะคือจักขายตนะหรือ?
      อายตนะคือมนายตนะหรือ?
      มนายตนะเป็นอายตนะด้วย เป็นมนายตนะด้วย อายตนะที่เหลือนอกนั้น เรียกว่าอายตนะ
 แต่ไม่ใช่มนายตนะ (พึงผูกจักรนัย).
      [๒๙๕] ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่อายตนะหรือ?
      ยกเว้นจักขุเสียแล้ว อายตนะที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่จักขุ เป็นแต่อายตนะ ยกเว้น
 จักขุและอายตนะเสียแล้ว ธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่จักขุ และไม่ใช่อายตนะ.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่โสตายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่อายตนะหรือ?
      ยกเว้นจักขุเสียแล้ว อายตนะที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่จักขุ เป็นแต่อายตนะ ยกเว้นจักขุ
 และอายตนะเสียแล้ว ธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ใช่จักขุ และไม่ใช่อายตนะ.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่ฆานายตนะหรือ?
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่ธัมมายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่โสตะ ไม่ใช่อายตนะหรือ?
      ยกเว้นโสตะเสียแล้ว ฯลฯ ยกเว้นฆานะเสียแล้ว ยกเว้นชิวหาเสียแล้ว ฯลฯ และ
 ไม่ใช่อายตนะ.
      ไม่ใช่กาย ไม่ใช่อายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่จักขายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่ธัมมายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธัมมะ ไม่ใช่อายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่จักขายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธัมมะ ไม่ใช่อายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่โสตายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่อายตนะ ไม่ใช่มนายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว. (พึงผูกจักรนัย).
                         ปัณณัตติวาร จบ.
                           ปวัตติวาร
                           อุปาทวาร
      [๒๙๖] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีแต่จักขุ ไม่มีโสตะ ที่กำลังเกิดอยู่
 แต่โสตายตนะจะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น และโสตายตนะก็ย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ มีโสตะ ที่กำลังเกิดอยู่.
      หรือว่า โสตายตนะ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      โสตายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีแต่โสตะ ไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 จักขายตนะจะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ โสตายตนะย่อมเกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีโสตะ มีจักขุ ที่กำลังเกิดอยู่.
      [๒๙๗] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีแต่จักขุ ไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดอยู่
 แต่ฆานายตนะจะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น และฆานายตนะก็ย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ มีฆานะ ที่กำลังเกิดอยู่.
      หรือว่า ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีแต่ฆานะ ไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 จักขายตนะจะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ มีจักขุ ที่กำลังเกิดอยู่.
      [๒๙๘] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีแต่รูป ไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 จักขายตนะจะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อมเกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดอยู่.
      [๒๙๙] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีแต่จิต ไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 จักขายตนะจะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะย่อมเกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดอยู่.
      [๓๐๐] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดอยู่ แต่จักขายตนะจะ
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดอยู่.
      [๓๐๑] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีแต่รูป ไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 ฆานายตนะจะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อมเกิดขึ้น และฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดอยู่.
      [๓๐๒] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีแต่จิต ไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 ฆานายตนะจะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะย่อมเกิดขึ้น และฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๓๐๓] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดอยู่ แต่ฆานายตนะ
 จะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้น และฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดอยู่.
      [๓๐๔] รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังเกิดอยู่ แต่มนายตนะจะ
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อมเกิดขึ้น และมนายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งมีรูป มีจิต ที่กำลังเกิดอยู่.
      หรือว่า มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังเกิดอยู่ แต่รูปายตนะจะ
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะย่อมเกิดขึ้น และรูปายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นซึ่งมีจิต มีรูป ที่กำลังเกิดอยู่.
      [๓๐๕] รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังเกิดอยู่ แต่รูปายตนะจะ
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้น และรูปายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังเกิดอยู่.
      [๓๐๖] มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังเกิดอยู่ แต่มนายตนะจัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้น และมนายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังเกิดอยู่.
      [๓๐๗] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด โสตายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๐๘] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรภูมิ แต่ฆานายตนะจะเกิดขึ้นใน
 ภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น และฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็น
 กามาวจรภูมิ.
      หรือว่า ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๐๙] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่จักขายตนะจะเกิดขึ้นใน
 ภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อมเกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็น
 ปัญจโวการภูมิ.
      [๓๑๐] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด มนายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      มนายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปภูมิ แต่จักขายตนะจะเกิดขึ้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ มนายตนะย่อมเกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ.
      [๓๑๑] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ เป็นอรูปภูมิ แต่จักขายตนะ
 จะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น
 ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ.
      [๓๑๒] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรภูมิ แต่ฆานายตนะจะเกิดขึ้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ รูปายตนะย่อมเกิดขึ้น และฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรภูมิ
 (พึงทราบว่า ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นในที่ใด มนายตนะและธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นในที่นั้น
 เป็นเช่นเดียวกัน ไม่มีความต่างกัน มีความสังเขปในวาระต่อไป).
      [๓๑๓] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แต่ฆานายตนะจะ
 เกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้น และฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็น
 กามาวจรภูมิ.
      [๓๑๔] รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด มนายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่มนายตนะจะเกิดขึ้นในภูมิ
 นั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อมเกิดขึ้น และมนายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ.
      หรือว่า มนายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      มนายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปภูมิ แต่รูปายตนะจะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็
 หาไม่ มนายตนะย่อมเกิดขึ้น และรูปายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ.
      [๓๑๕] รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปภูมิ แต่รูปายตนะจะเกิดขึ้นในภูมินั้นก็
 หาไม่ ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้น และรูปายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัญจโวการภูมิ เป็น
 อสัญญสัตตภูมิ.
      [๓๑๖] มนายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด มนายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่มนายตนะจะเกิดขึ้นใน
 ภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้น และมนายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นจตุโวการภูมิ
 ปัญจโวการภูมิ.
      [๓๑๗] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด โสตายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งมีจักขุ แต่ไม่มีโสตะ ที่
 กำลังเกิดอยู่ แต่โสตายตนะจะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น
 และโสตายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งมีจักขุ มีโสตะ ที่กำลังเกิดอยู่.
      หรือว่า โสตายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      โสตายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งมีโสตะ แต่ไม่มีจักขุ
 ที่กำลังเกิดอยู่ แต่จักขายตนะจะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ โสตายตนะย่อม
 เกิดขึ้นและจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งมีโสตะ มีจักขุ ที่กำลัง
 เกิดอยู่ (อายตนะที่ย่อไว้แล้วเป็นเช่นเดียวกัน).
      [๓๑๘] มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งไม่มีจิตที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 มนายตนะจะเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะย่อมเกิดขึ้น และมนายตนะ
 ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งมีจิตที่กำลังเกิดอยู่.
      [๓๑๙] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ มีแต่โสตะ ที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 โสตายตนะจะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และโสตายตนะก็
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น คือสัตว์ที่กำลังจุติอยู่ทั้งหมด สัตว์ซึ่งไม่มีจักษุ ไม่มีโสตะที่
 กำลังเกิดอยู่.
      หรือว่า โสตายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      โสตายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีโสตะ แต่มีจักขุที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 จักขายตนะจะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ โสตายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และจักขายตนะก็
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น คือสัตว์ที่กำลังจุติอยู่ทั้งหมด สัตว์ซึ่งไม่มีโสตะ ไม่มีจักขุที่
 กำลังเกิดอยู่.
      [๓๒๐] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ แต่มีฆานะที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 ฆานายตนะจะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และฆานายตนะก็
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น คือสัตว์ที่กำลังจุติอยู่ทั้งหมด สัตว์ซึ่งไม่มีจักขุ ไม่มีฆานะที่
 กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      หรือว่า ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีฆานะ แต่มีจักขุที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 จักขายตนะจะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และจักขายตนะก็
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น คือสัตว์ที่กำลังจุติอยู่ทั้งหมด สัตว์ซึ่งไม่มีฆานะ ไม่มีจักขุที่
 กำลังเกิดอยู่.
      [๓๒๑] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ แต่มีรูปที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 รูปายตนะจะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็ย่อม
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น คือสัตว์ที่กำลังจุติอยู่ทั้งหมด สัตว์ซึ่งไม่มีรูปที่กำลังเกิดอยู่.
      หรือว่า รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๒๒] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ มีจิตที่กำลังเกิดอยู่ แต่มนายตนะ
 จะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และมนายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น คือสัตว์ที่กำลังจุติอยู่ทั้งหมด สัตว์ที่ไม่มีจิตที่กำลังเกิดอยู่.
      หรือว่า มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๒๓] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุที่กำลังเกิดอยู่ แต่ธัมมายตนะ
 จะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะก็ย่อมไม่เกิด
 ขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๒๔] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีฆานะ แต่มีรูปที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 รูปายตนะจะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็ย่อม
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูปที่กำลังเกิดอยู่.
      หรือว่า รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๒๕] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีฆานะ แต่มีจิตที่กำลังเกิดอยู่ แต่
 มนายตนะจะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และมนายตนะก็ย่อม
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต กำลังเกิดอยู่.
      หรือว่า มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๒๖] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีฆานะที่กำลังเกิดอยู่ แต่ธัมมายตนะ
 จะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ที่กำลังจุติอยู่ทั้งหมด.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๒๗] รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีรูปที่กำลังเกิดอยู่ แต่มนายตนะจะไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นและมนายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด.
      หรือว่า มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจิตที่กำลังเกิดอยู่ แต่รูปายตนะจะไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ที่กำลังจุติอยู่ทั้งหมด.
      [๓๒๘] รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีรูปที่กำลังเกิดอยู่ แต่ธัมมายตนะจะ
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นและธัมมายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๒๙] มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจิตที่กำลังเกิดอยู่ แต่ธัมมายตนะจะ
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๓๐] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด โสตายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิ
 นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๓๑] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิ
 นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรภูมิ แต่จักขายตนะจะไม่เกิดขึ้นใน
 ภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตตภูมิ ซึ่งเป็นอรูปภูมิ.
      [๓๓๒] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่รูปายตนะจะไม่เกิดขึ้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็น
 อรูปภูมิ.
      หรือว่า รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๓๓] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปภูมิ แต่มนายตนะจะไม่เกิดขึ้นในภูมิ
 นั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และมนายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตตภูมิ.
      หรือว่า มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๓๔] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิ
 นั้นหรือ?
      ย่อมเกิดขึ้น.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ไม่มี.
      [๓๓๕] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรภูมิ แต่รูปายตนะไม่เกิดขึ้นใน
 ภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็น
 อรูปภูมิ.
      หรือว่า รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๓๖] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แต่มนายตนะ
 จะไม่เกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และมนายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิ
 นั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ.
      หรือว่า มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๓๗] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      ย่อมเกิดขึ้น.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ไม่มี.
      [๓๓๘] รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      ย่อมเกิดขึ้น.
      หรือว่า มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ย่อมเกิดขึ้น.
      [๓๓๙] รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      ย่อมเกิดขึ้น.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ไม่มี.
      [๓๔๐] มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      ย่อมเกิดขึ้น.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ไม่มี.
      [๓๔๑] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด โสตายตนะย่อมไม่เกิด
 ขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ซึ่งไม่มีจักขุ แต่มีโสตะที่
 กำลังเกิดอยู่ แต่โสตายตนะจะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่
 เกิดขึ้น และโสตายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น คือสัตว์ทั้งหมดที่กำลังจุติอยู่ สัตว์
 ซึ่งไม่มีจักขุ ไม่มีโสตะ ที่กำลังเกิดอยู่.
      หรือว่า โสตายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      โสตายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งไม่มีโสตะ แต่มีจักขุที่กำลังเกิด
 อยู่ แต่จักขายตนะจะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ โสตายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และ
 จักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ทั้งหมดที่กำลังจุติอยู่ สัตว์ซึ่งไม่มี
 โสตะ ไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดอยู่.
      [๓๔๒] มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ธัมมายตนะย่อมไม่เกิด
 ขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งไม่มีจิตที่กำลังเกิดอยู่ แต่ธัมมาย-
 *ตนะจะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นและธัมมายตนะก็
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด.
      หรือว่า ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนายตนะย่อมไม่เกิด
 ขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๔๓] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด โสตายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๔๔] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ฆานายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ
 มนายตนะ ธัมมายตนะ เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 นั้นหรือ.
      ถูกแล้ว.
      [๓๔๕] ฆานายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ มนายตนะ เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด
 ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๔๖] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด ฯลฯ (อายตนะมีประมาณเท่าใด พึงเพิ่ม
 คำว่า ย่อมเกิดขึ้น เคยเกิดขึ้นแล้วเช่นเดียวกันในกาลทั้งปวง คือที่เป็นปัจจุบันบ้าง อดีตบ้าง
 อนาคตบ้าง อดีตกับปัจจุบันบ้าง อนาคตกับปัจจุบันบ้าง อนาคตกับอดีตบ้าง.)
      [๓๔๗] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด โสตายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๔๘] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่ฆานาย-
 *ตนะได้เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และฆานายตนะ
 ก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์.
      หรือว่า ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด  จักขายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๔๙] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด รูปายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      รูปปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่จักขายตนะ
 จะได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วและจักขายตนะ
 ก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๓๕๐] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่จักขายตนะจะ
 ได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วและจับขายตนะ
 ก็ได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๓๕๑] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ธัมมายตนะเคยเกิด
 ขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ.
      ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็น
 อรูปสัตว์.
      แต่จักขายตนะจะได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะเคย
 เกิดขึ้นแล้ว และจักขายตนะก็ได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นซึ่งมีขันธ์ห้า.
      [๓๕๒] ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด รูปายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      รูปายตนะได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่ฆานาย-
 *ตนะจะได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และ
 ฆานายตนะก็ได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์.
      [๓๕๓] ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์
 แต่ฆานายตนะจะได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 และฆานายตนะก็ได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นนามาวจรสัตว์.
      [๓๕๔] ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์
 แต่ฆานายตนะจะได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 และฆานายตนะก็ได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์.
      [๓๕๕] รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่มนายตนะ
 จะได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะได้เคยเกิดขึ้นแล้ว และมนาย-
 *ตนะก็ได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      หรือว่า มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่รูปายตนะ
 จะได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และรูปายตนะ
 ก็ได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๓๕๖] รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น?
      ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่รูปายตนะ
 จะได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และรูปายตนะ
 ก็ได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      [๓๕๗] มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่มนายตนะ
 จะได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และมนายตนะ
 ก็ได้เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมิ ซึ่งมีขันธ์ ๔ ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๓๕๘] จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด โสตายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า โสตายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้น.
      ไม่มี.
      [๓๕๙] มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้น.
      ไม่มี.
      [๓๖๐] จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด.
      [๓๖๑] จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด โสตายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๖๒] จักขายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานายตนะไม่
 เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ฆานายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่
 จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 และจักขายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสัตว์ชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      [๓๖๓] จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด รูปายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่
 รูปายตนะจะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 และรูปายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสัตว์ชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็น
 อรูปสัตว์.
      หรือว่า รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๖๔] จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่มนายตนะ
 จะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสัตว์ชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า มนายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๖๕] จักขายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็น
 อรูปสัตว์ แต่ธัมมายตนะจะไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะไม่
 เคยเกิดขึ้นแล้ว และธัมมายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสัตว์ชั้น
 สุทธาวาส.
      หรือว่า ธัมมายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๖๖] ฆานายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่รูปาย
 ตนะจะไม่เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และรูปาย
 ตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสัตว์ชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      หรือว่า รูปายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๖๗] ฆานายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจร-
 *สัตว์ แต่มนายตนะจะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้ว และมนายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสัตว์ชั้น
 สุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า มนายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๖๘] ฆานายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจร-
 *สัตว์ แต่ธัมมายตนะจะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้ว และธัมมายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสัตว์ชั้น
 สุทธาวาส.
      หรือว่า ธัมมายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะไม่เคย
 เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๖๙] รูปายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่มนายตนะ
 จะไม่เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และมนายตนะ
 ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสัตว์ชั้นสุทธาวาส.
      หรือว่า มนายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่
 รูปายตนะจะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 และรูปายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสัตว์ชั้นสุทธาวาส.
      [๓๗๐] รูปายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่ธัมมายตนะ
 จะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และ
 ธัมมายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสัตว์ชั้นสุทธาวาส.
      หรือว่า ธัมมายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๗๑] มนายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่
 ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 และธัมมายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสัตว์ชั้นสุทธาวาส.
      หรือว่า ธัมมายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๗๒] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๗๓] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      สัตว์เหล่าใดเข้าถึงรูปาวจรภูมิแล้วจักปรินิพพาน จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 แต่ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะจักเกิดขึ้น และฆานายตนะก็จัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นนอกนี้.
      หรือว่า ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๗๔] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      (จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะและธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นเป็น
 เช่นเดียวกัน วาระเหล่านี้เหมือนกันทั้งสองวาระ)
      [๓๗๕] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สัตว์เหล่าใดเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 แต่จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น และจักขายตนะก็จัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น นอกนี้.
      [๓๗๖] ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สัตว์เหล่าใดเข้าถึงรูปาวจรภูมิแล้วจักปรินิพพาน รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 แต่ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักเกิดขึ้น และฆานายตนะก็จักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น นอกนี้.
      [๓๗๗] ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สัตว์เหล่าใดเข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น แต่ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น และ
 ฆานายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น นอกนี้.
      [๓๗๘] รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สัตว์เหล่าใดเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 แต่รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น และรูปายตนะก็จักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น นอกนี้.
      [๓๗๙] มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๘๐] จักขายตนะจักเกิดขึ้นในภูมิใด.
      [๓๘๑] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๘๒] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่ฆานายตนะ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะจักเกิดขึ้น และฆานายตนะก็จักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์.
      หรือว่า ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๘๓] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่จักขายตนะ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักเกิดขึ้น และจักขายตนะก็จักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๓๘๔] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่จักขายตนะ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะจักเกิดขึ้น และจักขายตนะก็จักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๓๘๕] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 แต่จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นและจักขายตนะ
 ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๓๘๖] ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่ฆานายตนะ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักเกิดขึ้น และฆานายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์.
      [๓๘๗] ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์
 แต่ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น และฆานายตนะก็
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์.
      [๓๘๘] รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่มนายตนะ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักเกิดขึ้น และมนายตนะก็จะเกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      หรือว่า มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่รูปายตนะจักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะจักเกิดขึ้น และรูปายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๓๘๙] รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่รูปายตนะ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น และรูปายตนะก็จักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      [๓๙๐] มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่มนายตนะจักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น และมนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๔ ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๓๙๑] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๙๒] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สัตว์เหล่าใดเข้าถึงรูปาวจรภูมิแล้วจักปรินิพพาน ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น แต่จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้น และ
 จักขายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเกิดในภพครั้งสุดท้าย ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิแล้ว
 จักปรินิพพาน.
      [๓๙๓] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๙๔] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะจัก
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      สัตว์เหล่าใดเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะ
 ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเกิดในภพครั้งสุดท้าย.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๙๕] ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      สัตว์เหล่าใดเข้าถึงรูปาวจรภูมิแล้วจักปรินิพพาน ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่า
 นั้น แต่รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นและรูปายตนะก็
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเกิดในภพครั้งสุดท้าย ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน.
      หรือว่า รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๙๖] ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ จักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      สัตว์เหล่าใดเข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 และธัมมายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเกิดในภพครั้งสุดท้าย.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๙๗] รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะจักไม่เกิด
 ขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      สัตว์เหล่าใดเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะ
 ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเกิดในภพครั้งสุดท้าย.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๓๙๘] มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๓๙๙] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นในภูมิใด.
      [๔๐๐] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๐๑] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่จักขายตนะ
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้น และจักขายตนะก็จักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเกิดในภพครั้งสุดท้าย ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญ-
 *สัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      [๔๐๒] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่รูปายตนะ
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็จักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเกิดในภพครั้งสุดท้าย ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      หรือว่า รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๐๓] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่มนายตนะจัก
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นและมนายตนะก็จักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๔๐๔] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะ
 ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๐๕] ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่รูปายตนะ
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็จักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      หรือว่า รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๐๖] ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์
 แต่มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้น และ
 มนายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๐๗] ฆานายตนะ จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์
 แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้น และ
 ธัมมายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๐๘] รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่มนายตนะจักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้น และมนายตนะก็จักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์.
      หรือว่า มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่รูปายตนะ
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะจักไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็จักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์.
      [๔๐๙] รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่ธัมมายตนะจัก
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะก็จักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๔๑๐] มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่ธัมมายตนะ
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นและธัมมายตนะก็จักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๑๑] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น?
      โสตายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น คือสัตว์ทั้งหมดที่กำลังจุติอยู่ สัตว์ไม่มีจักษุ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ โสตายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักษุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๑๒] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ มนายตนะ
 ธัมมายตนะ เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น คือสัตว์ทั้งหมดที่กำลังจุติอยู่ สัตว์ไม่มีจักขุ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๑๓] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะ ฯลฯ มนายตนะ ธัมมายตนะ
 เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น คือสัตว์ทั้งหมดที่กำลังจุติอยู่ ซึ่งเป็นสัตว์
 ไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะ
 เคยเกิดขึ้นแล้ว และฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๑๔] รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะเคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น คือสัตว์ทั้งหมดที่กำลังจุติอยู่ ซึ่งเป็น
 อรูปสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะเคย
 เกิดขึ้นแล้ว และรูปายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นสัตว์มีรูป ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๑๕] มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น คือสัตว์ทั้งหมดที่กำลังจุติอยู่ ซึ่งไม่มีจิต
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 และมนายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นสัตว์มีจิต ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๑๖] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด.
      [๔๑๗] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด โสตายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส แต่
 โสตายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น และ
 โสตายตนะก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า โสตายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      โสตายตนะเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ สัตว์ที่
 ไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 โสตายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๑๘] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ แต่
 ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น และ
 ฆานายตนะก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักษุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ.
      หรือว่า ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ
 ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ.
      [๔๑๙] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส แต่
 รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น และ
 รูปายตนะก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ที่เป็นอสัญญสัตว์ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๒๐] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส แต่
 มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น และ
 มนายตนะก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๒๑] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส แต่
 ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น และ
 ธัมมายตนะก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ทั้งหมดที่กำลังจุติอยู่ ซึ่ง
 ไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๒๒] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีฆานะ ที่กำลังเข้าถึงชั้นกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๒๓] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มี
 ฆานะ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปาวจรสัตว์ แต่ฆานายตนะ
 ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และฆานายตนะก็ย่อม
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๒๔] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ทั้งหมดที่กำลังจุติอยู่ ซึ่งไม่มี
 ฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะ
 เคยเกิดขึ้นแล้ว และฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่.
      [๔๒๕] รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ที่กำลังเข้า
 ถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อม
 เกิดขึ้น และมนายตนะก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ
 นอกนี้.
      หรือว่า มนายตนะ เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่ง
 เป็นอรูปสัตว์ แต่รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้ว และรูปายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ.
      [๔๒๖] รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส แต่
 ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อมเกิดขึ้น และ
 ธัมมายตนะก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มี
 รูป ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะ
 เคยเกิดขึ้นแล้ว และรูปายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังเกิดอยู่.
      [๔๒๗] มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส แต่
 ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะย่อมเกิดขึ้น และ
 ธัมมายตนะก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะ เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะย่อมเกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะเคย
 เกิดขึ้นแล้ว และมนายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๒๘] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นหรือ?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น.
      ไม่มี.
      [๔๒๙] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ
 มนายตนะ ธัมมายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      ไม่มี.
      [๔๓๐] ฆานายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ มนายตนะ ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด
 ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      ไม่มี.
      [๔๓๑] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด.
      [๔๓๒] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด โสตายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ แต่โสตายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็
 หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และโสตายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      หรือว่า โสตายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      โสตายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส
 แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ โสตายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส
 ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      [๔๓๓] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ แต่ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และฆานายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่ง
 กำลังจุติจากรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      หรือว่า ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น?
      ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ
 แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      [๔๓๔] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      หรือว่า รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขายตนะย่อมไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส
 แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      [๔๓๕] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นและมนายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขายตนะย่อมไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส
 แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส
 ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      [๔๓๖] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ
 ที่กำลังเกิดอยู่ แต่ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้นและธัมมายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ในชั้นสุทธาวาส.
      หรือว่า ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จักขายตนะย่อมไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส
 แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส.
      [๔๓๗] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีฆานะ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นและรูปายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      หรือว่า รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานายตนะย่อมไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๓๘] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากกามาวจรภูมิ
 ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์ แต่มนายตนะ
 ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นและมนายตนะ
 ก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานายตนะย่อมไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๓๙] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ทั้งหมดที่กำลังจุติอยู่ ซึ่ง
 ไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นและธัมมายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่
 ในชั้นสุทธาวาส.
      หรือว่า ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฆานายตนะย่อม
 ไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๔๐] รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่ง
 เป็นอรูปสัตว์ แต่มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อม
 ไม่เกิดขึ้นและมนายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่
 ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ.
      หรือว่า มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส
 ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และรูปายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ.
      [๔๔๑] รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูป
 ที่กำลังเกิดอยู่ แต่ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้นและธัมมายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ในชั้นสุทธาวาส.
      หรือว่า ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะย่อมไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส
 แต่รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และ
 รูปายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส.
      [๔๔๒] มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ในชั้นสุทธาวาส.
      หรือว่า ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะย่อมไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส
 แต่มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และ
 มนายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส.
      [๔๔๓] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการ-
 *ภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้นซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพานที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่โสตายตนะ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น และโสตายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้น
 อยู่ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ โสตายตนะจักเกิดขึ้น และจักขายตนะ
 ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๔๔] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานาตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการ-
 *ภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้นซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 แต่ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นและฆานายตนะก็จัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ แต่
 จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะจักเกิดขึ้น และจักขายตนะย่อมไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๔๕] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการ-
 *ภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้นซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่รูปายตนะ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น และรูปายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักเกิดขึ้นและจักขายตนะ
 ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๔๖] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการ-
 *ภูมิ แต่มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น และมนายตนะก็
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุที่กำลังเกิดขึ้น
 อยู่ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะจักเกิดขึ้น และจักขายตนะ
 ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๔๗] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการ-
 *ภูมิ แต่ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น และธัมมายตนะ
 ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่จักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น และ
 จักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๔๘] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ
 และแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้เข้าถึงอรูปาวจรภูมิแล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่รูปายตนะจัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้น และรูปายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้น
 อยู่ แต่ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักเกิดขึ้น และฆานายตนะ
 ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๔๙] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ
 แต่มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้น และมนายตนะก็จัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะจักเกิดขึ้น และ
 ฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๕๐] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจร-
 *ภูมิ แต่ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้น และธัมมายตนะ
 ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น และ
 ฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๕๑] รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการ-
 *ภูมิ แต่มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อมเกิดขึ้น และมนายตนะก็
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูปที่กำลังเกิดขึ้น
 อยู่ แต่รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะจักเกิดขึ้น และรูปายตนะก็
 ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีรูปที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๕๒] รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการ-
 *ภูมิ แต่ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อมเกิดขึ้น และธัมมายตนะ
 ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นซึ่งมีรูป ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังเกิดอยู่
 แต่รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น และรูปายตนะก็ย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีรูปที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๕๓] มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่
 ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะย่อมเกิดขึ้น และธัมมายตนะก็จักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังเกิดอยู่
 แต่มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นและมนายตนะก็ย่อมเกิด
 ขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๕๔] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ
      [๔๕๕] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ แต่โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิด
 ขึ้นและโสตายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุที่กำลังเกิดอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น ในภูมินั้น.
      โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มี
 จักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวาจรภูมิ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 โสตายตนะจักเกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่.
      [๔๕๖] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึง
 กามาวจรภูมิ ที่กำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ แต่ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นและฆานายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุที่กำลังเข้า
 ถึงกามาวจรภูมิ นอกนี้.
      หรือว่า ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น ในภูมินั้น.
      ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ
 ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะ
 จักเกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเข้าถึง
 กามาวจรภูมิ.
      [๔๕๗] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ แต่รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น
 และรูปายตายนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มี
 จักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักเกิดขึ้นและจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่ง
 มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๕๘] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ แต่มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น
 และมนายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น ในภูมินั้น.
      มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มี
 จักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะจักเกิดขึ้นและจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมี
 จักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๕๙] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงซึ่ง
 ปัญจโวการภูมิ แต่ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมเกิดขึ้น
 และธัมมายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น ในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจัก
 เกิดขึ้น และจักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๖๐] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึง
 กามาวจรภูมิ แต่รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้น
 และรูปายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น ในภูมินั้น.
      รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่จากกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มี
 ฆานะ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักเกิดขึ้น และฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๖๑] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้า
 ถึงกามาวจรภูมิ แต่ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมเกิด
 ขึ้น และมนายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มี
 ฆานะ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปาวจรสัตว์ แต่ฆานายตนะ
 ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะจักเกิดขึ้น และฆานายตนะก็ย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๖๒] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึง
 กามาวจรภูมิ แต่ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้น
 และธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น ในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจัก
 เกิดขึ้น และมนายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๖๓] รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ ที่กำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อมเกิดขึ้น และมนายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่ง
 กำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ นอกนี้.
      หรือว่า มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 อรูปสัตว์ แต่รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะจักเกิดขึ้น และ
 รูปายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ.
      [๔๖๔] รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ แต่ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อมเกิดขึ้น
 และธัมมายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูป ที่
 กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจัก
 เกิดขึ้น และรูปายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๖๕] มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 แต่ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะย่อมเกิดขึ้น และ
 ธัมมายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต ที่
 กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจัก
 เกิดขึ้น และมนายตนะก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๔๖๖] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และ
 โสตายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 ปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้นซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่.
      หรือว่า โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้น และจักขายตนะ
 ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์
 ในอรูปภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่.
      [๔๖๗] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และ
 ฆานายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 ปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจัก
 ปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่.
      หรือว่า ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 ปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจัก
 ปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่.
      [๔๖๘] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และ
 รูปายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 ปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน ที่กำลัง
 จุติอยู่.
      หรือว่า รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโว-
 *การภูมิและแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ และ
 แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่.
      [๔๖๙] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และ
 มนายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 ปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ.
      หรือว่า มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโว-
 *การภูมิ แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะจักไม่เกิดขึ้น และ
 จักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 ปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ.
      [๔๗๐] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และ
 ธัมมายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 ปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 ปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ.
      [๔๗๑] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ ที่
 กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 และรูปายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็น
 ปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้เข้าถึงอรูปภูมิแล้วจัก
 ปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่.
      หรือว่า รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ
 และแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้เข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานายตนะย่อม
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้น และฆานายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ใน
 อรูปาวจรภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้เข้าถึงแล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่.
      [๔๗๒] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 และธัมมายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็น
 ปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงกามาวจร-
 *ภูมิ แต่ฆานายตนะ ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้น และ
 ฆานายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิม-
 *ภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ.
      [๔๗๓] รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ จักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และ
 ธัมมายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์นั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิม-
 *ภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงปัญจโว-
 *การภูมิ แต่รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้น และ
 รูปายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิม-
 *ภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ.
      [๔๗๔] มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลัง
 เข้าถึงอยู่ แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และ
 ธัมมายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 แต่มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้น และมนายตนะ
 ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่.
      [๔๗๕] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด.
      [๔๗๖] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่จากปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ แต่โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่
 จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และโสตายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      หรือว่า โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ โสตายตนะจักไม่
 เกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจ-
 *โวการภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      [๔๗๗] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ แต่ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และฆานายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งกำลังจุติจากรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      หรือว่า ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึง
 กามาวจรภูมิ ที่กำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นและจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งกำลังจุติจากรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      [๔๗๘] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      หรือว่า รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักไม่
 เกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ใน
 ปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      [๔๗๙] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และมนายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ
 ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะจัก
 ไม่เกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ใน
 ปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      [๔๘๐] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ใน
 ปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลัง
 เข้าถึงปัญจโวการภูมิ แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะ
 จักไม่เกิดขึ้น และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่
 ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ.
      [๔๘๑] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีฆานะ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์-
 *เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์-
 *เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      หรือว่า รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ.
      รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึง
 กามาวจรภูมิ แต่ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักไม่
 เกิดขึ้น และฆานายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ใน
 กามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      [๔๘๒] ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีฆานะ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์ แต่มนายตนะจักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นและมนายตนะก็จักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจร-
 *ภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึง
 กามาวจรภูมิ แต่ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะจักไม่
 เกิดขึ้น และฆานายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามา-
 *วจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      [๔๘๓] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ใน
 กามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึง
 กามาวจรภูมิ แต่ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักไม่
 เกิดขึ้น และฆานายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ใน
 กามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ.
      [๔๘๔] รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่จากปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อม
 ไม่เกิดขึ้น และมนายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ใน
 ปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ.
      หรือว่า มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึง
 ปัญจโวการภูมิ ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะจักไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ ซึ่งกำลังจุติจาก
 อสัญญสัตตภูมิ.
      [๔๘๕] รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูป
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะย่อม
 ไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ใน
 ปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลัง
 เข้าถึงปัญจโวการภูมิ แต่รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะ
 จักไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ใน
 ปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ.
      [๔๘๖] มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะย่อม
 ไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 และมนายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่.
      [๔๘๗] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ และสัตว์ซึ่งเข้าถึง
 อรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน แต่โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะเคย
 เกิดขึ้นแล้ว และโสตายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น นอกนี้.
      หรือว่า โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๘๘] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์และสัตว์ซึ่งเข้าถึง
 รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน แต่ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่
 จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และฆานายตนะก็จักขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น นอกนี้.
      หรือว่า ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๘๙] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์และสัตว์ซึ่งเข้าถึง
 อรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน แต่รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้ว และรูปายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น นอกนี้.
      หรือว่า รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๙๐] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ แต่ธัมมายตนะจัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นก็หาไม่ จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และธัมมายตนะ ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๙๑] ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ และสัตว์ซึ่งเข้าถึง
 อรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน แต่รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้วและรูปายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น นอกนี้.
      หรือว่า รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๙๒] ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ แต่ธัมมายตนะ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และธัมมายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้น นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๙๓] รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ จัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ แต่ธัมมายตนะ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และธัมมายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๔๙๔] มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ แต่ธัมมายตนะ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และธัมมายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๙๕] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด.
      [๔๙๖] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด โสตายตนะจักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในปัญจ-
 *โวการภูมิ แต่โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 และโสตายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้.
      หรือว่า โสตายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๔๙๗] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะจักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในกามา-
 *วจรภูมิซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะ
 เคยเกิดขึ้นแล้ว และฆานายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์
 นอกนี้.
      หรือว่า ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด.
      ถูกแล้ว.
      [๔๙๘] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในปัญจ-
 *โวการภูมิ แต่รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 และรูปายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้.
      หรือว่า รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่จักขายตนะ
 เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักเกิดขึ้นและจักขายตนะก็เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๔๙๙] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในปัญจโว-
 *การภูมิ แต่มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 และมนายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้.
      หรือว่า มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่จักขายตนะเคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะจักเกิดขึ้น และจักขายตนะก็เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๕๐๐] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในปัญจ-
 *โวการภูมิ แต่ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 และธัมมายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 แต่จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น และ
 จักขายตนะก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๕๐๑] ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ใน
 กามาวจรภูมิ แต่รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 และรูปายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์ นอกนี้.
      หรือว่า รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่ฆานายตนะ
 เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักเกิดขึ้น และฆานายตนะก็เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์.
      [๕๐๒] ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมา-
 *ยตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ใน
 กามาวจรภูมิ แต่ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้วและธัมมายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์ นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์
 แต่ฆานายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นและ
 ฆานายตนะก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์.
      [๕๐๓] รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ใน
 ปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และมนายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕
 นอกนี้.
      หรือว่า มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่รูปายตนะเคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะจักเกิดขึ้น และรูปายตนะก็เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่จากปัญจโวการภูมิ.
      [๕๐๔] รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ใน
 ปัญจโวการภูมิ แต่ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะเคยเกิดขึ้น
 แล้ว และธัมมายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์
 นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะเคยเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่รูปายตนะเคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น และรูปายตนะก็เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      [๕๐๕] มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ แต่
 ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้ว และ
 ธัมมายตนะก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๔ มีขันธ์ ๕ นอกนี้.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่มนายตนะเคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักเกิดขึ้น และมนายตนะก็เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๔ มีขันธ์ ๕.
      [๕๐๖] จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 นั้น.
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๕๐๗] จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ฆานายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ
 มนายตนะ ธัมมายตนะ จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้น.
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๕๐๘] ฆานายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ มนายตนะ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด
 ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 นั้น.
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๕๐๙] จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด ฯลฯ.
      [๕๑๐] จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด โสตายตนะจักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในปัญจโว-
 *การภูมิ แต่จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ โสตายตนะจักไม่
 เกิดขึ้น และจักขายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส
 ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      [๕๑๑] จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะจักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ฆานายตนะจักไม่เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในกามา-
 *วจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้น และจักขายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่
 ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      [๕๑๒] จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่
 รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และ
 รูปายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      หรือว่า รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในปัญจโวการภูมิ
 แต่จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้น และ
 จักขายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      [๕๑๓] จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่
 มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และ
 มนายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์
 ในอรูปภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในปัญจโว-
 *การภูมิ แต่จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะจักไม่
 เกิดขึ้น และจักขายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส
 ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      [๕๑๔] จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็น
 อรูปสัตว์ แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จักขายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้ว และธัมมายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส
 ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในปัญจโว-
 *การภูมิ แต่จักขายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักไม่
 เกิดขึ้น และจักขายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส
 ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ.
      [๕๑๕] ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่
 รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และ
 รูปายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      หรือว่า รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะไม่เกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในกามาวจรภูมิ
 แต่ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นและ
 ฆานายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์.
      [๕๑๖] ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่เหล่าสัตว์นั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจร-
 *สัตว์แต่มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 และมนายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
 อรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในกามาวจร-
 *ภูมิ แต่ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 และฆานายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ใน
 รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      [๕๑๗] ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจร-
 *สัตว์ แต่ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 และธัมมายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
 อรูปาวจรภูมิ.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในกามาวจรภูมิ
 แต่ฆานายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นและ
 ฆานายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
 อรูปาวจรภูมิ.
      [๕๑๘] รูปายตนะไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่มนายตนะ
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และมนายตนะ
 ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ใน
 อรูปภูมิ.
      หรือว่า มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในปัญจ-
 *โวการภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นและรูปายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ใน
 ชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ.
      [๕๑๙] รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักไม่เกิด
 ขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      รูปายตนะไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่ธัมมายตนะ
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และธัมมายตนะก็
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ใน
 อรูปภูมิ.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในปัญจ-
 *โวการภูมิ แต่รูปายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักไม่
 เกิดขึ้น และรูปายตนะก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส
 ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ.
      [๕๒๐] มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่
 ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และ
 ธัมมายตนะก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส.
      หรือว่า ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ แต่มนายตนะ
 ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะจักไม่เกิดขึ้น และมนายตนะก็
 ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส.
                         อุปาทวาร จบ.
                           นิโรธวาร
      [๕๒๑] จักขายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ไม่มีโสตะ ที่กำลังจุติอยู่ย่อมดับไป และ
 โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ย่อมดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีจักขุ มีโสตะ
 ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับไป และโสตายตนะก็ย่อมดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีโสตะ ไม่มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ย่อมดับไป แต่จักขายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีโสตะ มีจักขุ ที่กำลัง
 จุติอยู่ย่อมดับไป และจักขายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๒๒] จักขายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป
 หรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ไม่มีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ย่อมดับไป แต่
 ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ มีฆานะ
 ที่กำลังจุติอยู่ย่อมดับไป และฆานายตนะก็ย่อมดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ไม่มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ย่อมดับไป แต่
 จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ มีจักขุ
 ที่กำลังจุติอยู่ย่อมดับไป.
      [๕๒๓] จักขายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีรูป ไม่มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับไป แต่จักขายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อม
 ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๒๔] จักขายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจิต ไม่มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ย่อมดับไป แต่จักขายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ย่อม
 ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๒๕] จักขายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับไป แต่จักขายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อม
 ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๒๖] ฆานายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีรูป ไม่มีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับไป แต่ฆานายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่
 ย่อมดับไป และฆานายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๒๗] ฆานายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีจิต ไม่มีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับไป แต่ฆานายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่
 ย่อมดับไป และฆานายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๒๘] ฆานายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับไป แต่ฆานายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อม
 ดับไป และฆานายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๒๙] รูปายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีรูป ไม่มีจิต ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับไป แต่มนายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีรูป มีจิต ที่กำลังจุติอยู่
 ย่อมดับไป และมานายตนะก็ย่อมดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับไป แต่รูปายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีรูป มีจิต ที่กำลังจุติอยู่ ย่อม
 ดับไป และรูปายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๓๐] รูปายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับไป แต่รูปายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับ
 ไป และรูปายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๓๑] มนายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับไป แต่มนายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีจิต ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับไป และ
 มนายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๓๒] จักขายตนะในภูมิใดย่อมดับไป.
      (ในอุปาทวาร ก็ดี นิโรธวาร ก็ดี อุปาทนิโรธวาร ก็ดี คำว่า ในภูมิใด เป็นเช่นเดียว
 กันในบททั้งปวง)
      [๕๓๓] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นย่อมดับไปหรือ?
      ฯลฯ ฆานายตนะ รูปายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมดับไปหรือ?
      (พึงขยายคำว่า ของสัตว์ใดในภูมิใด ให้พิสดารเช่นเดียวกัน)
      [๕๓๔] จักขายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ มีโสตะ ที่กำลังจุติอยู่ย่อมไม่ดับไป แต่
 โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ที่กำลังเกิด
 ขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ไม่มีโสตะ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป และโสตายตนะก็ย่อมไม่
 ดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไป.
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีโสตะ มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่
 จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้น
 อยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีโสตะ ไม่มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๕๓๕] จักขายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ มีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่
 ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งกำลังเกิดขึ้น
 อยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ไม่มีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป และฆานายตนะก็ย่อมไม่
 ดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไป.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีฆานะ มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่
 จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งกำลังเกิดขึ้น
 อยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ ไม่มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๕๓๖] จักขายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ มีรูป ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่
 รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ซึ่งกำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป และรูปายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว
      [๕๓๗] จักขายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ มีจิต ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่
 มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้น
 อยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป และมนายตนะก็ย่อมไม่ดับไป
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไป.
      ถูกแล้ว
      [๕๓๘] จักขายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่
 ทั้งหมด ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๓๙] ฆานายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีฆานะ มีรูป ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่
 รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้น
 อยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป และรูปายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่
 ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๔๐] ฆานายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีฆานะ มีจิต ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่
 มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป และมนายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๔๑] ฆานายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด
 ย่อมไม่ดับไป และธัมมายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่
 ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๔๒] รูปายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป
 หรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่มนายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด
 ย่อมไม่ดับไป และมนายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่รูปายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด
 ย่อมไม่ดับไป และรูปายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๕๔๓] รูปายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่ธัมมา-
 *ยตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ซึ่งกำลังเกิดขึ้น
 อยู่ ย่อมไม่ดับไป และธัมมายตนะก็ย่อมดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๔๔] มนายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 ย่อมไม่ดับไป และธัมมายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๔๕] จักขายตนะในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป.
      [๕๔๖] จักขายตนะในภูมิใดของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป.
      คำว่า ของสัตว์ใดก็ดี ในภูมิใดของสัตว์ใดก็ดี เป็นเช่นเดียวกัน.
      [๕๔๗] จักขายตนะของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว โสตายตนะของสัตว์นั้น เคยดับ
 ไปแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      อดีตปุจฉาในอุปาทวารก็ดี ในนิโรธวารก็ดี ในอุปาทนิโวธวารก็ดี แม้อนุโลมและ
 ปัจจนียะ ก็เช่นเดียวกัน.
      [๕๔๘] จักขายตนะของสัตว์ใดจักดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดจักดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นจักดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๔๙] จักขายตนะของสัตว์ใดจักดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์นั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ และของ
 เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิแล้ว จักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักดับไป แต่ฆานายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้น จักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ จักดับไป และฆานายตนะ
 ก็จักดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดจักดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นจักดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๕๐] จักขายตนะของสัตว์ใดจักดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดจักดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นจักดับไป.
      ถูกแล้ว
      [๕๕๑] จักขายตนะของสัตว์ใดจักดับไป มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของสัตว์
 นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นจักดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงอรูปภูมิ และของ
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักดับไป แต่จักขายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ จักดับไป และจักขายตนะ
 ก็จักดับไป.
      [๕๕๒] ฆานายตนะของสัตว์ใดจักดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดจักดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นจักดับไป.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ และของ
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิแล้ว จักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักดับไป แต่ฆานายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ จักดับไป และฆานายตนะ
 ก็จักดับไป.
      [๕๕๓] ฆานายตนะของสัตว์ใดจักดับไป มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของสัตว์
 นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นจักดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ
 อรูปาวจรภูมิ และของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน
 ที่กำลังจุติอยู่ จักดับไป แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์
 เหล่านั้น นอกนี้ จักดับไป และฆานายตนะก็จักดับไป.
      [๕๕๔] รูปายตนะของสัตว์ใดจักดับไป มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นจักดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงอรูปภูมิ และของ
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักดับไป แต่รูปายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นนอกนี้ จักดับไป และรูปายตนะ
 ก็จักดับไป.
      [๕๕๕] มนายตนะของสัตว์ใดจักดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นจักดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๕๖] จักขายตนะในภูมิใดจักดับไป.
      [๕๕๗] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๕๘] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักดับไปหรือ ...?
      ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ ฯลฯ กามาวจรสัตว์ ... ฯ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ฯลฯ
 ซึ่งมีขันธ์ ๕ ฯ ... ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ฯลฯ ซึ่งมีขันธ์ ๕ ฯ ... ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ อรูปสัตว์ ฯลฯ
 ซึ่งมีขันธ์ ๕.
      [๕๕๙] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักดับไป.
      ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ ฯลฯ กามาวจรสัตว์ ฯ ... ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์
 อรูปาวจรสัตว์ ฯลฯ กามาวจรสัตว์.
      [๕๖๐] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักดับไปหรือ?
      ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ฯลฯ ซึ่งมีขันธ์ ๕ ฯ ... ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ฯลฯ
 ซึ่งมีขันธ์ ๕ ฯ ... ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ฯลฯ ซึ่งมีขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      [๕๖๑] มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ฯลฯ ซึ่งมีขันธ์ ๔ ซึ่งมี
 ขันธ์ ๕ จักดับไป และมนายตนะก็จักดับไป.
      สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงขยายอนาคตไว้ในอุปาทวาร ซึ่งประกอบด้วยคำว่า ยสฺส
 (แก่สัตว์ใด) และ ยตฺถ (ในภูมิใด) ฉันใด แม้ในนิโรธวาร พึงขายให้พิสดาร ฉันนั้น.
      [๕๖๒] จักขายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับ
 ไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับ
 ไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๖๓] จักขายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับ
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ และ
 ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิแล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักไม่ดับไป แต่
 จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ และของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึง
 อรูปภูมิแล้ว จักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักไม่ดับไป และจักขายตนะก็จักไม่ดับไป.
      [๕๖๔] จักขายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับ
 ไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๖๕] จักขายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงอรูปภูมิ และของ
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิแล้ว จักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไป และธัมมายตนะ
 ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับ
 ไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๖๖] ฆานายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับ
 ไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ และ
 ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักไม่ดับไป แต่
 รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพาน
 ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ และของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ
 แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักไม่ดับไป และรูปายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๖๗] ฆานายตนะของสัตว์ใดจักไม่ดับไป มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปา-
 *วจรภูมิ และของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลัง
 จุติอยู่ จักไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไป และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นจักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๖๘] รูปายตนะของสัตว์ใดจักไม่ดับไป มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของสัตว์
 นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงอรูปภูมิ และของ
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ แต่ธัมมายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไป และ
 ธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับ
 ไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๖๙] มนายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับ
 ไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๗๐] จักขายตนะในภูมิใด จักไม่ดับไป.
      [๕๗๑] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๗๒] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไป.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ จักไม่ดับไป แต่จักขายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่ดับไป และ
 จักขายตนะก็จักไม่ดับไป.
      [๕๗๓] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป แต่รูปายตนะ
 ของสัตว์นั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่ดับไป และรูปายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๗๔] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่ดับไป แต่มนายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และมนายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๗๕] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักไม่
 ดับไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไป และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๗๖] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ จักไม่ดับไป แต่รูปายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่ดับไป และรูปายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๗๗] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์ จักไม่
 ดับไป แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไป และมนายตนะก็จัก
 ไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นจักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๗๘] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์ จักไม่ดับไป
 แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไป และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๗๙] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่ดับไป แต่มนายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไป และมนายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไป.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป แต่รูปายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไป และรูปายตนะก็จักไม่ดับไป.
      [๕๘๐] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไป และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๘๑] มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไป และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๕๘๒] จักขายตนะของสัตว์ใด ย่อมดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้นเคยดับไป
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดเคยดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุที่กำลังจุติอยู่
 เคยดับไปแล้ว แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ เคยดับไปแล้ว และจักขายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๘๓] จักขายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป ฆานายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ
 มนายตนะ ธัมมายตนะ ของสัตว์นั้นเคยดับไปแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่
 เคยดับไปแล้ว แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ เคยดับไปแล้ว และจักขายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๘๔] ฆานายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป รูปายตนะ ฯลฯ มนายตนะ
 ธัมมายตนะ ของสัตว์นั้นเคยดับไปแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว ฆานายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่
 เคยดับไปแล้ว แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ เคยดับไปแล้ว และฆานายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๘๕] รูปายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของสัตว์
 นั้นเคยดับไปแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว รูปายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูปที่กำลังจุติอยู่ เคย
 ดับไปแล้ว แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งมีรูป ที่กำลังจุติอยู่ เคยดับไปแล้ว และรูปายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๘๖] มนายตนะของสัตว์ใดย่อมดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นเคยดับไปแล้ว
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว มนายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิตที่กำลังจุติอยู่ เคย
 ดับไปแล้ว แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่ง
 มีจิต ที่กำลังจุติอยู่ เคยดับไปแล้ว และมนายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๘๗] จักขายตนะใดในภูมิใด ย่อมดับไป.
      [๕๘๘] จักขายตนะของสัตว์ใด ในภูมิใดย่อมดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ย่อมดับไป
 แต่โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ย่อมดับไป และโสตายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมดับไป.
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 จุติอยู่จากกามาจรภูมิ เคยดับไปแล้ว แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่
 โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ เคยดับไปแล้ว และจักขายตนะ
 ก็ย่อมดับไป.
      [๕๘๙] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ จากรูปาวจรภูมิย่อมดับไป แต่
 ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ จากกามาวจรภูมิ ย่อมดับไป และฆานายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมดับไป.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุที่กำลังจุติ
 อยู่จากกามาวจรภูมิเคยดับไปแล้ว แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่
 ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่จากกามาวจรภูมิ เคยดับแล้ว
 และจักขายตนะก็จักดับไป.
      [๕๙๐] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ย่อมดับ
 ไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับไปแล้วก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ย่อมดับไป และรูปายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมดับไป.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 จุติอยู่จากกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ เคยดับไปแล้ว แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ เคย
 ดับไปแล้ว และจักขายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๙๑] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ย่อมดับ
 ไป แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับไปแล้วก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ย่อมดับไป และมนายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมดับไป.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ ที่
 กำลังจุติอยู่จากกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ เคยดับไปแล้ว แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ เคย
 ดับไปแล้ว และจักขายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๙๒] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ย่อมดับ
 ไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่า
 นั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ย่อมดับไป และธัมมายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 จุติอยู่ เคยดับไปแล้ว แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ เคยดับไปแล้ว และจักขายตนะก็ย่อม
 ดับไป.
      [๕๙๓] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมดับไป.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลัง
 จุติอยู่จากกามาวจรภูมิ เคยดับไปแล้ว แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่
 รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ เคยดับไปแล้ว และฆานายตนะ
 ก็ย่อมดับไป.
      [๕๙๔] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมดับไป.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มีฆานะ ที่
 กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ เป็นอรูปาวจรสัตว์ เคยดับไปแล้ว แต่ฆานายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ
 ที่กำลังจุติอยู่ เคยดับไปแล้ว และฆานายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๙๕] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ ที่
 กำลังจุติอยู่ เคยดับไปแล้ว แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมาย-
 *ตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ เคยดับไปแล้ว และฆานายตนะ
 ก็ย่อมดับไป.
      [๕๙๖] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งกำลัง
 จุติอยู่จากอสัญญสัตตภูมิ ย่อมดับไป แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้ว
 ก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่จากปัญจโวการภูมิ นอกนี้ ย่อม
 ดับไป และมนายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมดับไป.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 เคยดับไปแล้ว แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ เคยดับไปแล้ว และรูปายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๙๗] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น เคย
 ดับไปแล้วหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ย่อมดับไป
 แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีรูปที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ ย่อมดับไป และธัมมายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลัง
 จุติอยู่ เคยดับไปแล้ว แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีรูปที่กำลังจุติอยู่เคยดับไปแล้ว และรูปายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๙๘] มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ย่อมดับไป
 แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ ย่อมดับไป และธัมมายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว มนายตนะของสัตว์ใด
 ในภูมิใดย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลัง
 จุติอยู่ เคยดับไปแล้ว แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังจุติอยู่ เคยดับไปแล้ว และมนายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๕๙๙] จักขายตนะของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้น ไม่เคย
 ดับไปแล้วหรือ?
      เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใด ไม่เคยดับไป จักขายตนะของสัตว์ นั้นย่อมไม่
 ดับไป.
      ไม่มี.
      [๖๐๐] จักขายตนะของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป ฆานายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ
 มนายตนะ ธัมมายตนะของสัตว์นั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดไม่เคยดับไปแล้ว จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่
 ดับไป.
      ไม่มี.
      [๖๐๑] ฆานายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ มนายตนะ ของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป
 ธัมมายตนะของสัตว์นั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว มนายตนะของสัตว์นั้น ย่อมไม่
 ดับไป.
      ไม่มี.
      [๖๐๒] จักขายตนะในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๐๓] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ
 ที่กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ย่อมไม่ดับไป แต่โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับไป
 แล้วก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และโสตายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว จักขายตนะของ
 สัตว์นั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ไม่เคย
 ดับไปแล้ว แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ โสตายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ไม่เคย
 ดับไปแล้ว และจักขายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๐๔] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ ที่
 กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ย่อมไม่ดับไป แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไป
 แล้วก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และฆานายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว จักขายตนะของสัตว์
 นั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากรูปาวจรภูมิ ไม่เคยดับไปแล้ว
 แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว
 และจักขายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๐๕] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ
 ที่กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้น
 สุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และรูปายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ย่อมไม่ดับไป.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ไม่เคย
 ดับไปแล้ว แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว
 และจักขายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๐๖] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ
 ที่กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ย่อมไม่ดับไป แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้น
 สุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ย่อมไม่ดับไป และมนายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว จักขายตนะของ
 สัตว์นั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ไม่เคย
 ดับไปแล้ว แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มนายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ไม่เคยดับแล้ว และ
 จักขายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๐๗] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ
 ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่
 จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ย่อมไม่ดับไป และ
 ธัมมายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว จักขายตนะของ
 สัตว์นั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ไม่เคย
 ดับไปแล้ว แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ไม่เคยดับไปแล้ว และจักขายตนะก็ย่อม
 ไม่ดับไป.
      [๖๐๘] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มีฆานะ
 ที่กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ ย่อมไม่ดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่  ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และรูปายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดไม่เคยดับไปแล้ว ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๖๐๙] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มีฆานะ ที่
 กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์ ย่อมไม่ดับไป แต่มนายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ใน
 ชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และมนายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดไม่เคยดับไปแล้ว ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๖๑๐] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลัง
 จุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่
 ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ย่อมไม่ดับไป และธัมมายตนะก็
 ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดไม่เคยดับไปแล้ว ฆานายตนะของสัตว์
 นั้นย่อมไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๖๑๑] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 ย่อมไม่ดับไป แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ รูปายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ ย่อมไม่
 ดับไป และมนายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดไม่เคยดับไปแล้ว รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมไม่ดับไป.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งกำลังจุติ
 อยู่จากอสัญญสัตตภูมิไม่เคยดับไปแล้ว แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็
 หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งกำลังเข้าถึง
 อสัญญสัตตภูมิไม่เคยดับไปแล้ว และรูปายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๑๒] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลัง
 จุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่
 รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ย่อมไม่ดับไป และธัมมายตนะ
 ก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดไม่เคยดับไปแล้ว รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมไม่ดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาสไม่เคยดับไป
 แล้ว แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ไม่เคยดับไปแล้ว และรูปายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๑๓] มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลัง
 จุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่
 มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ย่อมไม่ดับไป และธัมมายตนะ
 ก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมไม่ดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ไม่เคย
 ดับไปแล้ว แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ไม่เคยดับไปแล้ว และมนายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๑๔] จักขายตนะของสัตว์ใด ย่อมดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ และของสัตว์ซึ่ง
 เข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับไป แต่โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 จักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ ย่อมดับไป
 และโสตายตนะก็ย่อมดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใด จักดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น ย่อมดับไป.
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่
 จักดับไป แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่ง
 มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ จักดับไป และจักขายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๖๑๕] จักขายตนะของสัตว์ใด ย่อมดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ และของสัตว์ ซึ่ง
 เข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับไป แต่ฆานายตนะ
 ของสัตว์นั้นจักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้
 ย่อมดับไป และฆานายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ.
      [๖๑๖] จักขายตนะของสัตว์ใด ย่อมดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ และของสัตว์ซึ่ง
 เข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ ย่อมดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นจัก
 ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ ย่อมดับไป
 และรูปายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด.
      [๖๑๗] จักขายตนะของสัตว์ใด ย่อมดับไป มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ย่อมดับไป แต่
 ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลัง
 จุติอยู่ นอกนี้ ย่อมดับไป และธัมมายตนะก็จักดับไป
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      [๖๑๘] ฆานายตนะของสัตว์ใด จักดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นกามาวจรภูมิ และของสัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่จักดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ ย่อม
 ดับไป และรูปายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด จักดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้น ย่อมดับไป.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ จัก
 ดับไป แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมี
 ฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ จักดับไป และฆานายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๖๑๙] ฆานายตนะของสัตว์ใด ย่อมดับไป มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ย่อมดับไป แต่
 ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ นอกนี้
 ย่อมดับไป และธัมมายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด.
      [๖๒๐] รูปายตนะของสัตว์ใด ย่อมดับไป มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของสัตว์
 นั้น จักดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิย่อมดับไป. แต่ธัมมาย-
 *ตนะของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังจุติอยู่
 นอกนี้ ย่อมดับไป และธัมมายตนะก็จักดับไป
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด จักดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังจุติอยู่ จัก
 ดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีรูป
 ที่กำลังจุติอยู่จักดับไป และรูปายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๖๒๑] มนายตนะของสัตว์ใด ย่อมดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ ย่อมดับไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ ย่อมดับ
 ไป และธัมมายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด จักดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิตที่กำลังจุติอยู่ จัก
 ดับไป แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่ง
 มีจิต ที่กำลังจุติอยู่ จักดับไป และมนายตนะก็จักดับไป.
      [๖๒๒] จักขายตนะของสัตว์ใด ย่อมดับไป ฯลฯ.
      [๖๒๓] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ย่อมดับ
 ไป แต่โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ ย่อมดับไป และโสตายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป. จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมดับไป.
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ ที่
 กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ จักดับไป แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่
 โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ จักดับไป และจักขายตนะก็
 ย่อมดับไป.
      [๖๒๔] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งกำลังจุติอยู่
 จากรูปาวจรภูมิ ย่อมดับไป แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่
 จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ นอกนี้ ย่อมดับไป
 และฆานายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด.
      สมเด็จพระผู้มีพระภาค ทรงจำแนกวาระ ๓ ไว้พิสดาร แม้ในอดีตกับปัจจุบัน ฉันใด
 แม้วาระนี้ บัณฑิตก็พึงจำแนกให้พิสดาร ฉันนั้น.
      [๖๒๕] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ย่อมดับ
 ไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ ย่อมดับไป และรูปายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ฯลฯ.
      [๖๒๖] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ย่อมดับ
 ไป แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ ย่อมดับไป และมนายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ฯลฯ.
      [๖๒๗] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ย่อมดับ
 ไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ ย่อมดับไป และธัมมายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 จุติอยู่ จักดับไป แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่ และจักขายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๖๒๘] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักไม่ดับหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ย่อมดับไป
 แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ ย่อมดับไป และรูปายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด.
      [๖๒๙] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมดับไป มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ
 ของสัตว์นั้นในภูมินั้นจักดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ย่อมดับไป
 แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ ย่อมดับไป และธัมมายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด.
      [๖๓๐] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ที่กำลังจุติ
 อยู่จากอสัญญสัตตภูมิ ย่อมดับไป แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่
 รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ นอกนี้ ย่อมดับไป และ
 มนายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด.
      [๖๓๑] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ย่อมดับไป
 แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังจุติอยู่ นอกนี้ ย่อมดับไป และธัมมายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลัง
 จุติอยู่ จักดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังจุติอยู่จักดับไป และรูปายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๖๓๒] มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ภูมิจักดับไปหรือ?
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ย่อมดับไป แต่ธัมมายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลัง
 จุติอยู่ นอกนี้ ย่อมดับไป และธัมมายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับ มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลัง
 จุติอยู่ จักดับไป แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังจุติอยู่ จักดับไปและมนายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๖๓๓] จักขายตนะของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้น จัก
 ไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ไม่มีจักขุที่กำลังจุติอยู่ ย่อม
 ไม่ดับไป แต่โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป และโสตายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดจักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิและของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักไม่ดับไป แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ จักไม่
 ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๓๔] จักขายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นจักไม่ดับไป
 หรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุที่กำลังจุติอยู่
 ย่อมไม่ดับไป แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ ย่อมไม่
 ดับไป และฆานายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดจักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ และของสัตว์ซึ่ง
 เข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพานที่กำลังจุติอยู่จักไม่ดับไป แต่จักขายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์
 ที่กำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ จักไม่ดับไป และจักขายตนะก็ย่อม
 ไม่ดับไป.
      [๖๓๕] จักขายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป
 หรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่
 ย่อมไม่ดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป และรูปายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดจักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ และของสัตว์ซึ่ง
 เข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักไม่ดับไป แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ จักไม่ดับไป
 และจักขายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๓๖] จักขายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังจุติอยู่
 ย่อมไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิจักไม่ดับไป แต่
 จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ในอรูปภูมิ จักไม่ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๓๗] ฆานายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นจักไม่ดับไป
 หรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะที่กำลังจุติอยู่
 ย่อมไม่ดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป และจักขายตนะ
 ก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดจักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ และของสัตว์ซึ่งเข้าถึง
 อรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักไม่ดับไป แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็น
 ปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ จักไม่ดับไป และฆานายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๓๘] ฆานายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ
 ของสัตว์นั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่
 ย่อมไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิย่อมไม่ดับไป และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิจักไม่ดับไป แต่
 ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ในรูปาวจรภูมิ จักไม่ดับไป และฆานายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๓๙] รูปายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูปที่กำลังจุติอยู่ ย่อมไม่
 ดับไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิจักไม่ดับไป แต่
 รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ในอรูปภูมิ จักไม่ดับไป และรูปายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๔๐] มนายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้นจักไม่ดับไป
 หรือ?
      จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      ย่อมดับไป.
      [๖๔๑] จักขายตนะในภูมิใดย่อมไม่ดับไป.
      [๖๔๒] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป โสตายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ
 ที่กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ย่อมไม่ดับไป แต่โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไป
 ก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ย่อมไม่
 ดับไป และโสตายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมไม่ดับไป.
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ จักไม่ดับไป
 แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๔๓] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ ที่
 กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ย่อมไม่ดับไป แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไป
 ก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และฆานายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดจักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นย่อมดับไป.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งกำลังจุติ
 จากรูปาวจรภูมิ จักไม่ดับไป แต่จักขายตนะของสัตว์นั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่
 ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็น
 อรูปสัตว์ จักไม่ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๔๔] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ
 ที่กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ย่อมไม่
 ดับไป และรูปายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ จักไม่ดับไป
 และจักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๖๔๕] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ ที่
 กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ย่อมไม่ดับไป แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมิ
 นั้น จักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ ซึ่ง
 เป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และมนายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ก็จักไม่
 ดับไป แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และ
 จักขายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๔๖] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 จุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป และธัมมายตนะก็จัก
 ไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ แต่
 จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ จักไม่ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๔๗] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลัง
 จุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ ย่อมไม่ดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และรูปายตนะจักไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ จักไม่ดับไป
 แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่ดับไป และฆานายตนะก็
 ย่อมดับไป.
      [๖๔๘] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มีฆานะ ซึ่ง
 กำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์ ย่อมไม่ดับไป แต่มนายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และมนายตนะ
 ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ จักไม่ดับไป
 แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และ
 ฆานายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๔๙] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมดซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลัง
 จุติอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ย่อมไม่ดับไป และ
 ธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ จักไม่ดับไป
 แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ จักไม่ดับไป และฆานายตนะก็ย่อม
 ไม่ดับไป.
      [๖๕๐] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 ย่อมไม่ดับไป แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ ย่อมไม่ดับไป
 และมนายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น ย่อมไม่ดับไป.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งกำลัง
 จุติจากอสัญญสัตตภูมิ จักไม่ดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป
 ก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ ซึ่งกำลังเข้าถึง
 อสัญญสัตตภูมิ จักไม่ดับไป และรูปายตนะก็ย่อมดับไป.
      [๖๕๑] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังจุติ
 อยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป และธัมมายตนะก็จัก
 ไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ จักไม่
 ดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ จักไม่ดับไป และรูปายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๖๕๒] มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป.
      ย่อมดับไป.
      [๖๕๓] จักขายตนะของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว โสตายตนะของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิก-
 *สัตว์ ในอรูปภูมิ และของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่
 เคยดับไปแล้ว แต่โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น จักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และโสตายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใด จักดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้นเคยดับไปแล้ว?
      ถูกแล้ว.
      [๖๕๔] จักขายตนะของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว ฆานายตนะของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์
 ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ
 แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ เคยดับไปแล้ว แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ เคย
 ดับไปแล้ว และฆานายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๖๕๕] จักขายตนะของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว รูปายตนะของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์
 ในอรูปภูมิ และของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่
 เคยดับไปแล้ว แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และรูปายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๖๕๖] จักขายตนะของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ เคยดับไปแล้ว แต่ธัมมายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ เคยดับไปแล้ว แต่
 ธัมมายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๖๕๗] ฆานายตนะของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว รูปายตนะของสัตว์นั้นจักดับไป
 หรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิม-
 *ภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ และของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่
 เคยดับไปแล้ว แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น จักดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และรูปายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๖๕๘] ฆานายตนะของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ เคยดับไปแล้ว แต่ธัมมายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และ
 ธัมมายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๖๕๙] รูปายตนะของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ เคยดับไปแล้ว แต่ธัมมายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และธัมมายตนะ
 ก็จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๖๖๐] มนายตนะ ของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว ธัมมายตนะของสัตว์นั้น จักดับ
 ไปหรือ?
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ เคยดับไปแล้ว แต่ธัมมายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และธัมมายตนะ
 ก็จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๖๖๑] จักขายตนะในภูมิใด เคยดับไปแล้ว ฯลฯ
      [๖๖๒] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว โสตายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ เคยดับ
 ไปแล้ว แต่โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และโสตายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นเคยดับไปแล้ว?
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส จักดับไป แต่
 จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับไปแล้วก็หาไม่ โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้นซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และจักขายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      [๖๖๓] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดเคยดับไปแล้ว ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็น
 รูปาวจรสัตว์ เคยดับไปแล้ว แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ จัก-
 *ขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์ นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และฆานาย-
 *ตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นเคยดับไปแล้ว?
      ถูกแล้ว.
      [๖๖๔] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ เคยดับ
 ไปแล้ว แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ เคยดับไปแล้วและรูปายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น ใน
 ภูมินั้นเคยดับไปแล้ว?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์
 จักดับไป แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และจักขายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      [๖๖๕] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ เคยดับไป
 แล้ว แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และมนายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นเคยดับไปแล้ว.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 จักดับไป แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และจักขายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      [๖๖๖] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดเคยดับไปแล้ว ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ เคยดับ
 ไปแล้ว แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และธัมมายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดจักดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นเคยดับไปแล้ว?
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักดับไป แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่
 ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และจักขายตนะก็เคย
 ดับไปแล้ว.
      [๖๖๗] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ เคยดับไป
 แล้ว แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์ นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และรูปายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น เคยดับไปแล้ว.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ จักดับไป แต่ฆานายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็น
 กามาวจรสัตว์ จักดับไป และฆานายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      [๖๖๘] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว มนายตนะ ฯลฯ
 ธัมมายตนะของสัตว์นั้นในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ เคยดับไป
 แล้ว แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์ นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และธัมมายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น เคยดับไปแล้ว.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์ จักดับไป
 แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์ จักดับไป และฆานายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      [๖๖๙] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตว์ เคยดับไปแล้ว แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ รูปายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และมนายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น เคยดับไปแล้ว.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 จักดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และรูปายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      [๖๗๐] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ เคยดับไป
 แล้ว แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งเป็นสัตว์มีขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และธัมมายตนะ
 ก็จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น เคยดับไปแล้ว.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 จักดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นสัตว์มีขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ นอกนี้ จักดับไป และรูปายตนะ
 ก็เคยดับไปแล้ว.
      [๖๗๑] มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ เคยดับไปแล้ว แต่
 ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งมีขันธ์ ๔ ขันธ์ ๕ นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และธัมมายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป มนาตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น เคยดับไปแล้ว.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์
 จักดับไป แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๔ ขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และมนายตนะก็เคยดับไปแล้ว.
      [๖๗๒] จักขายตนะของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว โสตายตนะของสัตว์นั้น จักไม่
 ดับไปหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น ไม่เคย
 ดับไปแล้ว.
      เคยดับไปแล้ว.
      [๖๗๓] จักขายตนะของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว ฆานายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ
 มนายตนะ ธัมมายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น ไม่เคย
 ดับไปแล้ว.
      เคยดับไปแล้ว.
      [๖๗๔] ฆานายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ มนายตนะของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว
 ธัมมายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้น ไม่เคย
 ดับไปแล้ว.
      เคยดับไปแล้ว.
      [๖๗๕] จักขายตนะในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว ฯลฯ.
      [๖๗๖] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว โสตายตนะของสัตว์
 นั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ไม่เคยดับไปแล้ว
 แต่โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ไม่เคยดับไป
 แล้ว และโสตายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้ว.
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ จักไม่
 ดับไป แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ โสตายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 จักไม่ดับไป และจักขายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      [๖๗๗] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว ฆานายตนะของ
 สัตว์นั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้ว.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็น
 รูปาวจรสัตว์ จักไม่ดับไป แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่
 ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็น
 อรูปสัตว์ จักไม่ดับไป และจักขายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      [๖๗๘] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว รูปายตนะของสัตว์
 นั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์
 ไม่เคยดับไปแล้ว แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว
 และรูปายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้ว.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ จักไม่ดับไป
 แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่ดับไป และจักขายตนะ
 ก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      [๖๗๙] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว มนายตนะของสัตว์
 นั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 ไม่เคยดับไปแล้ว แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ
 ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว และมนายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้ว.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ จักไม่ดับไป
 แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์
 จักไม่ดับไป และจักขายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      [๖๘๐] จักขายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว ธัมมายตนะของสัตว์
 นั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่
 จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ
 ไม่เคยดับไปแล้ว และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดจักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้ว.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ จักไม่ดับไป
 แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ จักไม่ดับไป
 และจักขายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      [๖๘๑] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว แต่
 รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว และรูปายตนะก็จักไม่
 ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้ว.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ จักไม่ดับไป
 แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่ดับไป และฆานายตนะ
 ก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      [๖๘๒] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์ ไม่เคย
 ดับไปแล้ว แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ไม่เคย
 ดับไปแล้ว และมนายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้ว.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ จักไม่ดับไป
 แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป
 และฆานายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      [๖๘๓] ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์ ไม่เคย
 ดับไปแล้ว แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ไม่เคยดับไปแล้ว และ
 ธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้ว.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ จักไม่ดับไป
 แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ จักไม่ดับไป และฆานายตนะก็ไม่เคย
 ดับไปแล้ว.
      [๖๘๔] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 ไม่เคยดับไปแล้ว แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ
 ไม่เคยดับไปแล้ว และมนายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น ไม่ดับไปหรือ.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่
 มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ในอรูปภูมิ จักไม่ดับไป และรูปายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      [๖๘๕] รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 ไม่เคยดับไปแล้ว แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ
 ไม่เคยดับไปแล้ว และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น ไม่เคยดับไปแล้ว.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ จักไม่ดับไป
 แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในอรูปภูมิ จักไม่ดับไป และรูปายตนะ
 ก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      [๖๘๖] มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์
 ไม่เคยดับไปแล้ว แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ มนายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส ไม่เคยดับไปแล้ว และธัมมายตนะ
 ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้ว.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไป แต่มนายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ในชั้นสุทธาวาส จักไม่ดับไป และมนายตนะก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
                         นิโรธวาร จบ.
                         อุปาทนิโรธวาร
      [๖๘๗] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะของสัตว์นั้น ย่อมดับไป
 หรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใด ย่อมดับไป จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      หามิได้.
      [๖๘๘] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะ รูปายตนะ มนายตนะ
 ธัมมายตนะของสัตว์นั้น ย่อมดับไปหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ย่อมดับไป จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      หามิได้ ฯลฯ.
      [๖๘๙] มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น ย่อมดับไป
 หรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ย่อมดับไป มนายตนะ ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      หามิได้.
      [๖๙๐] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด.
      (คำที่กำหนดด้วยบทว่า ยตฺถ (ในภูมิใด) ไม่ควรประกอบคำว่า โน (หามิได้)
      เข้าไว้ ฯ คำว่า ยตฺถ (ในภูมิใด) ควรประกอบให้เหมือนกับคำทั้งหลาย ที่
      กำหนดด้วยบทว่า ยตฺถ (ในภูมิใด) นอกจากนี้ คำที่กำหนดด้วยบทว่า ยตฺถ
      (ในภูมิใด) ในวาระแม้ทั้งสาม เป็นเช่นเดียวกัน).
      [๖๙๑] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด โสตายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น ย่อมดับไปหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      หามิได้ ฯลฯ.
      [๖๙๒] มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น ย่อมดับไปหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่าธัมมายตนะของสัตว์ใด ในภูมิใดย่อมดับไป มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ภูมินั้น.
      หามิได้.
      [๖๙๓] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะของสัตว์นั้น ย่อมไม่
 ดับไปหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีโสตะ ที่กำลังจุติอยู่ แต่โสตายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ซึ่งไม่มีโสตะ ที่กำลังจุติอยู่ และโสตายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่จักขายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีโสตะ ที่กำลังจุติ
 อยู่ ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๖๙๔] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะของสัตว์นั้น ย่อมไม่
 ดับไปหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ แต่ฆานายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่ และฆานายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่จักขายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลังจุติอยู่
 ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๖๙๕] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะของสัตว์นั้น ย่อมไม่
 ดับไปหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังจุติอยู่ แต่รูปายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ ที่
 กำลังเกิดขึ้นอยู่ ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังจุติอยู่ และรูปตายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่จักขายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังจุติอยู่
 ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๖๙๖] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะของสัตว์นั้น ย่อมไม่
 ดับไปหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังจุติอยู่ แต่มนายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ซึ่งไม่มีจิตที่กำลังจุติอยู่ และมนายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่จักขายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังจุติอยู่
 ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๖๙๗] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น ย่อมไม่
 ดับไปหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด แต่ธัมมายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ ที่
 กำลังเกิดขึ้นอยู่ และธัมมายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่จักขายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้น
 อยู่ ย่อมไม่ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๖๙๘] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะของสัตว์นั้น ย่อมไม่
 ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังจุติอยู่ แต่รูปายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีฆานะ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังจุติอยู่ และรูปายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่ฆานายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังจุติอยู่
 ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป และฆานายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๖๙๙] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะของสัตว์นั้น ย่อมไม่
 ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังจุติอยู่ แต่มนายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีฆานะ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังจุติอยู่ และมนายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่ฆานายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังจุติอยู่ ซึ่ง
 ไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป และฆานายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๗๐๐] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น ย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด แต่ธัมมายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีฆานะ ที่
 กำลังเกิดขึ้นอยู่ และธัมมายตนะก็ย่อมไม่ดับไป
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ย่อมไม่ดับไป แต่ฆานายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้น
 อยู่ ย่อมไม่ดับไป และฆานายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๗๐๑] รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะของสัตว์นั้น ย่อมไม่ดับไป
 หรือ?
      รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังจุติอยู่ แต่มนายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังจุติอยู่ และมนายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น ย่อมไม่เกิด
 ขึ้น?
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่รูปายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่เกิดขึ้นก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังจุติอยู่
 ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป และรูปายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๗๐๒] รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น ย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ที่กำลังจุติอยู่ทั้งหมด แต่ธัมมายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังเกิด
 ขึ้นอยู่ และธัมมายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่รูปายตนะ
 ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังเกิดขึ้น
 อยู่ ย่อมไม่ดับไป และรูปายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๗๐๓] มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ธัมมายตนะของสัตว์
 เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่
 เกิดขึ้น และธัมมายตนะก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้นย่อมไม่
 เกิดขึ้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจิต ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่มนายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่เกิดขึ้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังเกิดขึ้น
 อยู่ ย่อมไม่ดับไป และมนายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๗๐๔] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๗๐๕] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฯลฯ.
      คำที่กำหนดด้วยบทว่า ยสฺส (แห่งสัตว์ใด) ก็ดี คำที่กำหนดด้วยบทว่า ยสฺส ยตฺท
 (ในภูมิใด แห่งสัตว์ใด) ก็ดี เช่นเดียวกัน.
      [๗๐๖] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด โสตายตนะของสัตว์นั้นเคยดับไป
 แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 นั้น?
      ถูกแล้ว.
      (อดีตปุจฉา ในอุปาทวาร ก็ดี ในนิโรธวาร ก็ดี ในอุปาทนิโรธวาร ก็ดี ถึงอนุโลม
 ถึงปัจจนียะ ก็ดี เป็นเช่นเดียวกัน)
      [๗๐๗] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดจักดับไป จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ และ
 ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จักดับไป แต่
 จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ จักดับไป
 และจักขายตนะก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๐๘] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพานที่กำลังจุติอยู่ จัก
 เกิดขึ้น แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นนอกนี้
 จักเกิดขึ้น และฆานายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดจักดับไป จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ และ
 ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน จักดับไป แต่จักขายตนะจักเกิด
 ขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ จักดับไป และจักขายตนะ
 ก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๐๙] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดจักดับไป จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ และ
 ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักดับไป แต่
 จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ จักดับไป
 จักขายตนะก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๑๐] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของสัตว์
 นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักดับไป จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ และของสัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน จักดับไป แต่จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ จักดับไป และจักขายตนะก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๑๑] มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดจักดับไป ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ และ
 ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วปรินิพพาน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จัก
 ดับไป แต่ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้
 จักดับไป และฆานายตนะก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๑๒] ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของสัตว์
 นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักดับไป มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ และของสัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน จักดับไป แต่ฆานายตนะจัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ จักดับไป และฆานายตนะ
 ก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๑๓] รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักดับไป รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่และของสัตว์
 เหล่านั้น ผู้เข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน จักดับไป แต่รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ จักดับไป และรูปายตนะก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๑๔] มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักดับไป มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักดับไป
 แต่มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ จักดับไป
 และมนายตนะก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๑๕] จักขายตนะจักเกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๗๑๖] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด โสตายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจ-
 *โวการภูมิ จักดับไป แต่จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ โสตายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และจักขายตนะก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๑๗] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่ฆานายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์ และฆานายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ
 จักดับไป แต่จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์ นอกนี้จักดับไป และ
 จักขายตนะก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๑๘] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดจักดับไป จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจ-
 *โวการภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักดับไป แต่จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์ นอกนี้ จักดับไป และ
 จักขายตนะก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๑๙] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดจักดับไป จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักดับไป แต่จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และจักขายตนะก็จักเกิดขึ้น
      [๗๒๐] จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจ-
 *โวการภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักดับไป แต่จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป
 และจักขายตนะก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๒๑] ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ
 ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ จักดับไป แต่ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์ นอกนี้ จักดับไป และฆานายตนะ
 ก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๒๒] ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ
 ของสัตว์นั้นในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ
 ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปาวจรสัตว์ จักดับไป แต่ฆานายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นกามาวจรสัตว์ นอกนี้ จักดับไป
 และฆานายตนะจักเกิดขึ้น.
      [๗๒๓] รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่มนายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ และ
 มนายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจ-
 *โวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักดับไป แต่รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และรูปายตนะก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๒๔] รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดจักดับไป รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจ-
 *โวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักดับไป แต่รูปายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๕ นอกนี้ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักดับไป
 และรูปายตนะก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๒๕] มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักดับไป แต่มนายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๔ มีขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และมนายตนะ
 ก็จักเกิดขึ้น.
      [๗๒๖] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะของสัตว์นั้น จักไม่
 ดับไปหรือ?
      จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโว-
 *การภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่
 โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะ
 ปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่ง
 เข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ และโสตายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น จักไม่
 เกิดขึ้น.
      ถูกแล้ว.
      [๗๒๗] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ
 และแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ และฆานายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จัก
 ไม่ดับไป แต่จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่ง
 จะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และของ
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักไม่ดับไป และจักขายตนะ
 ก็จักไม่เกิดขึ้น.
      [๗๒๘] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ และ
 แห่งสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักไม่เกิดขึ้น แต่
 รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิ และของสัตว์เหล่านั้น ที่กำลังเข้าถึง
 อรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป จักขายตนะของสัตว์นั้น จักไม่
 เกิดขึ้น.
      ถูกแล้ว.
      [๗๒๙] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ และของสัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน จักไม่เกิดขึ้น แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ และธัมมายตนะ
 ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๗๓๐] ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ และ
 ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 จักไม่เกิดขึ้น แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ และของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๗๓๑] ฆานายตนะแห่งสัตว์ใด จักไม่เกิดขึ้น มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ และของสัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน จักไม่เกิดขึ้น แต่ธัมมายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ จักไม่เกิดขึ้น
 และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๗๓๒] รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ และของสัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน จักไม่เกิดขึ้น แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ จักไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะ
 ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๗๓๓] มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักไม่เกิดขึ้น
 ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่
 จักไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้น จักไม่
 เกิดขึ้น.
      ถูกแล้ว.
      [๗๓๔] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๗๓๕] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด โสตายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโว-
 *การภูมิ จักไม่เกิดขึ้น แต่โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็น
 อรูปสัตว์ จักไม่เกิดขึ้น และโสตายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๗๓๖] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ
 จักไม่เกิดขึ้น แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจร-
 *ภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่เกิดขึ้น และฆานายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ จักไม่ดับไป แต่จักขายตนะ
 จักไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่ง
 จะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่ง
 เป็นอรูปสัตว์ จักไม่ดับไป และจักขายตนะก็จักไม่เกิดขึ้น.
      [๗๓๗] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโว-
 *การภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักไม่เกิดขึ้น แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไป
 ก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็น
 อรูปสัตว์ จักไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด ในภูมิใด ฯลฯ
      ถูกแล้ว.
      [๗๓๘] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงปัญจโว-
 *การภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่เกิดขึ้น แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไป
 ก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักไม่
 เกิดขึ้น และมนายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใด ในภูมิใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๗๓๙] จักขายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงปัญจโว-
 *การภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์จักไม่เกิดขึ้น แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นซึ่งปรินิพพานอยู่ จักไม่เกิดขึ้น
 และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ในภูมิใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๗๔๐] ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด รูปายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ
 ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ จักไม่เกิดขึ้น แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่
 ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 จักไม่เกิดขึ้น และรูปายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด ในภูมิใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๗๔๑] ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ
 ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์ จักไม่เกิดขึ้น แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตว์ จักไม่เกิดขึ้น และมนายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใด ในภูมิใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๗๔๒] ฆานายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ
 ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์ จักไม่เกิดขึ้น แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ จักไม่เกิดขึ้น
 และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ในภูมิใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๗๔๓] รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่เกิดขึ้น แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่
 รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ จักไม่เกิดขึ้น และมนายตนะก็จักไม่
 ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่เกิดขึ้น?
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป แต่รูปายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่เกิดขึ้นก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่ง
 ปรินิพพานอยู่ จักไม่ดับไป และรูปายตนะก็จักไม่เกิดขึ้น.
      [๗๔๔] รูปายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ที่กำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักไม่เกิดขึ้น แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่
 รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่จักไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะก็จักไม่
 ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๗๔๕] มนายตนะจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ซึ่ง
 เป็นอสัญญสัตว์จักไม่เกิดขึ้น แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่
 มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ จักไม่เกิดขึ้น และธัมมายตนะก็จักไม่
 ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่เกิดขึ้น?
      ถูกแล้ว.
      [๗๔๖] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะของสัตว์นั้นเคยดับไป
 แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว จักขายตนะของสัตว์นั้นย่อมเกิดขึ้น?
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เคย
 ดับไปแล้ว แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เคยดับไปแล้ว และจักขายตนะย่อมเกิดขึ้น.
      ท่านจำแนก อดีตปุจฉา กับด้วยปัจจุบันไว้ในอุปาทวาร ฉันใด บัณฑิตพึงจำแนก
 อดีตปุจฉา กับด้วยปัจจุบัน อนุโลมก็ดี ปัจจนียะก็ดี แม้ในอุปาทนิโรธวาร ฉันนั้น.
      [๗๔๗] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะแห่งสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใด จักดับไป จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จัก
 ดับไป แต่จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นก็หาไม่ โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมี
 จักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จักดับไป และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๔๘] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ ย่อม
 เกิดขึ้น แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมี
 จักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้ ย่อมเกิดขึ้น และฆานายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดจักดับไป จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จัก
 ดับไป แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมี
 จักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จักดับไป และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๔๙] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด จักดับไป จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักดับ
 ไป แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีจักขุ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จักดับไป และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๕๐] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดจักดับไป จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 จักดับไป แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมี
 จักขุที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จักดับไป และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๕๑] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด จักดับไป จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จัก
 ดับไป แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมี
 จักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จักดับไป และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๕๒] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะ ฯลฯ มนายตนะ ธัมมายตนะ
 ของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด จักดับไป ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 จักดับไป แต่ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่ง
 มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักดับไป และฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๕๓] รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด จักดับไป รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 จักดับไป แต่รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่ง
 มีรูป ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักดับไป และรูปายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๕๔] มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด จักดับไป มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จัก
 ดับไป แต่มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจิต
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักดับไป และมนายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๕๕] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๗๕๖] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด โสตายตนะของสัตว์นั้น จัก
 ดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ ที่
 กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ จักดับไป แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักดับไป และจักขายตนะ
 ก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๕๗] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ แต่
 ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ย่อมเกิดขึ้น และฆานายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่จากกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ ที่
 กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ จักดับไป แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิจักดับไป และ
 จักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๕๘] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่จากปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ ที่
 กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์จักดับไป แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักดับไป
 และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๕๙] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จักขายตนะจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึง
 กามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ จักดับไป แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักดับไป และ
 จักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๖๐] จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ จักดับไป แต่จักขายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักดับไป และจักขายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๖๑] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่จากกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มีฆานะ ที่
 กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ จักดับไป แต่ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 จักดับไป และฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๖๒] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่จากกามาวจรภูมิ ซึ่งไม่มีฆานะ ที่
 กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์ จักดับไป แต่ฆานายตนะย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ที่
 กำลังเข้าถึงอยู่ จักดับไป และฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๖๓] ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่จักดับไป แต่ฆานายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักดับไป และฆานายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๖๔] รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักดับไปหรือ?
      รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตว์ภูมิ แต่
 มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิ และมนายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดจักดับไป รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่จากปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์
 จักดับไป แต่รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงปัญจโวการภูมิจักดับไป และรูปายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๖๕] รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดจักดับไป รูปายตนะของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ย่อมเกิดขึ้น.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งเป็นอรูป ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่จักดับไป แต่รูปายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีรูป ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักดับไป และรูปายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๖๖] มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นจักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใดจักดับไป มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ.
      ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลังเกิดขึ้น
 จักดับไป แต่มนายตนะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีจิตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ จักดับไป และมนายตนะก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๗๖๗] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตายตนะของสัตว์นั้นจักไม่ดับไป
 หรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ และแก่
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ และโสตายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใด จักไม่ดับไป จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๗๖๘] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานายตนะของสัตว์นั้นจักไม่ดับไป
 หรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิและแก่
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ และ
 ฆานายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดจักไม่ดับไป จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ที่กำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ จักไม่
 ดับไป แต่จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ และของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งเป็นรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักไม่ดับไป และจักขายตนะ
 ก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๗๖๙] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะของสัตว์นั้นจักไม่ดับไป
 หรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในอรูปภูมิและแก่สัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ และรูปายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ
      ถูกแล้ว.
      [๗๗๐] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด?
      ถูกแล้ว.
      [๗๗๑] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปายตนะของสัตว์นั้นจักไม่ดับไป
 หรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ และ
 แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิแล้ว จักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ และรูปายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ
      ถูกแล้ว.
      [๗๗๒] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีฆานะ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด?
      ถูกแล้ว.
      [๗๗๓] รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มนายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะของ
 สัตว์นั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีรูป ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใด ฯลฯ
      ถูกแล้ว.
      [๗๗๔] มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้นจักไม่ดับไป
 หรือ?
      มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดจักไม่ดับไป มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๗๗๕] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฯลฯ.
      [๗๗๖] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด โสตายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ แต่โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไป
 ก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ
 ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ และโสตายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๗๗๗] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฆานายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ แต่ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่
 จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งกำลัง
 จุติจากรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ และฆานายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ฆานายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงรูปาวจรภูมิ จักไม่ดับไป แต่
 จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ฆานายตนะของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในกามาวจรภูมิ ซึ่งกำลังจุติจากรูปาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ซึ่ง
 เป็นอรูปสัตว์ จักไม่ดับไป และจักขายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๗๗๘] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 จักไม่ดับก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ใน
 ปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ และรูปายตนะ ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๗๗๙] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีจักขุ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 จักไม่ดับก็หาไม่ จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตว์ และมนายตนะ ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๗๘๐] จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจักขุ
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ จักขายตนะย่อม
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จักขายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๗๘๑] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด รูปายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากกามาวจรภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีฆานะ ซึ่งกำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ แต่รูปายตนะของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจะปรินิพพาน
 อยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่งเป็นอรูปสัตว์ และรูปายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า รูปายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๗๘๒] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่จากกามาวจรภูมิ ซึ่ง
 ไม่มีฆานะ ที่กำลังเข้าถึงกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นรูปาวจรสัตว์ อรูปาวจรสัตว์ แต่มนายตนะของ
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งปรินิพพานอยู่ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ และมนายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๗๘๓] ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มี
 ฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ ฆานายตนะ
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ฆานายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๗๘๔] รูปายตนะไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มนายตนะของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากปัญจโวการภูมิ ซึ่ง
 เป็นอรูปสัตว์ แต่มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ รูปายตนะย่อมไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ และมนายตนะ
 ก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มนายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ จักไม่ดับไป แต่
 รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มนายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งปรินิพพานอยู่ ซึ่งกำลังจุติอยู่จากอสัญญสัตตภูมิ จักไม่ดับไป และรูปายตนะก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๗๘๕] รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งเป็น
 อรูปสัตว์ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่
 รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ และธัมมายตนะก็จักไม่
 ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป รูปายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๗๘๖] มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ธัมมายตนะของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ซึ่งไม่มีจิต
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่ธัมมายตนะของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ มนายตนะย่อม
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งปรินิพพานอยู่ และธัมมายตนะก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า ธัมมายตนะของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป มนายตนะย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๗๘๗] จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด โสตายตนะของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจะปรินิพพานอยู่ในปัญจโวการภูมิ ซึ่ง
 เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ในอรูปภูมิ และแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเข้าถึงอรูปภูมิแล้วจักปรินิพพาน ที่กำลัง
 จุติอยู่ แต่โสตายตนะของสัตว์เหล่านั้น จักดับไปก็หาไม่ จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 เหล่านั้น นอกนี้ และโสตายตนะก็จักดับไป.
      หรือว่า โสตายตนะของสัตว์ใด จักดับไป จักขายตนะเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      คำถาม ส่วนอนาคตกับด้วยอดีตในนิโรธวาร คำที่กำหนดด้วยบทว่า ยสฺส ก็ดี คำที่
 กำหนดด้วยบทว่า ยตฺถ ก็ดี คำที่กำหนดด้วยบทว่า ยสฺส และ ยตฺถ ก็ดี อนุโลมก็ดี ปจฺจนีย
 ก็ดี ท่านจำแนกไว้แล้ว ฉันใด ปัณฑิตพึงจำแนกคำถาม ส่วนอนาคตกับด้วยอดีต แม้ใน
 อุปาทนิโรธวาร ฉันนั้น.
                       อุปาทนิโรธวาร จบ.
                         ปวัตติวาร จบ.
                          ---------
                           ปริญญาวาร
      [๗๘๘] บุคคลใด ย่อมกำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ซึ่ง
 โสตายตนะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดย่อมกำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ซึ่ง
 จักขายตนะ.
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่ง
 จักขายตนะ.
      ถูกแล้ว.
      [๗๘๙] บุคคลใดกำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดกำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ.
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใดไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นไม่กำหนดรู้แล้วซึ่ง
 จักขายตนะ.
      ถูกแล้ว.
      [๗๙๐] บุคคลใดจักกำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นจักกำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดจักกำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นจักกำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ.
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใดจักไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นจักไม่กำหนดรู้ซึ่ง
 จักขายตนะ.
      ถูกแล้ว.
      [๗๙๑] บุคคลใดย่อมกำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ
 หรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใดกำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นย่อมกำหนดอยู่ซึ่ง
 จักขายตนะ.
      หามิได้.
      บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ
 หรือ?
      พระอรหันต์ย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ แต่ไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะก็หาไม่
 บุคคลทั้งหลายที่เหลือเว้นท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคอันเลิศ และพระอรหันต์ ย่อมไม่
 กำหนดรู้จักขายตนะ และไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ.
      หรือว่า บุคคลใดไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่ง
 จักขายตนะ.
      ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคอันเลิศ ไม่กำหนดรู้แล้ว ซึ่งโสตายตนะ แต่ย่อม
 ไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือเว้นท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคอันเลิศ
 และพระอรหันต์ ไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งโสตายตนะ และย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ.
      [๗๙๒] บุคคลใดย่อมกำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นจักกำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ
 หรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใดจักกำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ.
      หามิได้.
      บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ
 หรือ?
      บุคคลเหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค บุคคลเหล่านั้นย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ แต่
 จักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะก็หาไม่ พระอรหันต์และปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ย่อมไม่
 กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ และจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ.
      หรือว่า บุคคลใดจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่ง
 จักขายตนะ.
      ท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคอันเลิศ จักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ แต่ย่อมไม่กำหนด
 รู้ซึ่งจักขายตนะก็หาไม่ พระอรหันต์และปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค จักไม่กำหนดรู้ซึ่ง
 โสตายตนะ และย่อมไม่กำหนดรู้ซึ่งจักขายตนะ.
      [๗๙๓] บุคคลใด กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นจักกำหนดรู้ซึ่ง
 โสตายตนะหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใดจักกำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นได้กำหนดรู้แล้วซึ่ง
 จักขายตนะ
      หามิได้.
      บุคคลใดไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ บุคคลนั้นจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ
 หรือ?
      บุคคลเหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค บุคคลเหล่านั้นจักไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ
 แต่จักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะก็หาไม่ ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคอันเลิศและปุถุชนที่
 จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ และจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ.
      หรือว่า บุคคลใดจักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ บุคคลนั้นไม่กำหนดรู้แล้วซึ่ง
 จักขายตนะ.
      พระอรหันต์จักไม่กำหนดรู้ซึ่งโสตายตนะ แต่ไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะก็หาไม่ ท่าน
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคอันเลิศ และปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค จักไม่กำหนดรู้ซึ่ง
 โสตายตนะ และไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งจักขายตนะ.
                         ปริญญาวาร จบ.
                         อายตนยมก จบ.
                         ------------
                            ธาตุยมก
                           ปัณณัตติวาร
      [๗๙๔] ธาตุ ๑๘ คือ
                ๑. จักขุธาตุ
                ๒. โสตธาตุ
                ๓. ฆานธาตุ
                ๔. ชิวหาธาตุ
                ๕. กายธาตุ
                ๖. รูปธาตุ
                ๗. สัททธาตุ
                ๘. คันธธาตุ
                ๙. รสธาตุ
               ๑๐. โผฏฐัพพธาตุ
               ๑๑. จักขุวิญญาญธาตุ
               ๑๒. โสตวิญญาณธาตุ
               ๑๓. ฆานวิญญาณธาตุ
               ๑๔. ชิวหาวิญญาณธาตุ
               ๑๕. กายวิญญาณธาตุ
               ๑๖. มโนธาตุ
               ๑๗. มโนวิญญาณธาตุ
               ๑๘. ธัมมธาตุ
                           อุทเทสวาร
      [๗๙๕] จักขุ คือ จักขุธาตุหรือ จักขุธาตุ คือจักขุหรือ?
      โสต คือโสตธาตุหรือ โสตธาตุ คือโสตหรือ ฯลฯ.
      จักขุ คือ จักขุวิญญาณธาตุหรือ จักขุวิญญาณธาตุ คือจักขุวิญญาณหรือ ฯลฯ.
      มโน คือมโนวิญญาณธาตุหรือ มโนธาตุ คือมโนหรือ?
      มโนวิญญาณ คือมโนวิญญาณธาตุหรือ มโนวิญญาณธาตุ คือมโนวิญญาณหรือ?
      ธรรม คือธัมมธาตุหรือ ธัมมธาตุ คือธรรมหรือ?
      [๗๙๖] ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่จักขุธาตุหรือ ไม่ใช่จักขุธาตุ ไม่ใช่จักขุหรือ?
      ไม่ใช่โสต ไม่ใช่โสตธาตุหรือ ไม่ใช่โสตธาตุ ไม่ใช่โสตหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่จักขุวิญญาณ ไม่ใช่จักขุวิญญาณธาตุหรือ ไม่ใช่จักขุวิญญาณธาตุ ไม่ใช่
 จักขุวิญญาณหรือ?
      ไม่ใช่มโน ไม่ใช่มโนธาตุหรือ ไม่ใช่มโนธาตุ ไม่ใช่มโนหรือ?
      ไม่ใช่มโนวิญญาณ ไม่ใช่มโนวิญญาณธาตุหรือ ไม่ใช่มโนวิญญาณธาตุ ไม่ใช่
 มโนวิญญาณหรือ?
      ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่ธัมมธาตุหรือ ไม่ใช่ธัมมธาตุ ไม่ใช่ธรรมหรือ?
      [๗๙๗] จักขุ คือจักขุธาตุหรือ ธาตุ คือโสตธาตุหรือ ฯลฯ
      จักขุ คือจักขุธาตุ ธาตุเป็นธัมมธาตุหรือ?
      จักรอันได้ผูกไว้แล้วในอายตนยมก ฉันใด จักรในธาตุยมกนี้ก็พึงผูกฉันนั้น.
      [๗๙๘] ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่จักขุธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่โสตธาตุ
 หรือ?
      ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่จักขุธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่ฆานธาตุหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่จักขุธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่ธัมมธาตุหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่ธัมมธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่จักขุธาตุหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่ธัมมธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่มโนวิญญาณธาตุหรือ?
      พึงผูกจักรนัย
      [๗๙๙] จักขุ คือธาตุหรือ ธาตุ คือจักขุหรือ?
      โสต คือธาตุหรือ ธาตุ คือโสตหรือ?
      ฆานะ ชิวหา กายะ รูปะ สัททะ คันธะ รสะ โผฏฐัพพะ.
      จักขุวิญญาณ คือธาตุหรือ ธาตุ คือจักขุวิญญาณหรือ?
      โสตวิญญาณ คือธาตุหรือ ธาตุ คือโสตวิญญาณหรือ?
      ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ.
      มโน คือธาตุหรือ ธาตุ คือมโนหรือ?
      มโนวิญญาณ คือธาตุหรือ ธาตุ คือมโนวิญญาณหรือ?
      ธรรม คือธาตุหรือ ธาตุ คือธรรมหรือ.
      [๘๐๐] ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่ธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่จักขุหรือ?
      ไม่ใช่โสต ไม่ใช่ธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่โสตหรือ?
      ไม่ใช่ฆานะ ไม่ใช่ชิวหา ไม่ใช่กายะ ไม่ใช่รูปะ ไม่ใช่สัททะ ไม่ใช่คันธะ
 ไม่ใช่รสะ ไม่ใช่โผฏฐัพพะ.
      ไม่ใช่จักขุวิญญาณ ไม่ใช่ธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่จักขุวิญญาณหรือ?
      ไม่ใช่โสตวิญญาณ ไม่ใช่ฆานวิญญาณ ไม่ใช่ชิวหาวิญญาณ.
      ไม่ใช่กายวิญญาณ ไม่ใช่ธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่กายวิญญาณหรือ?
      ไม่ใช่มโน ไม่ใช่ธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่มโนหรือ?
      ไม่ใช่มโนวิญญาณ ไม่ใช่ธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่มโนวิญญาณหรือ?
      ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่ธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่ธรรมหรือ?
      [๘๐๑] จักขุ คือธาตุหรือ ธาตุ คือโสตหรือ ฯลฯ?
      จักขุ คือธาตุหรือ ธาตุ คือธรรมหรือ ฯลฯ.
      ธรรม คือธาตุหรือ ธาตุ คือจักขุหรือ ฯลฯ.
      ธรรม คือธาตุหรือ ธาตุ คือมโนวิญญาณหรือ?
      พึงผูกจักรนัย.
      [๘๐๒] ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่ธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่โสตหรือ?
      ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่ธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่ฆานะหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่ธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่ธรรมหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่ธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่จักขุหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่ธาตุหรือ ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่มโนวิญญาณหรือ?
      พึงผูกจักรนัย.
                         อุทเทสวาร จบ.
                           นิทเทสวาร
                          ปทโสธนวาร
      [๘๐๓] จักขุ คือจักขุธาตุหรือ?
      ทิพพจักขุ ปัญญาจักขุ เรียกว่า จักขุ ไม่ใช่จักขุธาตุ จักขุธาตุ เรียกว่า จักขุด้วย
 เรียกว่า จักขุธาตุด้วย.
      จักขุธาตุ คือจักขุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      โสต คือโสตธาตุหรือ?
      ทิพพโสต ตัณหาโสต เรียกว่า โสต ไม่ใช่โสตธาตุ โสตธาตุ เรียกว่า โสตด้วย
 เรียกว่า โสตธาตุด้วย.
      โสตธาตุ คือโสตหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ฆานะ คือฆานธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ฆานธาตุ คือฆานะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      แม้ชิวหา ก็เช่นเดียวกับฆานธาตุ.
      กาย คือกายธาตุหรือ?
      เว้นจากกายธาตุเสียแล้ว กายที่เหลือเรียกว่า กาย ไม่ใช่กายธาตุ กายธาตุ เรียกว่า
 กายด้วย เรียกว่า กายธาตุด้วย.
      กายธาตุ คือกายหรือ?
      ถูกแล้ว.
      รูป คือรูปธาตุหรือ?
      เว้นรูปธาตุเสีย รูปที่เหลือเรียกว่า รูป ไม่ใช่รูปธาตุ รูปธาตุ เรียกว่า รูปด้วย
 เรียกว่า รูปธาตุด้วย.
      รูปธาตุ คือรูปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      สัททะก็เช่นเดียวกับฆานะ.
      คันธะ คือคันธธาตุหรือ?
      ศีลคันธะ สมาธิคันธะ ปัญญาคันธะ เรียกว่า คันธะ ไม่ใช่คันธธาตุ คันธธาตุ
 เรียกว่า คันธะด้วย เรียกว่า คันธธาตุด้วย.
      คันธธาตุ คือคันธะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      รส คือรสธาตุหรือ?
      อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส เรียกว่า รส ไม่ใช่รสธาตุ รสธาตุ เรียกว่า รสด้วย
 เรียกว่า รสธาตุด้วย.
      รสธาตุ คือรสหรือ?
      ถูกแล้ว.
      โผฏฐัพพะก็เช่นเดียวกับฆานะ.
      จักขุวิญญาณ คือจักขุวิญญาณธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      จักขุวิญญาณธาตุ คือจักขุวิญญาณหรือ?
      ถูกแล้ว.
      โสตวิญญาณ ฯลฯ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ.
      มโน คือมโนธาตุหรือ?
      เว้นมโนธาตุเสียแล้ว มโนที่เหลือ เรียกว่า มโน ไม่ใช่มโนธาตุ มโนธาตุ เรียกว่า
 มโนด้วย เรียกว่า มโนธาตุด้วย.
      มโนธาตุ คือมโนหรือ?
      ถูกแล้ว.
      มโนวิญญาณ คือมโนวิญญาณหรือ?
      ถูกแล้ว.
      มโนวิญญาณธาตุ คือมโนวิญญาณหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ธรรม คือธัมมธาตุหรือ?
      เว้นธัมมธาตุเสียแล้ว ธรรมที่เหลือ เรียกว่า ธรรม ไม่ใช่ธัมมธาตุ ธัมมธาตุ เรียกว่า
 ธรรมด้วย เรียกว่า ธัมมธาตุด้วย.
      ธัมมธาตุ คือธรรมหรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๘๐๔] ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่จักขุธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่จักขุธาตุ ไม่ใช่จักขุหรือ?
      ทิพพจักขุ ปัญญาจักขุ ไม่ใช่จักขุธาตุ เรียกว่า จักขุ เว้นจักขุและจักขุธาตุเสียแล้ว
 ธาตุที่เหลือไม่ใช่จักขุ และไม่ใช่จักขุธาตุ.
      ไม่ใช่โสต ไม่ใช่โสตธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่โสตธาตุ ไม่ใช่โสตหรือ?
      ทิพพโสต ตัณหาโสต ไม่ใช่โสตธาตุ เรียกว่า โสต เว้นโสตและโสตธาตุเสียแล้ว
 ธาตุที่เหลือไม่ใช่โสต และไม่ใช่โสตธาตุ.
      ไม่ใช่ฆานะ ไม่ใช่ฆานธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ฆานธาตุ ไม่ใช่ฆานะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ท่านย่อคำว่า อามนฺตา ไว้ทั้งสองส่วน.
      ไม่ใช่ชิวหา ฯลฯ ไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่กายธาตุ ไม่ใช่กายหรือ?
      เว้นกายธาตุเสียแล้ว กายที่เหลือ ไม่ใช่กายธาตุ เรียกว่า กาย เว้นกายและกายธาตุ
 เสียแล้ว กายที่เหลือไม่เรียกว่า กาย และไม่เรียกว่า กายธาตุ.
      ไม่ใช่รูป ไม่ใช่รูปธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่รูปธาตุ ไม่ใช่รูปหรือ?
      เว้นรูปธาตุเสียแล้ว รูปที่เหลือ ไม่เรียกว่า รูปธาตุ เรียกว่า รูป เว้นรูปและรูปธาตุ
 เสียแล้ว รูปที่เหลือ ไม่เรียกว่า รูป และไม่เรียกว่า รูปธาตุ.
      ไม่ใช่สัททะ ฯลฯ ไม่ใช่คันธะ ไม่ใช่คันธธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่คันธธาตุ ไม่ใช่คันธะหรือ?
      ศีลคันธะ สมาธิคันธะ ปัญญาคันธะ ไม่ใช่คันธธาตุ เรียกว่า คันธะ เว้นคันธะ
 และคันธธาตุเสียแล้ว คันธะที่เหลือไม่เรียกว่า คันธะ และไม่เรียกว่า คันธธาตุ.
      ไม่ใช่รส ไม่ใช่รสธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่รสธาตุ ไม่ใช่รสหรือ?
      อรรถรส ธรรมรส วิมุตติรส ไม่ใช่รสธาตุ เรียกว่า รส เว้นรสและรสธาตุเสียแล้ว
 รสที่เหลือไม่เรียกว่า รส และไม่เรียกว่ารสธาตุ.
      ไม่ใช่โผฏฐัพพะ ฯลฯ ไม่ใช่จักขุวิญญาณ ไม่ใช่จักขุวิญญาณธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่จักขุวิญญาณธาตุ ไม่ใช่จักขุวิญญาณหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่โสตวิญญาณ ไม่ใช่ฆานวิญญาณ ไม่ใช่ชิวหาวิญญาณ ไม่ใช่
 กายวิญญาณ.
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่มโน ไม่ใช่มโนธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่มโนธาตุ ไม่ใช่มโนหรือ?
      เว้นมโนธาตุเสียแล้ว มโนที่เหลือ ไม่ใช่มโนธาตุ เรียกว่า มโน เว้นมโนและมโนธาตุ
 เสียแล้ว มโนที่เหลือไม่เรียกว่า มโน และไม่เรียกว่า มโนธาตุ.
      ไม่ใช่มโนวิญญาณ ไม่ใช่มโนวิญญาณธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่มโนวิญญาณธาตุ ไม่ใช่มโนวิญญาณหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่ธัมมธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธัมมธาตุ ไม่ใช่ธรรมหรือ?
      เว้นธรรมธาตุเสียแล้ว ธรรมที่เหลือไม่เรียกว่า ธัมมธาตุ เรียกว่าธรรม เว้นธรรมและ
 ธัมมธาตุเสียแล้ว ธรรมที่เหลือ ไม่เรียกว่า ธรรม และไม่เรียกว่า ธัมมธาตุ.
                        ปทโสธนมูลจักกวาร
      [๘๐๕] จักขุ คือ จักขุธาตุหรือ?
      ทิพพจักขุ ปัญญาจักขุ เรียกว่า จักขุ ไม่ใช่จักขุธาตุ จักขุธาตุ เรียกว่าจักขุด้วย
 เรียกว่าจักขุธาตุด้วย.
      ธาตุ คือ โสตธาตุหรือ?
      โสตธาตุ เรียกว่า ธาตุด้วย เรียกว่า โสตธาตุด้วย ธาตุที่เหลือ เรียกว่า ธาตุ ไม่ใช่
 โสตธาตุ.
      จักขุ คือ จักขุธาตุหรือ?
      ทิพพจักขุ ปัญญาจักขุ เรียกว่า จักขุ ไม่ใช่จักขุธาตุ จักขุธาตุเรียกว่า จักขุด้วย
 เรียกว่าจักขุธาตุด้วย.
      ธาตุ คือ ฆานธาตุหรือ ฯลฯ?
      ธาตุ คือ ธัมมธาตุหรือ?
      ธัมมธาตุ ๑- เรียกว่าธาตุด้วย เรียกว่า ธัมมธาตุด้วย ธาตุที่เหลือ เรียกว่า ธาตุ ไม่ใช่
 ธัมมธาตุ.
      ปัณณัตติวารในอายตนยมกฉันใด ปัณณัตติวารในธาตุยมกก็ฉันนั้น.
      พึงผูกจักรนัย.
      [๘๐๖] ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่จักขุธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่โสตธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่จักขุธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่ฆานธาตุหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่ธัมมธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      พึงผูกจักรนัย ทั้งหมดใช้คำตอบว่า อามนฺตา ทั้งสองส่วน แม้ในธาตุที่เหลือ.
                          สุทธธาตุวาร
      [๘๐๗] จักขุ คือธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ธาตุ คือจักขุธาตุหรือ?
      จักขุธาตุ เรียกว่า ธาตุด้วย เรียกว่า จักขุธาตุด้วย ธาตุที่เหลือ เรียกว่าธาตุ ไม่ใช่
 จักขุธาตุ.
      โสต คือธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      ฆานะ ชิวหา กายะ รูปะ สัททะ คันธะ รสะ โผฏฐัพพะ.
 @๑ บาลีเป็น ธมฺมธาตุเจว ธมฺมธาตุ จ สงสัยจะตก ที่ถูกควรเป็น ธมฺมธาตุ ธาตุ เจว ธมฺมธาตุ จ จึงจะลง
 @กันกับหลักข้างต้น ที่แปลไว้นี้ แปลอย่างที่เติม คำว่า ธาตุ เจว ลงไป เพราะถ้าแปลตามบาลีที่ขาดย่อมไม่ได้
 @ความ ขอให้ดูข้อ ๘๐๗ ตอนสุดท้าย ประกอบ จะเห็นได้ชัด
      จักขุวิญญาณ คือธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ธาตุ คือจักขุวิญญาณธาตุหรือ?
      จักขุวิญญาณธาตุ เรียกว่า ธาตุด้วย เรียกว่า จักขุวิญญาณธาตุด้วย ธาตุที่เหลือ
 ไม่ใช่จักขุวิญญาณธาตุ.
      โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ
      มโน คือธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ธาตุ คือมโนธาตุหรือ?
      มโนธาตุ เรียกว่า ธาตุด้วย เรียกว่า มโนธาตุด้วย ธาตุที่เหลือ เรียกว่า ธาตุ ไม่ใช่
 มโนธาตุ.
      มโนวิญญาณ คือธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ธาตุ คือมโนวิญญาณธาตุหรือ?
      มโนวิญญาณธาตุ เรียกว่า ธาตุด้วย เรียกว่า มโนวิญญาณธาตุด้วย ธาตุที่เหลือ
 เรียกว่า ธาตุ ไม่ใช่มโนวิญญาณธาตุ.
      ธรรม คือธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ธาตุ คือธัมมธาตุหรือ?
      ธัมมธาตุ เรียกว่า ธาตุด้วย เรียกว่า ธัมมธาตุด้วย ธาตุที่เหลือ เรียกว่า ธาตุ
 ไม่ใช่ธัมมธาตุ.
      [๘๐๘] ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่ธาตุหรือ?
      เว้นจักขุเสียแล้ว ธาตุที่เหลือ ไม่ใช่จักขุ เป็นแต่ธาตุ เว้นจักขุและธาตุเสียแล้ว ธาตุ
 ที่เหลือ ไม่ใช่จักขุ และไม่ใช่ธาตุ.
      ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่จักขุธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่โสต ไม่ใช่ธาตุหรือ?
      เว้นโสตเสียแล้ว ฯลฯ เว้นฆานะเสียแล้ว เว้นชิวหาเสียแล้ว ฯลฯ
      ไม่ใช่กาย ไม่ใช่ธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่กายธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่รูป ไม่ใช่ธาตุหรือ?
      เว้นรูปเสียแล้ว ฯลฯ เว้นสัททะ คันธะ รสะ โผฏฐัพพะ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ
 ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มนะ มโนวิญญาณเสียแล้ว ฯลฯ.
      ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่ธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่ธัมมธาตุหรือ?
                        สุทธธาตุมูลจักกวาร
      [๘๐๙] จักขุ คือธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ธาตุ คือโสตธาตุหรือ?
      โสตธาตุ เรียกว่า ธาตุด้วย เรียกว่า โสตธาตุด้วย ธาตุที่เหลือ เรียกว่า ธาตุ
 ไม่ใช่โสตธาตุ.
      จักขุ คือธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ธาตุ คือฆานธาตุหรือ ฯลฯ?
      ธาตุ คือธัมมธาตุหรือ?
      ธัมมธาตุ เรียกว่า ธาตุด้วย เรียกว่า ธัมมธาตุด้วย ธาตุที่เหลือ เรียกว่า ธาตุ
 ไม่ใช่ธัมมธาตุ.
      พึงผูกจักรนัย.
      [๘๑๐] ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่ธาตุหรือ?
      เว้นจักขุเสียแล้ว ธาตุที่เหลือไม่ใช่จักขุ เป็นแต่ธาตุ เว้นจักขุและธาตุเสียแล้ว ธรรม
 ที่เหลือ ไม่ใช่จักขุและไม่ใช่ธาตุ.
      ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่โสตธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่จักขุ ไม่ใช่ธาตุหรือ?
      เว้นจักขุเสียแล้ว ธาตุที่เหลือ ไม่ใช่จักขุ เป็นแก่ธาตุ เว้นจักขุและธาตุเสียแล้ว ธรรม
 ที่เหลือ ไม่ใช่จักขุ และไม่ใช่ธาตุ.
      ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่ฆานธาตุหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่ธัมมธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่ธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่จักขุธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่ธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่โสตธาตุหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่ธาตุ ไม่ใช่มโนวิญญาณธาตุหรือ?
      ถูกแล้ว.
      พึงผูกจักรนัย.
      ปัณณัตติวารแห่งอายตนยมก ฉันใด ปัณณัตติวารแห่งธาตุยมกพึงให้พิสดาร ฉันนั้น.
                         ปัณณัตติวาร จบ.
                           ปวัตติวาร
                           อุปาทวาร
      [๘๑๑] จักขุธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด โสตธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      จักขุธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ไม่มีโสต ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่โสตธาตุ
 ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขุธาตุย่อมเกิดขึ้น และโสตธาตุก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ มีโสต ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      หรือว่า โสตธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขุธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      โสตธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีโสต ไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขุธาตุ
 ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ โสตธาตุย่อมเกิดขึ้น และจักขุธาตุก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งมีโสต มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๘๑๒] จักธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฆานธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      จักขุธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ ไม่มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่
 ฆานธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จักขุธาตุย่อมเกิดขึ้น และฆานธาตุก็ย่อมเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจักขุ มีฆานะ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      หรือว่า ฆานธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขุธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ฆานธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีฆานะ ไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขุธาตุ
 ย่อมแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ฆานธาตุย่อมเกิดขึ้น และจักขุธาตุก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งมีฆานะ มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๘๑๓] จักขุธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด รูปธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า รูปธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขุธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      รูปธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีรูป ไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขุธาตุ
 ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ รูปธาตุย่อมเกิดขึ้น และจักขุธาตุก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งมีรูป มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๘๑๔] จักขุธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มโนวิญญาณธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มโนวิญญาณธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขุธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มโนวิญญาณธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจิต ไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 แต่จักขุธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มโนวิญญาณธาตุย่อมเกิดขึ้น และจักขุธาตุก็ย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีจิต มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      [๘๑๕] จักขุธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ธัมมธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ธัมมธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จักขุธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ธัมมธาตุย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งไม่มีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ แต่จักขุธาตุย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ธัมมธาตุย่อมเกิดขึ้น และจักขุธาตุก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งมีจักขุ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่.
      อายตนะยมกท่านจำแนกไว้ ฉันใด แม้ธาตุยมก ก็พึงจำแนก ฉันนั้น พึงกระทำให้
 เหมือนกัน.
                           ปริญญาวาร
      [๘๑๖] บุคคลใดย่อมกำหนดรู้ซึ่งจักขุธาตุ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ซึ่งโสตธาตุ
 หรือ?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
                   ธาตุยมก จบบริบูรณ์โดยเปยยาล.
                          ธาตุยมก จบ.
                          ---------
                            สัจจยมก
                           ปัณณัตติวาร
      สัจจะ ๔ คือ
              ๑. ทุกขสัจจะ
              ๒. สมุทยสัจจะ
              ๓. นิโรธสัจจะ
              ๔. มัคคสัจจะ
                           อุทเทสวาร
      [๘๑๗] ทุกข์ คือทุกขสัจหรือ ทุกขสัจ คือทุกข์หรือ.
      สมุทัย คือสมุทยสัจหรือ สมุทยสัจ คือสมุทัยหรือ.
      นิโรธ คือนิโรธสัจหรือ นิโรธสัจ คือนิโรธหรือ.
      มรรค คือมัคคสัจหรือ มัคคสัจ คือมรรคหรือ.
      [๘๑๘] ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ ไม่ใช่ทุกขสัจ ไม่ใช่ทุกข์หรือ?
      ไม่ใช่สมุทัย ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ ไม่ใช่สมุทยสัจ ไม่ใช่สมุทัยหรือ.
      ไม่ใช่นิโรธ ไม่ใช่นิโรธสัจหรือ ไม่ใช่นิโรธสัจ ไม่ใช่นิโรธหรือ.
      ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่มัคคสัจหรือ ไม่ใช่มัคคสัจ ไม่ใช่มรรคหรือ.
      [๘๑๙] ทุกข์ คือทุกขสัจหรือ สัจจะ คือสมุทยสัจหรือ.
      ทุกข์ คือทุกขสัจหรือ สัจจะ คือนิโรธสัจหรือ.
      ทุกข์ คือทุกขสัจหรือ สัจจะ คือมัคคสัจหรือ.
      สมุทัย คือสมุทยสัจหรือ สัจจะ คือทุกขสัจหรือ.
      สมุทัย คือสมุทยสัจหรือ สัจจะ คือนิโรธสัจหรือ.
      สมุทัย คือสมุทยสัจหรือ สัจจะ คือมัคคสัจหรือ.
      นิโรธ คือนิโรธสัจหรือ สัจจะ คือทุกขสัจหรือ.
      นิโรธ คือนิโรธสัจหรือ สัจจะ คือสมุทยสัจหรือ.
      นิโรธ คือนิโรธสัจหรือ สัจจะ คือมัคคสัจหรือ.
      มรรค คือมัคคสัจหรือ สัจจะ คือทุกขสัจหรือ.
      มรรค คือมัคคสัจหรือ สัจจะ คือสมุทยสัจหรือ.
      มรรค คือมัคคสัจหรือ สัจจะ คือนิโรธสัจหรือ.
      [๘๒๐] ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ.
      ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่นิโรธสัจหรือ.
      ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่มัคคสัจหรือ.
      ไม่ใช่สมุทัย ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ.
      ไม่ใช่สมุทัย ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่นิโรธสัจหรือ.
      ไม่ใช่สมุทัย ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่มัคคสัจหรือ.
      ไม่ใช่นิโรธ ไม่ใช่นิโรธสัจหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ.
      ไม่ใช่นิโรธ ไม่ใช่นิโรธสัจหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ.
      ไม่ใช่นิโรธ ไม่ใช่นิโรธสัจหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่มัคคสัจหรือ.
      ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่มัคคสัจหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ.
      ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่มัคคสัจหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ.
      ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่มัคคสัจหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่นิโรธสัจหรือ.
      [๘๒๑] ทุกข์ คือสัจจะหรือ สัจจะ คือทุกข์หรือ.
      สมุทัย คือสัจจะหรือ สัจจะ คือสมุทัยหรือ.
      นิโรธ คือสัจจะหรือ สัจจะ คือนิโรธหรือ.
      มรรค คือสัจจะหรือ สัจจะ คือมรรคหรือ.
      [๘๒๒] ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สัจจะหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ทุกข์หรือ.
      ไม่ใช่สมุทัย ไม่ใช่สัจจะหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่สมุทัยหรือ.
      ไม่ใช่นิโรธ ไม่ใช่สัจจะหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่นิโรธหรือ.
      ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่สัจจะหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่มรรคหรือ.
      [๘๒๓] ทุกข์ คือสัจจะหรือ สัจจะ คือสมุทัยหรือ.
      ทุกข์ คือสัจจะหรือ สัจจะ คือนิโรธหรือ.
      ทุกข์ คือสัจจะหรือ สัจจะ คือมรรคหรือ.
      สมุทัย คือสัจจะหรือ สัจจะ คือทุกข์หรือ ฯลฯ.
      สัจจะ คือมรรคหรือ นิโรธ คือสัจจะหรือ.
      สัจจะ คือทุกข์หรือ ฯลฯ สัจจะ คือมรรคหรือ
      มรรค คือสัจจะหรือ สัจจะ คือทุกข์หรือ.
      มรรค คือสัจจะหรือ สัจจะ คือสมุทัยหรือ.
      มรรค คือสัจจะหรือ สัจจะ คือนิโรธหรือ.
      [๘๒๔] ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สัจจะหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่สมุทัยหรือ.
      ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สัจจะหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่นิโรธหรือ.
      ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สัจจะหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่มรรคหรือ.
      ไม่ใช่สมุทัย ไม่ใช่สัจจะหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ทุกข์หรือ.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่มรรคหรือ.
      ไม่ใช่นิโรธ ไม่ใช่สัจจะหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ทุกข์หรือ ฯลฯ.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่มรรคหรือ.
      ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่สัจจะหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ทุกข์หรือ ฯลฯ.
      ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่สัจจะหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่สมุทัยหรือ.
      ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่สัจจะหรือ ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่นิโรธหรือ.
                         อุทเทสวาร จบ.
                           นิทเทสวาร
                          ปทโสธนวาร
      [๘๒๕] ทุกข์ คือทุกขสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ทุกขสัจ คือทุกข์หรือ?
      เว้นทุกข์ทางกาย ทางใจเสียแล้ว ทุกขสัจที่เหลือ เรียกว่า ทุกขสัจ ไม่ใช่ทุกข์
 ทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ เรียกว่า ทุกข์ด้วย เรียกว่า ทุกขสัจด้วย.
      สมุทัย คือสมุทยสัจหรือ?
      เว้นสมุทยสัจเสียแล้ว สมุทัยที่เหลือ เรียกว่า สมุทัย ไม่ใช่สมุทยสัจ สมุทยสัจ
 เรียกว่า สมุทัยด้วย เรียกว่า สมุทยสัจด้วย.
      สมุทยสัจ คือสมุทัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      นิโรธ คือนิโรธสัจหรือ?
      เว้นนิโรธสัจเสียแล้ว นิโรธที่เหลือ เรียกว่า นิโรธ ไม่ใช่นิโรธสัจ นิโรธสัจ เรียกว่า
 นิโรธด้วย เรียกว่า นิโรธสัจด้วย.
      นิโรธสัจ คือนิโรธหรือ?
      ถูกแล้ว.
      มรรค คือมัคคสัจหรือ?
      เว้นมัคคสัจเสียแล้ว มรรคที่เหลือ เรียกว่า มรรค ไม่ใช่มัคคสัจ มัคคสัจ เรียกว่า
 มรรคด้วย เรียกว่า มัคคสัจด้วย.
      มัคคสัจ คือมรรคหรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๘๒๖] ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ?
      เว้นทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจเสียแล้ว ทุกขสัจที่เหลือ ไม่ใช่ทุกข์ เป็นทุกขสัจ เว้นทุกข์
 และทุกขสัจเสียแล้ว ทุกข์ที่เหลือ ไม่ใช่ทุกข์ และไม่ใช่ทุกขสัจ.
      ไม่ใช่ทุกขสัจ ไม่ใช่ทุกข์หรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สมุทัย ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สมุทยสัจ ไม่ใช่สมุทัยหรือ?
      เว้นสมุทยสัจเสียแล้ว สมุทัยที่เหลือ ไม่ใช่สมุทยสัจ เป็นแต่สมุทัย เว้นสมุทัยและ
 สมุทยสัจเสียแล้ว ธรรมที่เหลือ ไม่ใช่สมุทัย และไม่ใช่สมุทยสัจ.
      ไม่ใช่นิโรธ ไม่ใช่นิโรธสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่นิโรธสัจ ไม่ใช่นิโรธหรือ?
      เว้นนิโรธสัจเสียแล้ว นิโรธที่เหลือ ไม่ใช่นิโรธสัจ เป็นแต่นิโรธ เว้นนิโรธและ
 นิโรธสัจเสียแล้ว ธรรมที่เหลือ ไม่ใช่นิโรธ และไม่ใช่นิโรธสัจ.
      ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่มัคคสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่มัคคสัจ ไม่ใช่มรรคหรือ?
      เว้นมัคคสัจเสียแล้ว มรรคที่เหลือ ไม่ใช่มัคคสัจ เป็นแต่มรรค เว้นมรรค และมัคคสัจ
 เสียแล้ว ธรรมที่เหลือ ไม่ใช่มรรค และไม่ใช่มัคคสัจ.
                        ปทโสธนมูลจักกวาร
      [๘๒๗] ทุกข์ คือทุกขสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      สัจจะ คือสมุทยสัจหรือ?
      สมุทยสัจ เรียกว่า สัจจะด้วย เรียกว่า สมุทยสัจด้วย สัจจะที่เหลือ เรียกว่า สัจจะ
 ไม่ใช่สมุทยสัจ.
      ทุกข์ คือทุกขสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      สัจจะ คือนิโรธสัจหรือ ฯลฯ?
      สัจจะ คือมัคคสัจหรือ?
      มัคคสัจเป็นสัจจะด้วย เป็นมัคคสัจด้วย สัจจะที่เหลือ เป็นแต่สัจจะ ไม่ใช่มัคคสัจ.
      สมุทัย คือสมุทยสัจหรือ?
      เว้นสมุทยสัจเสียแล้ว สมุทัยที่เหลือ เป็นแต่สมุทัย ไม่ใช่สมุทยสัจ สมุทัยสัจ เป็น
 สมุทัยด้วย เป็นสมุทยสัจด้วย.
      สัจจะ คือทุกขสัจหรือ?
      สัจจะ คือนิโรธสัจหรือ?
      สัจจะ คือมัคคสัจหรือ?
      มัคคสัจเป็นสัจจะด้วย เป็นมัคคสัจด้วย สัจจะที่เหลือ เป็นสัจจะ ไม่ใช่มัคคสัจ.
      นิโรธ คือนิโรธสัจหรือ?
      เว้นนิโรธสัจเสียแล้ว นิโรธที่เหลือ เป็นแต่นิโรธ ไม่ใช่นิโรธสัจ นิโรธสัจ เป็น
 นิโรธด้วย เป็นนิโรธสัจด้วย.
      สัจจะ คือทุกขสัจหรือ?
      สัจจะ คือสมุทยสัจหรือ?
      สัจจะ คือมัคคสัจหรือ?
      มัคคสัจ เป็นสัจจะด้วย เป็นมัคคสัจด้วย สัจจะที่เหลือ เป็นแต่สัจจะ ไม่ใช่มัคคสัจ.
      มรรค คือมัคคสัจหรือ?
      เว้นมัคคสัจเสียแล้ว มรรคที่เหลือ เป็นแต่มรรค ไม่ใช่มัคคสัจ มัคคสัจ เป็นมรรคด้วย
 เป็นมัคคสัจด้วย?
      สัจจะ คือทุกขสัจหรือ?
      สัจจะ คือสมุทยสัจหรือ ฯลฯ?
      สัจจะ คือนิโรธสัจหรือ?
      นิโรธสัจ เป็นสัจจะด้วย เป็นนิโรธสัจด้วย สัจจะที่เหลือ เป็นแต่สัจจะ ไม่ใช่นิโรธสัจ.
      [๘๒๘] ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ?
      เว้นทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจเสียแล้ว ทุกขสัจที่เหลือ ไม่ใช่ทุกข์ เป็นแต่ทุกขสัจ
 เว้นทุกข์และทุกขสัจเสียแล้ว ธรรมที่เหลือ ไม่ใช่ทุกข์ และไม่ใช่ทุกขสัจ.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ?
      เว้นทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจเสียแล้ว ทุกขสัจที่เหลือ ไม่ใช่ทุกข์ เป็นแต่ทุกขสัจ
 เว้นทุกข์และทุกขสัจเสียแล้ว ธรรมที่เหลือ ไม่ใช่ทุกข์ และไม่ใช่ทุกขสัจ.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่นิโรธสัจหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่มัคคสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สมุทัย ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สมุทัย ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่นิโรธสัจหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่มัคคสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่นิโรธ ไม่ใช่นิโรธสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่มัคคสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่มัคคสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่มัคคสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ?
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่นิโรธสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
                          สุทธสัจจวาร
      [๘๒๙] ทุกข์ คือ สัจจะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      สัจจะ คือ ทุกขสัจหรือ?
      ทุกขสัจ เป็นสัจจะด้วย เป็นทุกขสัจด้วย สัจจะที่เหลือ เป็นแต่สัจจะ ไม่ใช่
 ทุกขสัจ.
      สมุทัย คือ สัจจะหรือ?
      ถูกแล้ว ฯลฯ
      นิโรธ คือ สัจจะหรือ?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      มรรค คือ สัจจะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      สัจจะ คือ มัคคสัจหรือ?
      มัคคสัจ เป็นสัจจะด้วย เป็นมัคคสัจด้วย สัจจะที่เหลือ เป็นแต่สัจจะ ไม่ใช่
 มัคคสัจ.
      [๘๓๐] ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สัจจะหรือ?
      เว้นทุกข์เสียแล้ว สัจจะที่เหลือ ไม่ใช่ทุกข์ เป็นแต่สัจจะ เว้นทุกข์และสัจจะเสียแล้ว
 ธรรมที่เหลือ ไม่ใช่ทุกข์ และไม่ใช่สัจจะ.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สมุทัย ไม่ใช่สัจจะหรือ?
      เว้นสมุทัยเสียแล้ว ฯลฯ.
      ไม่ใช่นิโรธ ไม่ใช่สัจจะหรือ?
      เว้นนิโรธเสียแล้ว ฯลฯ.
      ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่สัจจะหรือ?
      เว้นมรรคเสียแล้ว สัจจะที่เหลือ ไม่ใช่มรรค เป็นแต่สัจจะ เว้นมรรคและสัจจะเสีย
 แล้ว ธรรมที่เหลือ ไม่ใช่มรรค และไม่ใช่สัจจะ.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่มัคคสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
                        สุทธสัจจมูลจักกวาร
      [๘๓๑] ทุกข์ คือ สัจจะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      สัจจะ คือ สมุทยสัจหรือ?
      สมุทยสัจ เป็นสัจจะด้วย เป็นสมุทยสัจด้วย สัจจะที่เหลือ เป็นแต่สัจจะ ไม่ใช่
 สมุทยสัจ.
      ทุกข์ คือ สัจจะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      สัจจะ คือ นิโรธสัจหรือ ฯลฯ?
      สัจจะ คือ มัคคสัจหรือ?
      มัคคสัจ เป็นสัจจะด้วย เป็นมัคคสัจด้วย สัจจะที่เหลือ เป็นแต่สัจจะ ไม่ใช่มัคคสัจ.
      สมุทัย คือ สัจจะหรือ?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      นิโรธ คือ สัจจะหรือ?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      มรรค คือ สัจจะหรือ?
      ถูกแล้ว.
      สัจจะ คือ ทุกขสัจหรือ ฯลฯ?
      สัจจะ คือ สมุทยสัจหรือ ฯลฯ?
      สัจจะ คือ นิโรธสัจหรือ?
      นิโรธสัจ เป็นสัจจะด้วย เป็นนิโรธสัจด้วย สัจจะที่เหลือ เป็นแต่สัจจะ ไม่ใช่
 นิโรธสัจ.
      [๘๓๒] ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สัจจะหรือ?
      เว้นทุกข์เสียแล้ว สัจจะที่เหลือ ไม่ใช่ทุกข์ เป็นแต่สัจจะ เว้นทุกข์และสัจจะเสียแล้ว
 ธรรมที่เหลือ ไม่ใช่ทุกข์ และไม่ใช่สัจจะ.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สัจจะหรือ?
      เว้นทุกข์เสียแล้ว สัจจะที่เหลือ ไม่ใช่ทุกข์ เป็นแต่สัจจะ เว้นทุกข์และสัจจะเสียแล้ว
 ธรรมที่เหลือ ไม่ใช่ทุกข์ และไม่ใช่สัจจะ.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่นิโรธสัจหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่มัคคสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่สมุทัย ไม่ใช่สัจจะหรือ?
      เว้นสมุทัยเสียแล้ว สัจจะที่เหลือไม่ใช่สมุทัย เป็นแต่สัจจะ เว้นสมุทัย และสัจจะ
 เสียแล้ว ธรรมที่เหลือ ไม่ใช่สมุทัย และไม่ใช่สัจจะ ฯลฯ.
      ไม่ใช่นิโรธ ไม่ใช่สัจจะหรือ?
      เว้นนิโรธเสียแล้ว ฯลฯ.
      ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่สัจจะหรือ?
      เว้นมรรคเสียแล้ว สัจจะที่เหลือ ไม่ใช่มรรค เป็นแต่สัจจะ เว้นมรรคและสัจจะเสีย
 แล้ว ธรรมที่เหลือ ไม่ใช่มรรคและไม่ใช่สัจจะ.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ทุกขสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่มรรค ไม่ใช่สัจจะหรือ?
      เว้นมรรคเสียแล้ว สัจจะที่เหลือ ไม่ใช่มรรค เป็นแต่สัจจะ เว้นมรรคและสัจจะเสีย
 แล้ว ธรรมที่เหลือ ไม่ใช่มรรคและไม่ใช่สัจจะ.
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่สมุทยสัจหรือ ฯลฯ?
      ไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่นิโรธสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
                         ปัณณัตติวาร จบ.
                           ปวัตติวาร
                           อุปาทวาร
      [๘๓๓] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่ง
 ตัณหาวิปปยุตตจิตในปวัตติกาล แต่สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ทุกขสัจย่อม
 เกิดขึ้น และสมุทยสัจก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา.
      หรือว่า สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๘๓๔] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่ง
 มัคควิปปยุตตจิต ในปวัตติกาล แต่มัคคสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ทุกขสัจย่อม
 เกิดขึ้น และมัคคสัจก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งมรรค ในปัญจโวการภูมิ.
      หรือว่า มัคคสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มัคคสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งมรรค ในอรูปภูมิ แต่ทุกขสัจ
 ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจย่อมเกิดขึ้นและทุกขสัจก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในอุปปาทขณะแห่งมรรค ในปัญจโวการภูมิ.
      [๘๓๕] สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า มัคคสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      หามิได้.
      [๘๓๖] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นและสมุทยสัจก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือจตุโวการภูมิ ปัญจโว-
 *การภูมิ.
      หรือว่า สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๘๓๗] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด มัคคสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอบายภูมิ ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่มัคคสัจย่อม
 เกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้น และมัคคสัจก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือ
 จตุโวการภูมิ และปัญจโวการภูมิ ที่เหลือ.
      หรือว่า มัคคสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๘๓๘] สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด มัคคสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คืออบายภูมิ แต่มัคคสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่
 สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้น และมัคคสัจก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือจตุโวการภูมิ และปัญจโวการภูมิ
 ที่เหลือ.
      หรือว่า มัคคสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๘๓๙] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      (คำที่กำหนดด้วยบทว่า ยสฺส (แก่สัตว์ใด) ก็ดี คำที่กำหนดด้วยบทว่า ยสฺส ยตฺถ
 (แก่สัตว์ใด ในภูมิใด) ก็ดี พึงจำแนกให้พิสดารเช่นเดียวกัน)
      [๘๔๐] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่ง
 ตัณหาวิปปยุตตจิต ในปวัตติกาล แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นสัตว์ก็หาไม่
 สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้น และทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด
 ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิต และผลจิต ในอรูปภูมิ.
      [๘๔๑] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิต ในอรูปภูมิ แต่
 มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้น และมัคคสัจก็ย่อมไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ใน
 อุปปาทขณะแห่งผลจิต ในอรูปภูมิ.
      หรือว่า มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ในอุปปาทขณะ
 แห่งมัคควิปปยุตตจิต ในปวัตติกาล แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจ
 ย่อมไม่เกิดขึ้น และทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ใน
 ภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งผลจิต ในอรูปภูมิ.
      [๘๔๒] สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิต แต่มัคคสัจย่อมไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้น และมัคคสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาวิปปยุตตจิต และมัคควิปปยุตตจิต
 แก่ผู้ซึ่งเข้านิโรธ แก่อสัญญสัตว์.
      หรือว่า มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแล้วในภูมิใด สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา แต่สมุทยสัจย่อม
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้น และสมุทยสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะแห่งมัคควิปปยุตตจิต และตัณหาวิปป-
 *ยุตตจิตแก่ผู้ซึ่งเข้านิโรธ แก่อสัญญญัตว์.
      [๘๔๓] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ย่อมเกิดขึ้น.
      [๘๔๔] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ย่อมเกิดขึ้น.
      [๘๔๕] สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น คืออบายภูมิ แต่สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นและสมุทยสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น คืออสัญญสัตตภูมิ.
      [๘๔๖] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ใน
 อุปปาทขณะแห่งตัณหาวิปปยุตตจิต ในปวัตติกาล แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นและทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิต และผลจิต
 ในอรูปภูมิ.
      [๘๔๗] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิต ในอรูปภูมิ
 แต่มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งผลจิต
 ในอรูปภูมิ.
      หรือว่า มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ใน
 อุปปาทขณะแห่งมัคควิปปยุตตจิต ในปวัตติกาล แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้น และทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติ
 อยู่ทั้งหมดในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งผลจิต ในอรูปภูมิ.
      [๘๔๘] สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิต แต่
 มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้น และมัคคสัจ
 ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ทั้งหมดในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะแห่ง
 ตัณหาวิปปยุตตจิต และมัคควิปปยุตตจิต แก่ผู้เข้านิโรธ แก่อสัญญสัตว์.
      หรือว่า มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา แต่
 สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจย่อมไม่เกิดขึ้นและสมุทยสัจ
 ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ทั้งหมดในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะแห่ง
 มัคควิปปยุตตจิต และตัณหาวิปปยุตตจิต แก่ผู้เข้านิโรธ แก่อสัญญสัตว์.
      [๘๔๙] ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๘๕๐] ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ แต่มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว และมัคคสัจก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่ง
 ตรัสรู้แล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๘๕๑] สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ แต่มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว และมัคคสัจก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งตรัสรู้แล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๘๕๒] ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด ฯลฯ?
      (แม้คำที่กำหนดด้วยบทว่า ยตฺถ (ในภูมิใด) เหมือนกันทุกบท เหตุเครื่องกระทำ
 ให้ต่างกันแห่งแบบแผน เป็นเหมือนกันกับคำว่า ยตฺถ ในหนหลัง)
      [๘๕๓] ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ชั้นสุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิต
 เป็นไปอยู่ แก่อสัญญสัตว์ แต่สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วและสมุทยสัจก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๔
 มีขันธ์ ๕ นอกนี้.
      หรือว่า สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๘๕๔] ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิต
 เป็นไปอยู่ แก่สัตว์ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ แก่อสัญญสัตว์ แต่มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว และมัคคสัจก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งตรัสรู้แล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๘๕๕] สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อ
 อกุศลจิตที่ ๒ เป็นไปอยู่ แก่สัตว์ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ แต่มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว และมัคคสัจก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งตรัสรู้แล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๘๕๖] ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ฯลฯ?
      ไม่มี.
      [๘๕๗] ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๘๕๘] สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๘๕๙] ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด ฯลฯ.
      [๘๖๐] ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อ
 ทุติยจิตเป็นไปอยู่ แก่อสัญญสัตว์ แต่ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และทุกขสัจก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลัง
 เข้าถึงชั้นสุทธาวาส.
      [๘๖๑] ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อ
 ทุติยจิตเป็นไปอยู่ แก่สัตว์ที่ยังไม่ได้ตรัสรู้ แก่อสัญญสัตว์ แต่ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และทุกขสัจก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส.
      [๘๖๒] สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในเมื่ออกุศลจิต
 ที่ ๒ เป็นไปอยู่ แก่สัตว์ที่ยังไม่ได้ตรัสรู้ แต่สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และสมุทยสัจก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่ แก่อสัญญสัตว์.
      [๘๖๓] ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย
 สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่ง
 จิตนั้น แต่สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ทุกขสัจจักเกิดขึ้นและสมุทยสัจก็จัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น นอกนี้.
      หรือว่า สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๘๖๔] ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย
 และแก่ปุถุชนเหล่านั้นผู้ซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค แต่มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่
 สัตว์เหล่าใดได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่งจิตใด อนึ่ง สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค
 ทุกขสัจจักเกิดขึ้น และมัคคสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น.
      หรือว่า มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๘๖๕] สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์สัตว์นั้นหรือ?
      ปุถุชนเหล่าใดจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่ปุถุชนเหล่านั้น แต่
 มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่ปุถุชนเหล่านั้นก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค สมุทยสัจจัก
 เกิดขึ้น และมัคคสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น.
      หรือว่า มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น อุปปาทขณะแห่งจิตนั้น แต่สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ อนึ่ง สัตว์
 เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค มัคคสัจจักเกิดขึ้น และสมุทยสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น.
      [๘๖๖] ทุกขสัจจักเกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๘๖๗] ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจจักเกิดขึ้นในภูมินั้น แก่ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์
 ทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิตนั้น แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ แต่สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ทุกขสัจจักเกิดขึ้น และสมุทยสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๔ มีขันธ์ ๕ นอกนี้.
      หรือว่า สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๘๖๘] ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมิ
 นั้นหรือ?
      ทุกขสัจจักเกิดขึ้นในภูมินั้น แก่ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค แก่พระ-
 *อรหันต์ทั้งหลาย แก่สัตว์เหล่านั้น คือ แก่ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค สัตว์ที่เกิดอยู่ในอบาย
 และอสัญญสัตว์ แต่มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้
 เฉพาะซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่งจิตใด อนึ่ง สัตว์เหล่าใด จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ทุกขสัจ
 จักเกิดขึ้น และมัคคสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น.
      หรือว่า มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๘๖๙] สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      สมุทยสัจ จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ที่เกิดอยู่ในอบาย ปุถุชนที่จัก
 ไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค แต่มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สมุทยสัจจักเกิดขึ้น
 และมัคคสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค.
      หรือว่า มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น.
      สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่งจิตใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น แต่สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ อนึ่ง สัตว์เหล่าใด จักได้เฉพาะซึ่งมรรค มัคคสัจจักเกิดขึ้น และสมุทยสัจก็จักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น.
      [๘๗๐] ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์
 ทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น ใน
 อุปปาทขณะจิตนั้น แต่ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้น และ
 ทุกขสัจก็จักไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต.
      [๘๗๑] ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย
 และปุถุชนเหล่านั้น ผู้จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค แต่ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่
 มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้น และทุกขสัจก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 ปัจฉิมจิต.
      [๘๗๒] สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่งจิตใด สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น แต่มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่
 สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้น และมัคคสัจก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 อรหัตมรรค ผู้เป็นพระอรหันต์.
      หรือว่า มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค แต่
 สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้น และสมุทยสัจก็จักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ผู้เป็นพระอรหันต์.
      [๘๗๓] ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๘๗๔] ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น แก่ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ท่านผู้
 เป็นพระอรหันต์ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น
 ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น แก่อสัญญสัตว์ แต่ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่
 สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้น และทุกขสัจก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อม-
 *เพรียงด้วยปัจฉิมจิต.
      [๘๗๕] ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น แก่ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค แก่พระ-
 *อรหันต์ทั้งหลาย แก่ปุถุชนผู้จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นอปายิกสัตว์ และ
 อสัญญสัตว์ แต่ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้น
 และทุกขสัจก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต.
      [๘๗๖] สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะจิตนั้น แต่มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้น และมัคคสัจก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ซึ่งเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอปายิกสัตว์ ซึ่งเป็นปุถุชนที่จัก
 ไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค แต่สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจจักไม่
 เกิดขึ้น และสมุทยสัจก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีความพร้อมเพรียงด้วย
 อรหัตมรรค ซึ่งเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      [๘๗๗] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมดในภังคขณะแห่งจิต ใน
 ปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิต และผลจิต ในอรูปภูมิ แต่ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นก็หาไม่ สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว และทุกขสัจก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล
      [๘๗๘] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต ในปวัตติกาล แต่มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้น
 และมัคคสัจก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต ในปวัตติกาล.
      หรือว่า มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นสัตว์นั้น.
      มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ที่กำลังจุติอยู่ในภังคขณะ
 แห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ แต่ทุกขสัจย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว และทุกขสัจก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล.
      [๘๗๙] สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา
 แต่มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้น และมัคคสัจก็เคย
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา
      หรือว่า มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ในภังคขณะแห่งตัณหา ใน
 เมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ แก่ผู้ที่เข้านิโรธ แต่สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่
 มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว และสมุทยสัจก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ใน
 อุปปาทขณะแห่งตัณหา
      [๘๘๐] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      คำว่า ยตฺถ เหมือนกันทั้งหมด.
      [๘๘๑] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ชั้นสุทธาวาส ในอุปปาทขณะ
 แห่งอุปปัตติจิต สัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้น และสมุทยสัจก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ นอกนี้ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล.
      หรือว่า สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่จากจตุโวการภูมิ ปัญจ-
 *โวการภูมิ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิต และผลจิต ในอรูปภูมิ
 แต่ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว และทุกขสัจ
 ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล.
      [๘๘๒] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ชั้นสุทธาวาส ในอุปปาทขณะ
 แห่งอุปปัตติจิต สัตว์ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล
 สัตว์ที่กำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้น และมัคคสัจก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ซึ่งได้ตรัสรู้
 แล้ว ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล.
      หรือว่า มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ที่ได้ตรัสรู้แล้ว ที่กำลังจุติอยู่
 ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิต และผลจิต ในอรูปภูมิ แต่
 ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว และทุกขสัจก็ย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต ในปวัตติกาล.
      [๘๘๓] สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ในอุปปาทขณะแห่ง
 ตัณหา แต่มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้น และ
 มัคคสัจก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา.
      หรือว่า มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ในภังคขณะแห่ง
 ตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ แต่มัคคสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็
 หาไม่ มัคคสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว และสมุทยสัจก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งได้
 ตรัสรู้แล้ว ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา.
      [๘๘๔] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ไม่มี.
      [๘๘๕] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ที่กำลังจุติอยู่ในภังคขณะแห่ง
 จิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ แต่มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้น และมัคคสัจก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล.
      หรือว่า มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจ
 ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ที่กำลังจุติอยู่
 ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล.
      [๘๘๖] สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ในภังคขณะแห่งตัณหา ใน
 เมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ และแก่ผู้ที่เข้านิโรธ แต่มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 เหล่านั้นก็หาไม่ สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นและมัคคสัจก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งยัง
 ไม่ได้ตรัสรู้ ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ และที่เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา
 แต่สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วและสมุทยสัจก็ย่อม
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิต
 เป็นไปอยู่ และที่เป็นอสัญญสัตว์.
      [๘๘๗] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๘๘๘] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ ปัญจโว-
 *การภูมิ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและในผลจิต ในอรูปภูมิ
 แต่สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้น และ
 สมุทยสัจก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ชั้นสุทธาวาส ในภังคขณะแห่ง
 อุปปัตติจิต และสัตว์ที่กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ.
      หรือว่า สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ สัตว์ชั้นสุทธาวาส ใน
 อุปปาทขณะแห่งอุปปัตติจิต และสัตว์ที่กำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ชั้นสุทธาวาส ในภังคขณะแห่งอุปปัตติจิต และสัตว์ที่กำลังจุติ
 จากอสัญญสัตตภูมิ.
      [๘๘๙] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ที่กำลังจุติอยู่ ใน
 ภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ แต่มัคคสัจไม่
 เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ก็หาไม่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้น และมัคคสัจก็ไม่เคยเกิด
 ขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ชั้นสุทธาวาส ในภังคขณะแห่งอุปปัตติจิต สัตว์ซึ่งยัง
 ไม่ได้ตรัสรู้ ที่กำลังจุติอยู่ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล สัตว์ที่กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ.
      หรือว่า มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ชั้นสุทธาวาส ในอุปปาท-
 *ขณะแห่งอุปปัตติจิต สัตว์ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล
 สัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น คือ สัตว์ชั้นสุทธาวาส
 ในภังคขณะแห่งอุปปัตติจิต สัตว์ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ที่กำลังจุติอยู่ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล
 สัตว์ที่กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ.
      [๘๙๐] สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งได้ตรัสรู้ ในภังคขณะแห่งตัณหา
 ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ แต่มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็
 หาไม่ สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้น และมัคคสัจก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมิ
 นั้น คือ สัตว์ชั้นสุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่ สัตว์ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ในภังคขณะ
 แห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ในอุปปาทขณะ
 แห่งตัณหา แต่สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้ว และสมุทยสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้น คือ สัตว์ชั้นสุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิต
 เป็นไปอยู่ สัตว์ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่
 ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      [๘๙๑] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์
 ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด
 แก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น แต่สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่
 ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นและสมุทยสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้ ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล.
      หรือว่า สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมดในภังคขณะแห่งจิต ใน
 ปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ แต่ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นก็หาไม่ สมุทยสัจจักเกิดขึ้น และทุกขสัจก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้น
 อยู่ทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล.
      [๘๙๒] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์
 ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต และแก่ปุถุชนผู้จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล แต่มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ สัตว์เหล่าใด
 จักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นและมัคคสัจก็จักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล.
      หรือว่า มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่
 ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ แต่ทุกขสัจ
 ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่งจิตใด
 มัคคสัจจักเกิดขึ้น และทุกขสัจก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และแก่
 สัตว์เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล.
      [๘๙๓] สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      ปุถุชนเหล่าใดจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนเหล่านั้น ใน-
 *อุปปาทขณะแห่งตัณหา แต่มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่ปุถุชนเหล่านั้นก็หาไม่ ชนเหล่าใดจักได้เฉพาะ
 ซึ่งมรรค สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นและมัคคสัจก็จักเกิดขึ้น แก่ชนเหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา.
      หรือว่า มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่นซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในภังคขณะ
 แห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่แก่ผู้ที่เข้านิโรธ แก่อสัญญสัตว์ แต่สมุทยสัจ
 ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจจักเกิดขึ้น และสมุทยสัจก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา.
      [๘๙๔] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      แม้คำที่กำหนดด้วยบทว่า ยตฺถ (ในภูมิใด) พึงทำเหมือนกันกับคำที่กำหนดด้วยบทว่า
 ยสฺส ยตฺถ (แก่สัตว์ใด ในภูมิใด).
      [๘๙๕] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระ
 อรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิต
 ใด แก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และสัตว์ที่กำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิแต่สมุทยสัจ
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นและสมุทยสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิปัญจโวการภูมิ นอกนี้ ในอุปปาทขณะแห่งจิตใน
 ปวัตติกาล.
      หรือว่า สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่จากจตุโวการภูมิ ปัญจ-
 *โวการภูมิ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาลในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ
 แต่ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สมุทยสัจจักเกิดขึ้นและทุกขสัจก็ย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ ในอุปปาทขณะ-
 *แห่งจิต ในปวัตติกาล.
      [๘๙๖] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค แก่
 พระอรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิตและแก่ปุถุชนเหล่านั้น ผู้ซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาลแก่สัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอบายภูมิ อสัญญ-
 *สัตตภูมิ แต่มัคคสัจจักเกิดขึ้นสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัต-
 *มรรค ในลำดับแห่งจิตใด ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นและมัคคสัจก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล.
      หรือว่า มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งจิตนั้นและแก่สัตว์เหล่าอื่นที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลัง
 จุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ
 แต่ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค
 ในลำดับแห่งจิตใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นและทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต ในปวัตติกาล.
      [๘๙๗] สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือสัตว์ที่เกิดในอบายและปุถุชนที่
 จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา แต่มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นและมัคคสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ที่จักได้เฉพาะ
 ซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา.
      หรือว่า มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้นและแก่สัตว์เหล่าอื่นที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค
 ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ แต่สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์-
 *เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจจักเกิดขึ้นและสมุทยสัจก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา.
      [๘๙๘] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมดในภังคขณะแห่งจิต
 ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ แต่สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้น และสมุทยสัจก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้
 เฉพาะซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้นในภังคขณะแห่งจิตนั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ.
      หรือว่า สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรคแก่พระอรหันต์
 ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด
 แก่สัตว์เหล่านั้นในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่
 สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นและทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค
 แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับ
 แห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้นในภังคขณะแห่งจิตนั้น ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต
 ในอรูปภูมิ.
      [๘๙๙] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่นที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่
 ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ แต่มัคคสัจ
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นและมัคคสัจก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิต และแก่
 ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะ
 แห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ.
      หรือว่า มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรคแก่พระอรหันต์
 ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต และปุถุชนเหล่านั้น ที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่
 ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจ
 จักไม่เกิดขึ้นและทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค แก่
 พระอรหันต์ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิตและแก่ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่
 ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ.
      [๙๐๐] สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้นและแก่สัตว์เหล่าอื่นที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ใน
 ภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ แก่ผู้ที่เข้านิโรธ แก่อสัญญสัตว์ แต่
 มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นและมัคคสัจก็จักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย และแก่ปุถุชน
 ทั้งหลาย ที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่
 แก่ผู้ที่เข้านิโรธ แก่อสัญญสัตว์.
      หรือว่า มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่ปุถุชนเหล่านั้น ที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่ง
 ตัณหา แต่สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ปุถุชนเหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นและสมุทยสัจ
 ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย
 และแก่ปุถุชนทั้งหลายที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิต
 เป็นไปอยู่ แก่ผู้ที่เข้านิโรธ แก่อสัญญสัตว์.
      [๙๐๑] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๙๐๒] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ ปัญจ-
 *โวการภูมิ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ
 แต่สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้น และสมุทยสัจ
 ก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย
 ในภังคขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภังคขณะแห่งจิตนั้น ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ แก่สัตว์ที่กำลังจุติ
 จากอสัญญสัตตภูมิ.
      หรือว่า สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น
      สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค แก่
 พระอรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรคในลำดับ
 แห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และสัตว์ที่กำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ
 แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้น และทุกขสัจ
 ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย
 ในภังคขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภังคขณะแห่งจิตนั้น ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิตในอรูปภูมิ แก่สัตว์ที่กำลังจุติจาก
 อสัญญสัตตภูมิ.
      [๙๐๓] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งจิตนั้นและแก่สัตว์เหล่าอื่นที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่
 กำลังจุติอยู่ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิตในอรูปภูมิ
 แต่มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้น และมัคคสัจก็
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย
 ในภังคขณะแห่งจิต แก่ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต
 ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ แก่สัตว์ที่กำลังจุติจาก
 อสัญญสัตตภูมิ.
      หรือว่า มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น?
      มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค
 แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต แก่ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรคที่กำลังเกิดขึ้น
 อยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล แก่สัตว์ที่กำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ แต่ทุกขสัจย่อม
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้น และทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้น
 ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิต แก่ปุถุชนที่จักไม่ได้
 เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมัคคจิต
 และผลจิต ในอรูปภูมิ แก่สัตว์ที่กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ.
      [๙๐๔] สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่นที่จักได้เฉพาะซึ่ง
 อรหัตมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ แต่มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้น และมัคคสัจก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย และแก่ปุถุชน
 ที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ แก่
 อสัญญสัตว์ทั้งหลาย.
      หรือว่า มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น?
      มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ที่เป็นอาปายิกสัตว์ และแก่ปุถุชนที่จักไม่
 ได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา แต่สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมิ
 นั้นก็หาไม่ มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้น และสมุทยสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย และปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค
 ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ แก่อสัญญสัตว์ทั้งหลาย.
      [๙๐๕] ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค แก่พระ-
 *อรหันต์ทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น
 ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น แต่สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ ทุกขสัจเคยเกิดขึ้น
 แล้ว และสมุทยสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น นอกนี้.
      หรือว่า สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๙๐๖] ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค แก่พระ-
 *อรหันต์ทั้งหลาย  และแก่ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค  แต่มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว
 และมัคคสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่น ที่จัก
 ได้เฉพาะซึ่งมรรค.
      หรือว่า มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๙๐๗] สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค แก่
 พระอรหันต์ทั้งหลาย และแก่ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค แต่มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด และสัตว์เหล่าอื่น
 จักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว และมัคคสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น.
      หรือว่า มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฯลฯ?
      [๙๐๘] ทุกขยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด ฯลฯ.
      [๙๐๙] ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค
 แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใดแก่สัตว์
 เหล่านั้น แก่อสัญญสัตว์ทั้งหลาย แต่สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว และสมุทยสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีขันธ์ ๔ มีขันธ์ ๕
 นอกนี้.
      หรือว่า สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น?
      สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ที่กำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส แต่ทุกขสัจ
 เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สมุทยสัจจักเกิดขึ้น และทุกขสัจก็เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีขันธ์ ๔ มีขันธ์ ๕ นอกนี้.
      [๙๑๐] ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค
 แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย แก่ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค แก่อาปายิกสัตว์ แก่อสัญญสัตว์
 แต่มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค
 ในลำดับแห่งจิตใด ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว และมัคคสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่นที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค.
      หรือว่า มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น?
      มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส แต่ทุกขสัจ
 เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ใน
 ลำดับแห่งจิตใด มัคคสัจจักเกิดขึ้น และทุกขสัจก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่น ที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค.
      [๙๑๑] สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค
 แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย และแก่ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค แก่อาปายิกสัตว์ แต่มัคคสัจจัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่ง
 จิตใด สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้ว และมัคคสัจก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่น ที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค.
      หรือว่า มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น?
      มัคคสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิตเป็น
 ไปอยู่ แต่สมุทยสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะ
 ซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่งจิตใด มัคคสัจจักเกิดขึ้น และสมุทยสัจก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่นที่ได้เฉพาะซึ่งมรรค.
      [๙๑๒] ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด  ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๙๑๓] ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๙๑๔] สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๙๑๕] ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด ฯลฯ.
      [๙๑๖] ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักเกิดขึ้น.
      หรือว่า สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๙๑๗] ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      จักเกิดขึ้น.
      หรือว่า มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๙๑๘] สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อ
 ทุติยจิตเป็นไปอยู่ แก่มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สมุทยสัจไม่เคย
 เกิดขึ้นแล้ว และมัคคสัจก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น?
      มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค
 แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย และแก่ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค แก่สัตว์ที่เกิดในอบาย แต่
 สมุทยสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจจักไม่เกิดขึ้น และ
 สมุทยสัจก็จักไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์.
                         อุปาทวาร  จบ.
                           นิโรธวาร
      [๙๑๙] ทุกขสัจของสัตว์ใดย่อมดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นย่อมดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ในภังคขณะแห่งตัณหาวิปปยุตตจิต
 ในปวัตติกาล ย่อมดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์
 เหล่านั้นย่อมดับไป และสมุทยสัจก็ย่อมดับไป ในภังคขณะแห่งตัณหา.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดย่อมดับไป  มัคคสัจของสัตว์นั้นย่อมดับไป?
      ถูกแล้ว.
      [๙๒๐] ทุกขสัจของสัตว์ใดย่อมดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นย่อมดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด  ในภังคขณะแห่งมัคควิปปยุตตจิต ใน
 ปวัตติกาล ย่อมดับไป แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น
 ย่อมดับไป และมัคคสัจก็ย่อมดับไป ในภังคขณะแห่งมรรค ในปัญจโวการภูมิ.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดย่อมดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นย่อมดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไป ในภังคขณะแห่งมรรค ในอรูปภูมิ แต่ทุกขสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปและทุกขสัจก็ย่อมดับไป
 ในภังคขณะแห่งมรรค ในปัญจโวการภูมิ.
      [๙๒๑] สมุทยสัจของสัตว์ใดย่อมดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นย่อมดับไปหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดย่อมดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นย่อมดับไป?
      หามิได้.
      [๙๒๒] ทุกขสัจในภูมิใดย่อมดับไป สมุทยสัจในภูมินั้นย่อมดับไปหรือ?
      ทุกขสัจในภูมินั้น คือ อสัญญสัตตภูมิ ย่อมดับไป ฯลฯ.
      คำที่กำหนดด้วยบทว่า ยตฺถ (ในภูมิใด) เป็นเช่นเดียวกัน ทั้งในอุปปาทวาร ทั้งใน
 นิโรธวาร ทั้งในอุปปาทนิโรธวาร.
      เหตุเครื่องกระทำให้ต่างกัน ย่อมไม่มี
      [๙๒๓] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป ฯลฯ.
      แม้คำที่กำหนดด้วยบทว่า ยสฺส (ของสัตว์ใด) ยตฺถ (ในภูมิใด) พึงให้พิสดารเช่น
 เดียวกัน.
      [๙๒๔] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นย่อมไม่
 ดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ในภังคขณะแห่งตัณหาวิปปยุตตจิต
 ในปวัตติกาล ย่อมไม่ดับไป  แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจของ
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในภังคขณะ
 แห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป และทุกขสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๙๒๕] ทุกขสัจของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป
 หรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งมัคคจิตในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป แต่มัคคสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด
 ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งผลจิต ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป และ
 มัคคสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป.
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ที่กำลังจุติอยู่ทั้งหมด ในภังคขณะแห่งมัคควิปปยุตตจิต ใน
 ปวัตติกาล ย่อมไม่ดับไป แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งผลจิต
 ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป และทุกขสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๙๒๖] สมุทยสัจของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป
 หรือ?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งมัคคจิต ย่อมไม่ดับไป แต่มัคคสัจของ-
 *สัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต
 ในภังคขณะแห่งตัณหาวิปปยุตตจิต และมัคควิปปยุตตจิต ของผู้ที่เข้านิโรธ ของอสัญญสัตว์
 ย่อมไม่ดับไป และมัคคสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป  สมุทยสัจของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งตัณหาย่อมไม่ดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์
 เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ใน
 ภังคขณะแห่งมัคควิปปยุตตจิต และตัณหาวิปปยุตตจิต ของผู้ที่เข้านิโรธ ของอสัญญสัตว์
 ย่อมไม่ดับไป และสมุทยสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๙๒๗] ทุกขสัจในภูมิใดย่อมไม่ดับไป ฯลฯ.
      [๙๒๘] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป ฯลฯ.
      คำที่กำหนดด้วยบทว่า ยสฺส (ของสัตว์ใด) ยตฺถ (ในภูมิใด) ก็ดี เป็นเช่นเดียวกัน.
      อนึ่ง ไม่พึงกระทำคำว่า นิโรธสมาปนฺนานํ นี้ แม้ในคำที่กำหนดด้วยบทว่า ยสฺส
 ยตฺถ.
      [๙๒๙] ทุกขสัจของสัตว์ใดเคยดับไปแล้ว สมุทยสัจของสัตว์นั้นเคยดับไปแล้ว
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      การปุจฉาที่เป็นอดีต ในอุปปาทวาร ทั้งเป็นอนุโลม ทั้งเป็นปัจจนียะ ท่านจำแนก
 ไว้แล้ว ฉันใด แม้ในนิโรธวาร ก็พึงจำแนก ฉันนั้น
      เหตุเครื่องกระทำให้ต่างกัน ไม่มี.
      [๙๓๐] ทุกขสัจของสัตว์ใดจักดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ของพระอรหันต์ทั้งหลาย
 สัตว์ใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้นในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น
 จักดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นนอกนี้
 จักดับไป และสมุทยสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใด.
      ถูกแล้ว.
      [๙๓๑] ทุกขสัจของสัตว์ใดจักดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์ทั้งหลาย
 และของปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรคจักดับไป แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่
 ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค
 ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น และของสัตว์เหล่าอื่นที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค จักดับไป
 และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๙๓๒] สมุทยสัจของสัตว์ใดจักดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      สมุทยสัจของปุถุชนเหล่านั้น ที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรคจักดับไป แต่มัคคสัจของปุถุชน
 เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นจักดับไป
 และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดจักดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นจักดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะ
 ซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น จักดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น
 จักดับไปก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นจักดับไป และ
 สมุทยสัจก็จักดับไป.
      [๙๓๓] ทุกขสัจในภูมิใดจักดับไป ฯลฯ?
      [๙๓๔] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ของพระอรหันต์
 ทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่งจิตใด สัตว์เหล่านั้น และของ
 อสัญญสัตว์ทั้งหลายจักดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีขันธ์ ๔ มีขันธ์ ๕ นอกนี้จักดับไป และสมุทยสัจก็จักดับไป.
      คำที่กำหนดด้วยบทว่า ยสฺส (ของสัตว์) ยตฺถ (ในภูมิใด) ก็ดี คำที่กำหนดด้วยบทว่า
 ยสฺส (ของสัตว์ใด) ยตฺถ (ในภูมิใด) ก็ดี เหมือนกัน.
      [๙๓๕] ทุกขสัจของสัตว์ใด จักไม่ดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใด จักไม่ดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ของพระอรหันต์
 ทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่งจิตใดของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไป
 แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไป และ
 ทุกขสัจก็จักไม่ดับไป ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต.
      [๙๓๖] ทุกขสัจของสัตว์ใด จักไม่ดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด จักไม่ดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์ทั้งหลาย
 และของปุถุชนทั้งหลาย ที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค จักไม่ดับไป แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไป และทุกขสัจก็จักไม่ดับไป
 ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต.
      [๙๓๗] สมุทยสัจของสัตว์ใด จักไม่ดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะ
 ซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไป แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของ
 พระอรหันต์ทั้งหลาย จักไม่ดับไป มัคคสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด จักไม่ดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น คือปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรคจักไม่ดับไป แต่สมุทยสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค
 และของพระอรหันต์ทั้งหลาย จักไม่ดับไป และสมุทยสัจก็จักไม่ดับไป.
      [๙๓๘] ทุกขสัจในภูมิใด จักไม่ดับไป ฯลฯ.
      [๙๓๙] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักไม่ดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักไม่ดับไป.
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ของพระอรหันต์ทั้งหลาย
 และสัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น และ
 อสัญญสัตว์ทั้งหลาย จักไม่ดับไป แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นไม่ดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไป และทุกขสัจก็จักไม่ดับไป ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต.
      [๙๔๐] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักไม่ดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักไม่ดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์
 ทั้งหลาย และของปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ของอาปายิกสัตว์ และอสัญญสัตว์ทั้งหลาย
 จักไม่ดับไป แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไป และทุกขสัจก็จักไม่ดับไป ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต.
      [๙๔๑] สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักไม่ดับไปหรือ?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใด
 จักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไป แต่มัคคสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ใน
 ภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์ทั้งหลาย ของอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และ
 มัคคสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักไม่ดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอาปายิกสัตว์ และของปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะ
 ซึ่งมรรค จักไม่ดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์ทั้งหลาย และอสัญญสัตว์
 จักไม่ดับไป และสมุทยสัจก็จักไม่ดับไป.
      [๙๔๒] ทุกขสัจของสัตว์ใด ย่อมดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว ทุกขสัจของสัตว์นั้นย่อมดับไป.
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ใน
 ปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ เคยดับไปแล้ว แต่ทุกขสัจของ
 สัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นที่กำลังจุติอยู่ทั้งหมด ในภังคขณะ
 แห่งจิตในปวัตติกาล เคยดับไปแล้ว และทุกขสัจก็ย่อมดับไป.
      [๙๔๓] ทุกขสัจของสัตว์ใด ย่อมดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังมิได้ตรัสรู้ ที่กำลังจุติอยู่ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 ปวัตติกาล ย่อมดับไป แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นเคยดับไปแล้วก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ย่อมดับไป และ
 มัคคสัจก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว ทุกขสัจของสัตว์นั้นย่อมดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในอุปปาทขณะแห่งจิต
 ในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ เคยดับไปแล้ว แต่ทุกขสัจของ
 สัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้วที่กำลังจุติอยู่ ใน
 ภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล เคยดับไปแล้ว และทุกขสัจก็ย่อมดับไป.
      [๙๔๔] สมุทยสัจของสัตว์ใด ย่อมดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้น เคยดับไปแล้ว
 หรือ?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ในภังคขณะแห่งตัณหา ย่อมดับไป
 แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นเคยดับไปแล้วก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว
 ในภังคขณะแห่งตัณหา ย่อมดับไป และมัคคสัจก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว สมุทยสัจของสัตว์นั้น ย่อมดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหา
 วิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ และผู้ซึ่งเข้านิโรธเคยดับไปแล้ว แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไป
 ก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ในภังคขณะแห่งตัณหาเคยดับไปแล้ว และ
 สมุทยสัจก็ย่อมดับไป.
      [๙๔๕] ทุกขสัจในภูมิใด ย่อมดับไป ฯลฯ.
      [๙๔๖] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 เคยดับไปแล้วหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในภังคขณะแห่งอุปปัตติจิต
 ที่กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ ย่อมดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับไปแล้ว
 ก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น นอกนี้ ซึ่งกำลังจุติอยู่จากจตุโวการภูมิ จากปัญจ-
 *โวการภูมิ ในภังคขณะแห่งจิต  ในปวัตติกาล ย่อมดับไป และสมุทยสัจก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว ทุกขสัจของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นย่อมดับไป?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ เคยดับไป
 แล้ว แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น ที่กำลังจุติจากจตุโวการภูมิ จากปัญจโวการภูมิ เคยดับไปแล้ว ในภังคขณะแห่งจิต
 ในปวัตติกาล และทุกขสัจก็ย่อมดับไป.
      [๙๔๗] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 เคยดับไปแล้วหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในภังคขณะแห่งอุปัตติจิต
 ซึ่งเป็นสัตว์ที่ยังไม่ได้ตรัสรู้ ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ซึ่งเป็นสัตว์ที่กำลัง
 จุติจากอสัญญสัตตภูมิ ย่อมดับไป แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่
 ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 ปวัตติกาล ย่อมดับไป และมัคคสัจก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว ทุกขสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ย่อมดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาท-
 *ขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ เคยดับไปแล้ว
 แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาลเคยดับไปแล้ว และทุกขสัจ
 ก็ย่อมดับไป.
      [๙๔๘] สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 เคยดับไปแล้วหรือ?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้ยังไม่ได้ตรัสรู้ ในภังคขณะแห่งตัณหา ย่อมดับ
 ไป แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ในภังคขณะแห่งตัณหา ย่อมดับไป และมัคคสัจก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว สมุทยสัจของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นย่อมดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งตรัสรู้แล้ว ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา ในเมื่อ
 ตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ เคยดับไปแล้ว แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมดับไป
 ก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ในภังคขณะแห่งตัณหาเคยดับไป
 แล้ว และสมุทยสัจก็ย่อมดับไป.
      [๙๔๙] ทุกขสัจของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นไม่เคยดับไป
 แล้วหรือ?
      เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว ทุกขสัจของสัตว์นั้นย่อม ไม่ดับไป.
      ไม่มี.
      [๙๕๐] ทุกขสัจของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นไม่เคยดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในอุปปาทขณะแห่งจิต
 ในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป แต่มัคคสัจของ
 สัตว์เหล่านั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ย่อมไม่ดับไป และมัคคสัจก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว ทุกขสัจของสัตว์นั้นย่อมไม่
 ดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ที่กำลังจุติอยู่ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 ปวัตติกาล ไม่เคยดับไปแล้ว แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของ
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาลไม่
 เคยดับไปแล้ว และทุกขสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๙๕๑] สมุทยสัจของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้น ไม่เคยดับไป
 แล้วหรือ?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ที่เข้านิโรธ ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา
 ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ไม่เคยดับไป
 แล้วก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา ในเมื่อ
 ตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ ย่อมไม่ดับไป และมัคคสัจก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว สมุทยสัจของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังมิได้ตรัสรู้ ในภังคขณะแห่งตัณหา ไม่เคยดับไปแล้ว
 แต่สมุทยของสัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้
 ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ ของอสัญญสัตว์
 ไม่เคยดับไปแล้ว และสมุทยสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๙๕๒] ทุกขสัจในภูมิใดย่อมไม่ดับไป ฯลฯ.
      [๙๕๓] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ย่อมไม่
 ดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในอุปปาทขณะแห่ง
 อุปปัตติจิต และสัตว์ซึ่งเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ ย่อมไม่ดับไป และสมุทยสัจก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใดไม่เคยดับไปแล้ว ทุกขสัจของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นย่อมไม่ดับไป?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในภังคขณะแห่งอุปัตติจิต
 และสัตว์ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ ไม่เคยดับไปแล้ว  แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในอุปปาทขณะ-
 *แห่งอุปปัตติจิต และสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ ไม่เคยดับไปแล้ว และทุกขสัจก็ย่อมไม่
 ดับไป.
      [๙๕๔] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่  ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต ในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป แต่
 มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในอุปปาทขณะแห่งอุปัตติจิต ของสัตว์ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ที่กำลังเกิดขึ้น
 อยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ของสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ ย่อมไม่ดับไป
 และมัคคสัจก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว ทุกขสัจของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป.
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในภังคขณะแห่งอุปปัตติจิต
 ของสัตว์ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ของสัตว์ซึ่งกำลัง
 จุติจากอสัญญสัตตภูมิ ไม่เคยดับไปแล้ว แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป
 ก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ของสัตว์ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ของสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ
 ไม่เคยดับไปแล้ว และทุกขสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๙๕๕] สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งได้ตรัสรู้แล้ว ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา ใน
 เมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ไม่เคยดับไปแล้ว
 ก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่
 ของสัตว์ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ ของ
 อสัญญสัตว์ทั้งหลาย ย่อมไม่ดับไป และมัคคสัจก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว สมุทยสัจของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้ ในภังคขณะแห่งตัณหา ไม่เคย
 ดับไปแล้ว แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่ ของสัตว์ซึ่งยังไม่ได้ตรัสรู้
 ในเมื่ออุปปาทขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ ของอสัญญสัตว์ทั้งหลาย
 ไม่เคยดับไปแล้ว และสมุทยสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๙๕๖] ทุกขสัจของสัตว์ใดย่อมดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ใน
 ภังคขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น
 ในภังคขณะแห่งจิตนั้นย่อมดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจของ
 สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ นอกนี้ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ย่อมดับไป และ
 สมุทยสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดจักดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นย่อมดับไป?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ใน
 ปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมัคคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ จักดับไป แต่ทุกขสัจของสัตว์
 เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ในภังคขณะแห่ง
 จิต ในปวัตติกาล จักดับไป และทุกขสัจก็ย่อมดับไป.
      [๙๕๗] ทุกขสัจของสัตว์ใดย่อมดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ใน
 ภังคขณะแห่งจิต และของปุถุชนซึ่งจะไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรคที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 ปวัตติกาล ย่อมไม่ดับไป แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะ
 ซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิตนั้น และของ
 สัตว์เหล่าอื่นที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ย่อมดับไป
 และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดจักดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นย่อมดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่ง
 อรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และของสัตว์
 เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ใน
 ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ จักดับไป แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ย่อม
 ดับไปก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด มัคคสัจของสัตว์
 เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิตนั้น และของสัตว์เหล่าอื่นซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่
 ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล จักดับไป และทุกขสัจก็ย่อมดับไป.
      [๙๕๘] สมุทยสัจของสัตว์ใดย่อมดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ปุถุชนเหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค สมุทยสัจของปุถุชนเหล่านั้น และของสัตว์เหล่านั้น
 ในภังคขณะแห่งตัณหา ย่อมดับไป แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น จักดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรคของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งตัณหา ย่อมดับไป
 และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดจักดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นย่อมดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่ง
 อรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และของสัตว์
 เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไป
 อยู่ ของผู้เข้านิโรธ ของอสัญญสัตว์ทั้งหลาย จักดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ย่อม
 ดับไปก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่ง
 ตัณหา จักดับไป และสมุทยสัจก็ย่อมดับไป.
      [๙๕๙] ทุกขสัจในภูมิใดย่อมดับไป ฯลฯ.
      [๙๖๐] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค ของพระอรหันต์
 ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของ
 สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิตนั้น ของสัตว์ที่กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ ย่อมดับไป แต่
 สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่
 จากจตุโวการภูมิ จากปัญจโวการภูมิ นอกนี้ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ย่อมดับไป
 และสมุทยสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ย่อมดับไป?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ จักดับไป
 แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ จากปัญจโวการภูมิ  ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล จักดับไป
 และทุกขสัจก็ย่อมดับไป.
      [๙๖๑] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์
 ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิต และปุถุชนเหล่านั้น ซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่
 ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล จากอบายภูมิ จากอสัญญสัตตภูมิ ย่อมดับไป แต่มัคคสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะ-
 *แห่งมรรค ในปัญจโวการภูมิ และสัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด
 ของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิตนั้น และของสัตว์เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่
 กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ย่อมดับไป และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ย่อมดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่ง
 อรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และของสัตว์
 เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ใน
 ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ จักดับไป แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ย่อมดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งมรรค ในปัญจโวการภูมิ
 สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่ง
 จิตนั้น และของสัตว์เหล่าอื่นซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 ปวัตติกาล จักดับไป และทุกขสัจก็ย่อมดับไป.
      [๙๖๒] สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นอาปายิกสัตว์ และของปุถุชน ซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่ง
 มรรค ในภังคขณะแห่งตัณหา ย่อมดับไป แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่
 สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหา ย่อม
 ดับไป และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใดย่อมดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้นย่อม
 ดับไป?
      มัคคสัตว์ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะ
 ซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และของสัตว์
 เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไป
 อยู่ จักดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นย่อมดับไปก็หาไม่ สัตว์เหล่าใดจักได้
 เฉพาะซึ่งมรรค มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งตัณหา จักดับไป และ
 สมุทยสัจก็ย่อมดับไป.
      [๙๖๓] ทุกขสัจของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป สมุทยสัจจักไม่ดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ใน
 ปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์
 เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค ของพระ-
 *อรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่ง
 จิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ใน
 อรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป และสมุทยสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดจักไม่ดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค ของพระอรหันต์ทั้งหลาย
 ในภังคขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น
 ในภังคขณะแห่งจิตนั้น จักไม่ดับไป แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น
 ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ จักไม่ดับไป และ
 ทุกขสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๙๖๔] ทุกขสัจของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์ทั้งหลายจักได้เฉพาะ
 ซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และของ
 สัตว์เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล
 ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ย่อมดับไป แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นจักไม่
 ดับไปก็หาไม่ ทุกขสัตว์ของสัตว์เหล่านั้น คือ ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต
 และปุถุชนซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล
 ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป และมัคคสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดจักไม่ดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้น ย่อมไม่ดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ใน
 ภังคขณะแห่งจิต และปุถุชนเหล่านั้น ซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรคที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต
 ในปวัตติกาล จักไม่ดับไป แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของ
 พระอรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต และของปุถุชนเหล่านั้น ซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่ง
 มรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและ
 ผลจิต ในอรูปภูมิ จักไม่ดับไป และทุกขสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๙๖๕] สมุทยสัจของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่ง
 อรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้นและของสัตว์
 เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไป
 อยู่ ของผู้ที่เข้านิโรธ ของอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไป
 ก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค ของพระอรหันต์ทั้งหลาย
 และของปุถุชน ที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิต
 เป็นไปอยู่ ของผู้ซึ่งเข้านิโรธ ของอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และมัคคสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดจักไม่ดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นย่อมไม่ดับไป?
      ปุถุชนเหล่าใด จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค มัคคสัจของปุถุชนเหล่านั้น ในภังคขณะแห่ง
 ตัณหา จักไม่ดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์
 เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค ของพระอรหันต์ทั้งหลาย และของปุถุชนซึ่งจักไม่ได้
 เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ ของผู้ที่เข้านิโรธ
 ของอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และสมุทยสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๙๖๖] ทุกขสัจในภูมิใดย่อมไม่ดับไป ฯลฯ.
      [๙๖๗] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับ
 ไป แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใด
 จักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น
 ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ของสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ ย่อม
 ไม่ดับไป และสมุทยสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ย่อมไม่ดับไป?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค ของพระอรหันต์
 ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของ
 สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิตนั้น ของสัตว์ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ จักไม่ดับไป
 แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใด
 จักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น
 ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ของสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญสัตตภูมิ จักไม่
 ดับไป และทุกขสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๙๖๘] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักไม่ดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค ในปัญจโวการภูมิ
 สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิตนั้น และของสัตว์เหล่าอื่นซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต ในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป แต่มัคคสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็น
 พระอรหันต์ ในอุปปาทขณะแห่งจิต และของปุถุชนซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรคที่เกิดขึ้นอยู่ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในภังคขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ของสัตว์
 ซึ่งกำลังเข้าถึงอบายภูมิ อสัญญสัตตภูมิ ย่อมไม่ดับไป และมัคคสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ย่อมไม่ดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค ของพระอรหันต์
 ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิต และของปุถุชนเหล่านั้นซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่ใน
 ภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ของสัตว์ซึ่งกำลังจุติจากอบายภูมิ อสัญญสัตตภูมิ จักไม่ดับไป
 แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งเป็นพระอรหันต์ในอุปปาทขณะแห่งจิต และของปุถุชนเหล่านั้น ซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค
 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในภังคขณะมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ
 ของสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอบายภูมิ อสัญญสัตตภูมิ จักไม่ดับไป และทุกขสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๙๖๙] สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใด
 จักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้นในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และ
 ของสัตว์เหล่าอื่นที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิต
 เป็นไปอยู่ ย่อมไม่ดับไป แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์ทั้งหลาย และของ
 ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่
 และของอสัญญสัตว์ทั้งหลาย ย่อมไม่ดับไป และมัคคสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ย่อมไม่ดับไป?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอาปายิกสัตว์ ซึ่งเป็นปุถุชนที่จักไม่ได้
 เฉพาะซึ่งมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหา จักไม่ดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และ
 ของพระอรหันต์ทั้งหลาย และของปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา
 ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ และของอสัญญสัตว์ทั้งหลาย จักไม่ดับไป และสมุทยสัจ
 ก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๙๗๐] ทุกขสัจของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว สมุทยสัจของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ซึ่งเป็นพระอรหันต์
 และสัตว์เหล่าใดที่จักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น เคยดับไปแล้ว
 แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น จักดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ เคยดับไปแล้ว
 และสมุทยสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๙๗๑] ทุกขสัจของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว มัคคสัจของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์ทั้งหลาย
 และของปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค เคยดับไปแล้ว แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น จักดับไป
 ก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค และสัตว์เหล่าใดจักได้
 เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น และของสัตว์เหล่าอื่นที่จักได้
 เฉพาะซึ่งมรรค เคยดับไปแล้ว และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๙๗๒] สมุทยสัจของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว มัคคสัจของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์ทั้งหลาย
 และของปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค เคยดับไปแล้ว แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไป
 ก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้
 เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น และของสัตว์เหล่าอื่นที่จักได้
 เฉพาะซึ่งมรรค เคยดับไปแล้ว และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๙๗๓] ทุกขสัจในภูมิใด เคยดับไปแล้ว ฯลฯ.
      [๙๗๔] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว สมุทยสัจของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ที่เป็นพระ-
 *อรหันต์ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น และ
 ของอสัญญสัตว์ เคยดับไปแล้ว แต่ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่
 ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๔ ขันธ์ ๕ นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และสมุทยสัจ
 ก็จักดับไป.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 เคยดับไปแล้ว?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาสจักดับไป แต่ทุกขสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมี
 ขันธ์ ๔ ขันธ์ ๕ นอกนี้ จักดับไป และทุกขสัจก็เคยดับไปแล้ว.
      [๙๗๕] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักไม่ดับไปหรือ?
      ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์
 ทั้งหลาย และของปุถุชน ซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ของอาปายิกสัตว์ ของอสัญญสัตว์
 เคยดับไปแล้ว แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับ
 แห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น และของสัตว์เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค เคยดับไปแล้ว
 และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 เคยดับไปแล้ว?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส จักดับไป แต่ทุกขสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาท-
 *ขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์
 เหล่านั้นและของสัตว์เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค จักดับไป และทุกขสัจก็เคยดับไปแล้ว.
      [๙๗๖] สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด เคยดับไปแล้ว มัคคสัจของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้นจักดับไปหรือ?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์
 ทั้งหลาย และของปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค และของอาปายิกสัตว์ เคยดับไปแล้ว แต่
 มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ใน
 อุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของ
 สัตว์เหล่านั้นและของสัตว์เหล่าอื่น ที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค เคยดับไปแล้ว และมัคคสัจก็จัก
 ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 เคยดับไปแล้ว?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่
 จักดับไป แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นเคยดับไปแล้วก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับ
 แห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น และของสัตว์เหล่าอื่นที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค จักดับไป และ
 สมุทยสัจก็เคยดับไปแล้ว.
      [๙๗๗] ทุกขสัจของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว สมุทยสัจของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใด จักไม่ดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นไม่เคยดับไปแล้ว?
      เคยดับไปแล้ว.
      [๙๗๘] ทุกขสัจของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว มัคคสัจของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด จักไม่ดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้น ไม่เคยดับไปแล้ว?
      เคยดับไปแล้ว.
      [๙๗๙] สมุทยสัจของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว มัคคสัจของสัตว์นั้นจักไม่ดับไป
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด จักไม่ดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้น ไม่เคยดับไปแล้ว?
      เคยดับไปแล้ว.
      [๙๘๐] ทุกขสัจในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว ฯลฯ.
      [๙๘๑] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว สมุทยสัจของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักดับไป.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ไม่เคยดับไปแล้ว?
      เคยดับไปแล้ว.
      [๙๘๒] ทุกขสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว มัคคสัจของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ทุกขสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ไม่เคยดับไปแล้ว?
      เคยดับไปแล้ว.
      [๙๘๓] สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว มัคคสัจของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งอยู่ในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่
 ไม่เคยดับไปแล้ว แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว และมัคคสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป สมุทยสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 ไม่เคยดับไปแล้ว?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหันตมรรค และของพระอรหันต์
 ทั้งหลาย และของปุถุชนซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ของอาปายิกสัตว์จักไม่ดับไป แต่สมุทยสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็น
 อสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และสมุทยสัจก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
                         นิโรธวาร จบ.
                         อุปปาทนิโรธวาร
      [๙๘๔] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจของสัตว์นั้น ย่อมดับไปหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใด ย่อมดับไป ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      หามิได้.
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจของสัตว์นั้น ย่อมดับไปหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด ย่อมดับไป ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      หามิได้.
      สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจของสัตว์นั้น ย่อมดับไปหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด ย่อมดับไป สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      หามิได้.
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด สมุทยสัจในภูมินั้น ย่อมดับไปหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอสัญญสัตตภูมิ แต่สมุทยสัจในภูมินั้น ย่อม
 ดับไปก็หาไม่.
      คำว่า ยตฺถ (ในภูมิใด) เหมือนกัน ทั้งอุปปาทวาร ทั้งนิโรธวาร ทั้งในอุปปาท-
 *นิโรธวาร.
      เหตุเครื่องกระทำให้ต่างกัน ย่อมไม่มี.
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น ย่อมดับ
 ไปหรือ?
      หามิได้.
      คำว่า ยสฺส (ของสัตว์ใด) ก็ดี คำว่า ยสฺส และ ยตฺถ ก็ดี เป็นเช่นเดียวกัน.
      [๙๘๕] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจของสัตว์นั้น ย่อมไม่ดับไป
 หรือ?
     ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งตัณหา แต่สมุทยสัจของสัตว์
 เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด
 ในภังคขณะแห่งตัณหาวิปปยุตตจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ใน
 อรูปภูมิ และสมุทยสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ใน
 ปวัตติกาล ย่อมไม่ดับไป แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ในภังคขณะแห่งตัณหาวิปปยุตตจิต ในปวัตติกาล ใน
 อุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป และทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๙๘๖] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจของสัตว์นั้น ย่อมไม่ดับไปหรือ?
      ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งมรรค แต่มัคคสัจของสัตว์
 เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด
 ในภังคขณะแห่งมัคควิปปยุตตจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ใน
 อรูปภูมิ และมัคคสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ใน
 ปวัตติกาล ย่อมไม่ดับไป แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์
 เหล่านั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่ทั้งหมด ในภังคขณะแห่งมัคควิปปยุตตจิต ในปวัตติกาล ใน
 อุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ย่อมไม่ดับไป และทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๙๘๗] สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจของสัตว์นั้น ย่อมไม่ดับไป
 หรือ?
      สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งมรรค แต่มัคคสัจของสัตว์
 เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่ง
 ตัณหาวิปปยุตตจิต แก่ผู้ที่เข้านิโรธ แก่อสัญญสัตว์ และมัคคสัจก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา ย่อมไม่ดับไป แต่สมุทยสัจย่อม
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาวิปป-
 *ยุตตจิต ในภังคขณะแห่งมัคควิปปยุตตจิต ของผู้ที่เข้านิโรธ ของอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป
 และสมุทยสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๙๘๘] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๙๘๙] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฯลฯ.
      คำว่า ยสฺส (แก่สัตว์ใด) ก็ดี คำว่า ยสฺส ยตฺถ (ในภูมิใด ของสัตว์ใด) ก็ดี
 เป็นเช่นเดียวกัน
      บทว่า นิโรธสมาปนฺนานํ ไม่พึงกระทำแม้ในคำว่า ยสฺส ยตฺถ (ในภูมิใด ของสัตว์ใด)
      [๙๙๐] ทุกขสัจไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด สมุทยสัจของสัตว์นั้นเคยดับไปแล้ว
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      คำถามที่เป็นอดีต ท่านจำแนกไว้แล้วในอุปปาทวาร ฉันใด ส่วนที่เป็นอนุโลม ก็ดี
 ที่เป็นปัจจนียะ ก็ดี พึงจำแนกแม้ในอุปปาทนิโรธวาร ฉันนั้น
      [๙๙๑] ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น คือ ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ผู้เป็น
 พระอรหันต์ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น แต่
 สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น นอกนี้ และ
 สมุทยสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๙๙๒] ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย
 และแก่ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจ
 จักเกิดขึ้นในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่ง
 จิตใด แก่สัตว์เหล่านั้นในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่นที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค
 และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๙๙๓] สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค แต่มัคคสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค
 และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดจักดับไป สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่ง
 อรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น จักดับไป แต่
 สมุทยสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค
 จักดับไป และสมุทยสัจก็จักเกิดขึ้น.
      [๙๙๔] ทุกขสัจจักเกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๙๙๕] ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค
 ผู้เป็นพระอรหันต์ สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น
 ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น แก่อสัญญสัตว์ทั้งหลาย แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 จักดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งมีขันธ์ ๔ ขันธ์ ๕ นอกนี้
 และสมุทยสัจก็จักดับไป.
      คำว่า ยสฺส (แก่สัตว์ใด) ก็ดี คำว่า ยสฺส ยตฺถ (ในภูมิใด แก่สัตว์ใด) ก็ดี เป็น
 เช่นเดียวกัน.
      [๙๙๖] ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจของสัตว์นั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดจักไม่ดับไป ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคซึ่งเป็นพระอรหันต์ สัตว์
 เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่ง
 จิตนั้น จักไม่ดับไป แต่ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น
 ซึ่งมีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต จักไม่ดับไป และทุกขสัจก็จักไม่เกิดขึ้น.
      [๙๙๗] ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจของสัตว์นั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดจักไม่ดับไป ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์ทั้งหลาย
 และของปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค จักไม่ดับไป แต่ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งมีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต จักไม่ดับไป และทุกขสัจ
 ก็จักไม่เกิดขึ้น.
      [๙๙๘] สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจของสัตว์นั้นจักไม่ดับไปหรือ?
      สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใด
 จักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น
 แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ใน
 ภังคขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย และมัคคสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดจักไม่ดับไป สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      สมุทยสัจแห่งสัตว์เหล่านั้น ซึ่งเป็นปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค จักไม่ดับไป แต่
 สมุทยสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่ง
 อรหัตมรรค และของพระอรหันต์ทั้งหลาย จักไม่ดับไป และสมุทยสัจก็จักไม่เกิดขึ้น.
      [๙๙๙] ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๐๐๐] ทุกขสัจจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด.
      คำว่า ยสฺส (ของสัตว์ใด) ก็ดี คำว่า ยสฺส (แก่สัตว์ใด) และ ยตฺถ (ในภูมิใด) ก็ดี
 เช่นเดียวกัน ฯลฯ.
      สมุทยสัจ มัคคสัจ.
      กระทำต่างๆ กัน คือ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค
 ของพระอรหันต์ ของอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และสมุทยสัจก็จักไม่เกิดขึ้น.
      [๑๐๐๑] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจของสัตว์นั้น เคยดับไปแล้ว
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ของสัตว์ใด ฯลฯ.
      คำถามที่เป็นอดีตกับด้วยปัจจุบัน คำว่า ยสฺส ก็ดี คำว่า ยตฺถ ก็ดี คำว่า ยสฺส และ
 ยตฺถ ก็ดี อนุโลม ก็ดี ปัจจนียะ ก็ดี เป็นเช่นเดียวกัน ทั้งในอุปปาทวาร ทั้งในอุปปาท-
 *นิโรธวาร ผู้มีปัญญาพึงจำแนกไป.
      [๑๐๐๒] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์
 ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้ซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด แก่
 สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจ
 ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ นอกนี้ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล
 และสมุทยสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดจักดับไป ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น คือ สัตว์ทั้งปวงซึ่งกำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 ปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ จักดับไป แต่ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น คือ สัตว์ทั้งปวงซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล จักดับไป และทุกขสัจก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๑๐๐๓] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น คือ พระอรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต
 และแก่ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล
 แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์
 เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลัง
 เกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด จักดับไป ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่ง
 อรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิตนั้น และของสัตว์
 เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะ
 แห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ จักดับไป แต่ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่
 มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค และของสัตว์เหล่าอื่น ซึ่งจักได้
 เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล จักดับไป และทุกขสัจ
 ก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๑๐๐๔] สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      สมุทัยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น คือ ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค แก่สัตว์
 เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจ
 ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค แก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่ง
 ตัณหา และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด จักดับไป สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะ
 ซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และของ
 สัตว์เหล่าอื่นที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่
 ของผู้ที่เข้านิโรธ ของอสัญญสัตว์ จักดับไป แต่สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่
 มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา จักดับไป และ
 สมุทยสัจก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๑๐๐๕] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๐๐๖] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค แก่
 พระอรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับ
 แห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น แก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งกำลังเข้าถึง
 อสัญญสัตตภูมิ แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ นอกนี้ ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต ในปวัตติกาล และสมุทยสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติอยู่จากจตุโวการภูมิ จากปัญจโวการภูมิ
 ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ จักดับไป
 แต่ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ซึ่งกำลังเข้าถึงจตุโวการภูมิ ปัญจโวการภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติการ จักดับไป
 และทุกขสัจก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๑๐๐๗] ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ พระอรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต และแก่ปุถุชนซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในอุปปาทขณะแห่งจิต ใน
 ปวัตติกาล และแก่สัตว์ซึ่งเข้าถึงอบายภูมิ อสัญญสัตตภูมิ แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้น จักดับไปแล้วก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใจ แก่สัตว์เหล่านั้น
 ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่นซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้
 เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้นในภังคขณะแห่งจิตนั้น และของ
 สัตว์เหล่าอื่นซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ใน
 อุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ จักดับไป แต่ทุกขสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์
 เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิตนั้น และสัตว์เหล่าอื่นซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต
 ในปวัตติกาล จักดับไป และทุกขสัจก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๑๐๐๘] สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไปหรือ?
      สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ อาปายิกสัตว์ และปุถุชนที่จักได้
 เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นจักดับไปก็หาไม่
 สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่ง
 ตัณหา และมัคคสัจก็จักดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใดจักดับไป สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้
 ซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิต ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และของสัตว์
 เหล่าอื่นที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่
 จักดับไป แต่สมุทยสัจย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจแห่งสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา จักดับไป และสมุทยสัจก็ย่อม
 เกิดขึ้น.
      [๑๐๐๙] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด สมุทยสัจของสัตว์นั้นจักไม่ดับไป
 หรือ?
      ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น คือ สัตว์ทั้งปวง ซึ่งกำลังจุติอยู่ ในภังคขณะ
 แห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ แต่สมุทยสัจของ
 สัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่.
      ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์
 ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด
 ของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิตนั้น ในอุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ
 และสมุทยสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใด จักไม่ดับไป ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์
 ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด
 ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น จักไม่ดับไป แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นก็หาไม่ สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์
 ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค  ในลำดับแห่งจิตใด
 ของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิตนั้น ในอุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ
 จักไม่ดับไป และทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๑๐๑๐] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจของสัตว์นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งมรรค สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะ
 ซึ่งอรหัตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้น และของสัตว์เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะ
 ซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและ
 ผลจิต ในอรูปภูมิ แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิต และ
 ปุถุชน ซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ใน
 อุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ และมัคคสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดจักไม่ดับไป ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น คือ ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต และ
 ของปุถุชนซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล
 จักไม่ดับไป แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ใน
 ภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิต และของปุถุชน
 ที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่ง
 มรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ จักไม่ดับไป และทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๑๐๑๑] สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด มัคคสัจของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค สัตว์เหล่าใด
 จักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น
 และแก่สัตว์เหล่าอื่น ที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิต
 เป็นไปอยู่ แก่ผู้ที่เข้านิโรธ แก่อสัญญสัตว์ แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่
 สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย
 และแก่ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็น
 ไปอยู่ แก่ผู้ที่เข้านิโรธ แก่อสัญญสัตว์ และมัคคสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใด จักไม่ดับไป สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น คือ ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา
 จักไม่ดับไป แต่สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้น ใน
 ภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์ทั้งหลาย และของปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค
 ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ ของผู้ที่เข้านิโรธ ของอสัญญสัตว์
 จักไม่ดับไป และสมุทยสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๑๐๑๒] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๐๑๓] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด สมุทยสัจของสัตว์นั้นใน
 ภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งกำลังจุติจากจตุโวการภูมิ ปัญจ-
 *โวการภูมิ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ
 แต่สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิต
 สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะ
 แห่งจิตนั้น ในอุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ แก่สัตว์ซึ่งกำลังจุติจากอสัญญ-
 *สัตตภูมิ และสมุทยสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า สมุทยสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น?
      สมุทยสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระ-
 *อรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับ
 แห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น และของสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอสัญญ-
 *สัตตภูมิ จักไม่ดับไป แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ สมุทยสัจ
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และของพระอรหันต์ทั้งหลาย ใน
 ภังคขณะแห่งจิต สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด ของสัตว์เหล่านั้น
 ในภังคขณะแห่งจิตนั้น ในอุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ ของสัตว์ซึ่งกำลังจุติ
 จากอสัญญสัตตภูมิ จักไม่ดับไป และทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๑๐๑๔] ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักไม่ดับไปหรือ?
      ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งมรรค สัตว์เหล่าใด
 จักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิตนั้น และ
 แก่สัตว์เหล่าอื่น ซึ่งจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล
 ในอุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิ แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่
 ดับไปก็หาไม่ ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค
 แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย ในภังคขณะแห่งจิต และแก่ปุถุชน ซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค
 ที่กำลังจุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ใน
 อรูปภูมิ แก่สัตว์ซึ่งกำลังจุติจากอบายภูมิ จากอสัญญสัตตภูมิ และมัคคสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ของพระอรหันต์ทั้งหลาย ในอุปปาทขณะแห่งจิต
 และของปุถุชนซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล
 และของสัตว์ซึ่งกำลังเข้าถึงอบายภูมิ อสัญญสัตตภูมิ จักไม่ดับไป แต่ทุกขสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค
 แก่พระอรหันต์ทั้งหลายในภังคขณะแห่งจิต และของปุถุชนซึ่งจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ที่กำลัง
 จุติอยู่ ในภังคขณะแห่งจิต ในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งมรรคจิตและผลจิต ในอรูปภูมิและ
 ของสัตว์ซึ่งกำลังจุติจากอบายภูมิ จากอสัญญสัตตภูมิ จักไม่ดับไป และทุกขสัจก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๑๐๑๕] สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด มัคคสัจของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตมรรค
 สัตว์เหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งอรหัตมรรค ในลำดับแห่งจิตใด แก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะ-
 *แห่งจิตนั้น และแก่สัตว์เหล่าอื่น ที่จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อ
 ตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ แต่มัคคสัจของสัตว์เหล่าในภูมินั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ สมุทยสัจ
 ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย
 และแก่ปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหา ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิต
 เป็นไปอยู่ แก่อสัญญสัตว์ และมัคคสัจก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า มัคคสัจของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น?
      มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ซึ่งเป็นอาปายิกสัตว์ และปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะ
 ซึ่งมรรค ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา จักไม่ดับไป แต่สมุทยสัจย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ มัคคสัจของสัตว์เหล่านั้นของในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งอรหัตมรรค และ
 ของพระอรหันต์ทั้งหลาย และของปุถุชนที่จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหา
 ในเมื่อตัณหาวิปปยุตตจิตเป็นไปอยู่ ของอสัญญสัตว์ทั้งหลาย จักไม่ดับไป และสมุทยสัจก็ย่อม
 ไม่เกิดขึ้น.
      [๑๐๑๖] ทุกขสัจเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด สมุทยสัจของสัตว์นั้นจักดับไปหรือ?
      คำถามที่เป็นอนาคตกับด้วยอดีต อนุโลม ก็ดี ปัจจนียะ ก็ดี ท่านจำแนกไว้แล้วใน
 นิโรธวาร ฉันใด แม้ในอุปาทนิโรธวาร ผู้มีปัญญาก็พึงจำแนก ฉันนั้น.
                        อุปานิโรธวาร จบ.
                         ปวัตติวาร จบ.
                           ปริญญาวาร
      [๑๐๑๗] บุคคลใดย่อมกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นย่อมละสมุทยสัจ หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดย่อมละสมุทยสัจ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ทุกขสัจ?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นย่อมไม่ละสมุทยสัจหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดย่อมไม่ละสมุทยสัจ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๑๘] บุคคลใดได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ บุคคลนั้นได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ บุคคลนั้นได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใดไม่ได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ บุคคลนั้นไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ บุคคลนั้นไม่ได้กำหนดรู้แล้วซึ่ง
 ทุกขสัจ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๑๙] บุคคลใดจักกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นจักละสมุทยสัจ หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดจักละสมุทยสัจ บุคคลนั้นจักกำหนดรู้ทุกขสัจ?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใดจักไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นจักไม่ละสมุทยสัจ หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดจักไม่ละสมุทยสัจ บุคคลนั้นจักไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๒๐] บุคคลใดย่อมกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ หรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใดได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ทุกขสัจ?
      หามิได้.
      บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ หรือ?
      พระอรหันต์ย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ แต่ไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจก็หาไม่ บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลที่มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และพระอรหันต์ ย่อมไม่กำหนดรู้
 ทุกขสัจ และไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทัยสัจ.
      หรือว่า บุคคลใดไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจ แต่ย่อมไม่
 กำหนดรู้ทุกขสัจก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นแต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค
 และพระอรหันต์ไม่ได้ละแล้วซึ่งสมุทยสัจด้วย ย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจด้วย.
      [๑๐๒๑] บุคคลใดย่อมกำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นจักละสมุทยสัจ หรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใดจักละสมุทยสัจ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้ทุกขสัจ
      หามิได้.
      บุคคลใดย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ บุคคลนั้นจักไม่ละสมุทยสัจหรือ?
      ชนเหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ชนเหล่านั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ แต่จักไม่ละ
 สมุทยสัจก็หาไม่ พระอรหันต์และปุถุชนเหล่าใดจักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค พระอรหันต์และปุถุชน
 เหล่านั้น ย่อมไม่กำหนดผู้ผู้ทุกขสัจด้วย จักไม่ละสมุทยสัจด้วย.
      หรือว่า บุคคลใดจักไม่ละสมุทยสัจ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค จักไม่ละสมุทยสัจ แต่ย่อมไม่กำหนดรู้
 ทุกขสัจก็หาไม่ พระอรหันต์และปุถุชนเหล่าใด จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค พระอรหันต์และปุถุชน
 เหล่านั้น จักไม่ละสมุทยสัจด้วย ย่อมไม่กำหนดรู้ทุกขสัจด้วย.
      [๑๐๒๒] บุคคลใดได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ บุคคลนั้นจักละสมุทยสัจ หรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใดจักละสมุทยสัจ บุคคลนั้นได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ
      หามิได้.
      บุคคลใดไม่กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ บุคคลนั้นจักไม่ละซึ่งสมุทยสัจ หรือ?
      ชนเหล่าใดจักได้เฉพาะซึ่งมรรค ชนเหล่านั้นไม่ได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ แต่จักไม่ละ
 ซึ่งสมุทยสัจก็หาไม่ ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และปุถุชนเหล่าใด จักไม่ได้เฉพาะ
 ซึ่งมรรค ท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคและปุถุชนเหล่านั้น ไม่ได้กำหนดรู้แล้วซึ่ง
 ทุกขสัจด้วย จักไม่ละซึ่งสมุทยสัจด้วย.
      หรือว่า บุคคลใดจักไม่ละซึ่งสมุทยสัจ บุคคลนั้นไม่ได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจ?
      พระอรหันต์จักไม่ละสมุทยสัจ แต่ไม่ได้กำหนดรู้แล้วซึ่งทุกขสัจก็หาไม่ ท่านผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคและปุถุชนเหล่าใด จักไม่ได้เฉพาะซึ่งมรรค ท่านผู้มีความพร้อม-
 *เพรียงด้วยอรหัตมรรคและปุถุชนเหล่านั้น จักไม่ละสมุทยสัจด้วย ไม่ได้กำหนดรู้แล้วซึ่ง
 ทุกขสัจด้วย
                         ปริญญาวาร จบ.
                          สัจจยมก จบ.
                           สังขารยมก
                           ปัณณัตติวาร
      [๑๐๒๓] สังขาร ๓ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร.
      ลมอัสสาสะและปัสสาสะ ชื่อว่า กายสังขาร วิตกและวิจาร ชื่อว่า วจีสังขาร สัญญา
 และเวทนา ชื่อว่า จิตตสังขาร ธรรมที่สัมปยุตด้วยจิต แม้ทั้งหมด เว้นวิตกและวิจาร ชื่อว่า
 จิตตสังขาร.
      [๑๐๒๔] กายชื่อว่า กายสังขารหรือ กายสังขาร คือกายหรือ?
                           อุทเทสวาร
      วจี ชื่อว่า วจีสังขารหรือ วจีสังขาร คือวจีหรือ?
      จิต ชื่อว่า จิตสังขารหรือ จิตตสังขาร คือจิตหรือ?
      [๑๐๒๕] ไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายสังขารหรือ ไม่ใช่กายสังขาร ไม่ใช่กายหรือ?
      ไม่ใช่วจี ไม่ใช่วจีสังขารหรือ ไม่ใช่วจีสังขาร ไม่ใช่วจีหรือ?
      ไม่ใช่จิต ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ ไม่ใช่จิตตสังขาร ไม่ใช่จิตหรือ?
      [๑๐๒๖] กาย ชื่อว่ากายสังขารหรือ สังขารคือวจีสังขารหรือ?
      กาย ชื่อว่ากายสังขารหรือ สังขาร คือจิตตสังขารหรือ?
      วจี ชื่อว่าวจีสังขารหรือ สังขาร คือกายสังขารหรือ?
      วจี ชื่อว่าวจีสังขารหรือ สังขาร คือจิตตสังขารหรือ?
      จิต ชื่อว่าจิตตสังขารหรือ สังขาร คือกายสังขารหรือ?
      จิต ชื่อว่าจิตตสังขารหรือ สังขาร คือวจีสังขารหรือ?
      [๑๐๒๗] ไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายสังขารหรือ ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่วจีสังขารหรือ?
      ไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายสังขารหรือ ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ?
      ไม่ใช่วจี ไม่ใช่วจีสังขารหรือ ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่กายสังขารหรือ?
      ไม่ใช่วจี ไม่ใช่วจีสังขารหรือ ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ?
      ไม่ใช่จิต ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่กายสังขารหรือ?
      ไม่ใช่จิต ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่วจีสังขารหรือ?
      [๑๐๒๘] กายสังขาร คือวจีสังขารหรือ วจีสังขาร คือกายสังขารหรือ?
      กายสังขาร คือจิตตสังขารหรือ จิตตสังขาร คือกายสังขารหรือ?
      วจีสังขาร คือจิตตสังขารหรือ จิตตสังขาร คือวจีสังขารหรือ?
      [๑๐๒๙] ไม่ใช่กายสังขาร ไม่ใช่วจีสังขารหรือ ไม่ใช่วจีสังขาร ไม่ใช่กาย-
 *สังขารหรือ?
      ไม่ใช่กายสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ ไม่ใช่จิตตสังขาร ไม่ใช่กายสังขาร
 หรือ?
      ไม่ใช่วจีสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ ไม่ใช่จิตตสังขาร ไม่ใช่วจีสังขารหรือ?
                         อุทเทสวาร จบ.
                           นิทเทสวาร
                          ปทโสธนวาร
      [๑๐๓๐] กาย ชื่อว่ากายสังขารหรือ?
      หามิได้.
      กายสังขาร ชื่อว่ากายหรือ?
      หามิได้.
      วจี ชื่อว่าวจีสังขารหรือ?
      หามิได้.
      วจีสังขาร ชื่อว่าวจีหรือ?
      หามิได้.
      จิต ชื่อว่าจิตตสังขารหรือ?
      หามิได้.
      จิตตสังขาร ชื่อว่าจิตหรือ?
      หามิได้.
      [๑๐๓๑] ไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายสังขารหรือ?
      กายสังขาร ไม่ใช่กาย เป็นแต่กายสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นกาย และกายสังขาร ไม่ใช่
 กาย และไม่ใช่กายสังขาร.
      ไม่ใช่กายสังขาร ไม่ใช่กายหรือ?
      กาย ไม่ใช่กายสังขาร เป็นแต่กาย ธรรมที่เหลือ เว้นกายและกายสังขาร ไม่ใช่กาย
 และไม่ใช่กายสังขาร.
      ไม่ใช่วจี ไม่ใช่วจีสังขารหรือ?
      วจีสังขาร ไม่ใช่วจี เป็นแต่วจีสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นวจี และวจีสังขาร ไม่ใช่วจี
 และไม่ใช่วจีสังขาร.
      ไม่ใช่วจีสังขาร ไม่ใช่วจีหรือ?
      วจี ไม่ใช่วจีสังขาร เป็นแต่วจี ธรรมที่เหลือ เว้นวจี และวจีสังขาร ไม่ใช่วจี และ
 ไม่ใช่วจีสังขาร.
      ไม่ใช่จิต ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ?
      จิตตสังขาร ไม่ใช่จิต เป็นแต่จิตตสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นจิต และจิตตสังขาร
 ไม่ใช่จิต และไม่ใช่จิตตสังขาร.
      ไม่ใช่จิตตสังขาร ไม่ใช่จิตหรือ?
      จิต ไม่ใช่จิตตสังขาร เป็นแต่จิต ธรรมที่เหลือ เว้นจิต และจิตตสังขาร ไม่ใช่จิต
 และไม่ใช่จิตตสังขาร.
                        ปทโสธนมูลจักกวาร
      [๑๐๓๒] กาย ชื่อว่ากายสังขารหรือ?
      หามิได้.
      สังขาร คือวจีสังขารหรือ?
      วจีสังขาร เป็นสังขารด้วย เป็นวจีสังขารด้วย สังขารที่เหลือ เป็นแต่สังขาร ไม่ใช่
 วจีสังขาร.
      กาย ชื่อว่ากายสังขารหรือ?
      หามิได้.
      สังขาร คือจิตตสังขารหรือ?
      จิตตสังขาร เป็นสังขารด้วย เป็นจิตตสังขารด้วย สังขารที่เหลือ เป็นแต่สังขาร ไม่ใช่
 จิตตสังขาร.
      วจี ชื่อว่าวจีสังขารหรือ?
      หามิได้.
      สังขาร ชื่อว่ากายสังขารหรือ?
      กายสังขาร เป็นสังขารด้วย เป็นกายสังขารด้วย สังขารที่เหลือ เป็นแต่สังขาร ไม่ใช่
 กายสังขาร.
      วจี ชื่อว่าวจีสังขารหรือ?
      หามิได้.
      สังขาร คือจิตตสังขารหรือ?
      จิตตสังขาร เป็นสังขารด้วย เป็นจิตตสังขารด้วย สังขารที่เหลือ เป็นแต่สังขาร ไม่ใช่
 จิตตสังขาร.
      จิต ชื่อว่าจิตตสังขารหรือ?
      หามิได้.
      สังขาร คือกายสังขารหรือ?
      กายสังขาร เป็นสังขารด้วย เป็นกายสังขารด้วย สังขารที่เหลือ เป็นแต่สังขาร ไม่ใช่
 กายสังขาร.
      จิต ชื่อว่าจิตตสังขารหรือ?
      หามิได้.
      สังขาร คือวจีสังขารหรือ?
      วจีสังขาร เป็นสังขารด้วย เป็นวจีสังขารด้วย สังขารที่เหลือ เป็นแต่สังขาร ไม่ใช่
 วจีสังขาร.
      [๑๐๓๓] ไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายสังขารหรือ?
      กายสังขาร ไม่ใช่กาย เป็นแต่กายสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นกายและกายสังขาร
 ไม่ใช่กายและไม่ใช่กายสังขาร.
      ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่วจีสังขารหรือ?
      ถูกแล้ว
      ไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายสังขารหรือ?
      กายสังขารไม่ใช่กาย เป็นแต่กายสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นกายและกายสังขาร ไม่ใช่
 กาย และไม่ใช่กายสังขาร.
      ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่วจี ไม่ใช่วจีสังขารหรือ?
      วจีสังขาร ไม่ใช่วจี เป็นแต่วจีสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นวจีและวจีสังขาร ไม่ใช่วจี
 และไม่ใช่วจีสังขาร.
      ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่กายสังขารหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่วจี ไม่ใช่วจีสังขารหรือ
      วจีสังขาร ไม่ใช่วจี เป็นแต่วจีสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นวจีและวจีสังขาร ไม่ใช่วจี
 และไม่ใช่วจีสังขาร
      ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่จิต ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ?
      จิตตสังขาร ไม่ใช่จิต เป็นแต่จิตตสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นจิตและจิตตสังขาร
 ไม่ใช่จิต และไม่ใช่จิตตสังขาร.
      ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่กายสังขารหรือ?
      ถูกแล้ว.
      ไม่ใช่จิต ไม่ใช่จิตตสังขาร หรือ?
      จิตตสังขาร ไม่ใช่จิต เป็นแต่จิตตสังขาร ธรรมที่เหลือ เว้นจิตและจิตตสังขาร
 ไม่ใช่จิตและไม่ใช่จิตตสังขาร.
      ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่วจีสังขาร หรือ?
      ถูกแล้ว.
                         สุทธสังขารวาร
      [๑๐๓๔] กายสังขาร คือวจีสังขาร หรือ?
      หามิได้.
      วจีสังขาร คือกายสังขาร หรือ?
      หามิได้.
      กายสังขาร คือจิตตสังขาร หรือ?
      หามิได้.
      จิตตสังขาร คือกายสังขาร หรือ?
      หามิได้.
      วจีสังขาร คือจิตตสังขาร หรือ?
      หามิได้.
      จิตตสังขาร คือวจีสังขาร หรือ?
      หามิได้.
      [๑๐๓๕] ไม่ใช่กายสังขาร ไม่ใช่วจีสังขาร หรือ?
      วจีสังขาร ไม่ใช่กายสังขาร เป็นแต่วจีสังขาร สังขารที่เหลือ เว้นกายสังขารและ
 วจีสังขาร ไม่ใช่กายสังขาร และไม่ใช่วจีสังขาร.
      ไม่ใช่วจีสังขาร ไม่ใช่กายสังขาร หรือ?
      กายสังขาร ไม่ใช่วจีสังขาร เป็นแต่กายสังขาร สังขารที่เหลือ เว้นวจีสังขาร และ
 กายสังขาร ไม่ใช่วจีสังขารและไม่ใช่กายสังขาร.
      ไม่ใช่กายสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขาร หรือ?
      จิตตสังขาร ไม่ใช่กายสังขาร เป็นแต่จิตตสังขาร สังขารที่เหลือ เว้นกายสังขาร
 และจิตตสังขาร ไม่ใช่กายสังขารและไม่ใช่จิตตสังขาร.
      ไม่ใช่จิตตสังขาร ไม่ใช่กายสังขาร หรือ?
      กายสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขาร เป็นแต่กายสังขาร สังขารที่เหลือ เว้นจิตตสังขารและ
 กายสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขารและไม่ใช่กายสังขาร.
      ไม่ใช่วจีสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขาร หรือ?
      จิตตสังขาร ไม่ใช่วจีสังขาร เป็นแต่จิตตสังขาร สังขารที่เหลือ เว้นวจีสังขารและ
 จิตตสังขาร ไม่ใช่วจีสังขารและไม่ใช่จิตตสังขาร
      ไม่ใช่จิตตสังขาร ไม่ใช่วจีสังขาร หรือ?
      วจีสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขาร เป็นแต่วจีสังขาร สังขารที่เหลือ เว้นจิตตสังขารและ
 วจีสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขาร และไม่ใช่วจีสังขาร.
                         นิทเทสวาร จบ.
                         ปัณณัตติวาร จบ.
                          ----------
                           ปวัตติวาร
                           อุปปาทวาร
      [๑๐๓๖] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      เว้นวิตกและวิจารเสียแล้ว กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ แต่วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ กายสังขารย่อมเกิดขึ้น
 และวจีสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเกิดในชั้นกามาวจร ที่เข้าปฐมฌาน ในอุปปาทขณะ
 แห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ.
      หรือว่า วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะเสียแล้ว วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งวิตกและวิจาร แต่กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ วจีสังขารย่อมเกิดขึ้น
 และกายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ซึ่งเกิดในชั้นกามาวจร ที่เข้าปฐมฌาน ในอุปปาทขณะ
 แห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ.
      [๑๐๓๗] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะเสียแล้ว จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต แต่กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้น
 และกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ.
      [๑๐๓๘] วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      เว้นวิตกและวิจารเสียแล้ว จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต แต่วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้น และวจีสังขาร
 ก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร.
      [๑๐๓๙] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือในทุติยฌาน ในตติยฌาน แต่วจีสังขารย่อมเกิดขึ้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขารย่อมเกิดขึ้น และวจีสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือในปฐมฌาน
 (ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว) ในกามาวจรภูมิ.
      หรือว่า วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด กายสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ แต่กายสังขารย่อม
 เกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารย่อมเกิดขึ้น และกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือใน
 ปฐมฌาน (ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว) ในกามาวจรภูมิ.
      [๑๐๔๐] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด กายสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      จิตสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือในจตุตถฌาน ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ แต่
 กายสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้น และกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้น
 ในภูมินั้น คือปฐมฌาน ในทุติยฌาน ในตติยฌาน ในกามาวจรภูมิ.
      [๑๐๔๑] วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น.
      จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือในทุติยฌาน ในตติยฌาน ในจตุตถฌาน แต่
 วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้น และวจีสังขารก็ย่อมเกิดขึ้น
 ในภูมินั้น คือในปฐมฌาน (ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว) ในกามาวจรภูมิ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ.
      [๑๐๔๒] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด ฯลฯ.
      คำว่า ยสฺส ก็ดี คำว่า ยสฺส ยตฺถ ก็ดี เป็นเช่นเดียวกัน.
      [๑๐๔๓] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะเสียแล้ว กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ใน
 อุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร แต่วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ กายสังขาร
 ย่อมไม่เกิดขึ้น และวจีสังขารก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 อุปปาทขณะแห่งอวิตักกอวิจารจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ แก่ผู้ที่เข้านิโรธ แก่อสัญญสัตว์.
      หรือว่า วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      เว้นวิตกและวิจารเสียแล้ว วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ แต่กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ วจีสังขารย่อมไม่
 เกิดขึ้น และกายสังขารก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 อุปปาทขณะแห่งอวิตักกอวิจารจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ แก่ผู้ที่เข้านิโรธ แก่อสัญญสัตว์.
      [๑๐๔๔] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะเสียแล้ว กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต แต่จิตตสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่
 เกิดขึ้น และจิตตสังขารก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต แก่ผู้ที่
 เข้านิโรธ แก่อสัญญสัตว์.
      หรือว่า จิตตสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๔๕] วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      เว้นวิตกและวิจารเสียแล้ว วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต แต่จิตตสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น และ
 จิตตสังขารก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต แก่ผู้ที่เข้านิโรธ แก่
 อสัญญสัตว์.
      หรือว่า จิตตสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๔๖] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น คือในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ แต่วจีสังขาร
 ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น และวจีสังขารก็ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 คือจตุตถฌาน ในอสัญญสัตตภูมิ.
      หรือว่า วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น คือในทุติยฌาน ในตติยฌาน แต่กายสังขารย่อมไม่
 เกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น และกายสังขารก็ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น คือ
 ในจตุตถฌาน ในอสัญญสัตตภูมิ.
      [๑๐๔๗] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด จิตตสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นใน
 ภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น คือในจตุตถฌาน ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ
 แต่จิตตสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น และจิตตสังขารก็ย่อมไม่
 เกิดขึ้นในภูมินั้น คือในอสัญญสัตตภูมิ.
      หรือว่า จิตตสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๔๘] วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด จิตตสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น
 หรือ?
      วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น คือในทุติยฌาน ในตติยฌาน ในจตุตถฌาน แต่
 จิตตสังขารก็ย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น และจิตตสังขารก็ย่อมไม่
 เกิดขึ้นในภูมินั้น คือในอสัญญสัตตภูมิ.
      หรือว่า จิตตสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๔๙] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะเสียแล้ว กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร แต่วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น และวจีสังขารก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นทั้งหมด คือ
 ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะแห่งอวิตักกอวิจารจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ แก่
 อสัญญสัตว์.
      หรือว่า วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฯลฯ.
      คำว่า ยสฺส ก็ดี คำว่า ยสฺส ยตฺถ ก็ดี พึงให้พิสดารเช่นเดียวกัน ข้อว่า "นิโรธ-
 *สมาปนฺนานํ" ย่อมไม่ได้ในคำว่า "ยสฺส ยตฺถ"
      [๑๐๕๐] กายสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด วจีสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วจีสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      กายสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จิตตสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      วจีสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จิตตสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๕๑] กายสังขารเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด ฯลฯ.
      แม้คำว่า ยตฺถ ในภูมิใด เป็นเช่นเดียวกันทุกบท.
      [๑๐๕๒] กายสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน แต่
 วจีสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขารเกิดขึ้นแล้ว และวจีสังขารก็
 เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ.
      หรือว่า วจีสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น?
      วจีสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดใน
 อรูปาวจรภูมิ แต่กายสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารเกิดขึ้นแล้ว
 และกายสังขารก็เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ.
      [๑๐๕๓] กายสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น?
      จิตตสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดใน
 รูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ แต่กายสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 จิตตสังขารเกิดขึ้นแล้ว และกายสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เข้าปฐมฌาน
 ทุติยฌาน ตติยฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ.
      [๑๐๕๔] วจีสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น?
      จิตตสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน
 จตุตถฌาน ผู้เกิดในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่ แต่วจีสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จิตตสังขารเกิดขึ้นแล้ว และวจีสังขารก็เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดใน
 อรูปาวจรภูมิ นอกนี้.
      [๑๐๕๕] กายสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด วจีสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า วจีสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด กายสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น?
      ไม่มี.
      กายสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จิตตสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า จิตตสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด กายสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น?
      ไม่มี.
      วจีสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จิตตสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า จิตตสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด วจีสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น?
      ไม่มี.
      [๑๐๕๖] กายสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๐๕๗] กายสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารไม่เกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดใน
 อรูปาวจรภูมิ แต่วจีสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขารไม่เกิดขึ้น
 แล้ว และวจีสังขารก็ไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดในชั้น
 สุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่ ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า วจีสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น?
      วจีสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน แต่
 กายสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารไม่เกิดขึ้นแล้ว และ
 กายสังขารก็ไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดในชั้นสุทธาวาส
 ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่ ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      [๑๐๕๘] กายสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารไม่เกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดใน
 รูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ แต่จิตตสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 กายสังขารไม่เกิดขึ้นแล้ว และจิตตสังขารก็ไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้กำลัง
 เข้าถึงชั้นสุทธาวาส ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า จิตตสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารไม่เกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๕๙] วจีสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารไม่เกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      วจีสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน
 จตุตถฌาน ผู้เกิดในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่ แต่จิตสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารไม่เกิดขึ้นแล้ว และจิตตสังขารก็ไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้กำลังเข้าถึงชั้นสุทธาวาส ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า จิตตสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๖๐] กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ซึ่งจักมีปัจฉิมจิต เกิดขึ้น ใน
 ลำดับแห่งจิตใด ผู้เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ และผู้เข้าถึงรูปาวจรภูมิ
 อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ แต่กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่
 วจีสังขารจักเกิดขึ้น และกายสังขารก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ นอกนี้.
      [๑๐๖๑] กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ซึ่งจักมีปัจฉิมจิต เกิดขึ้น
 ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ และผู้เข้าถึงรูปาวจรภูมิ
 อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ แต่กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่
 จิตตสังขารจักเกิดขึ้น และกายสังขารก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ นอกนี้.
      [๑๐๖๒] วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก ไม่วิจาร เกิดขึ้น
 ในลำดับแห่งจิตใด แต่วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จิตตสังขารจักเกิดขึ้น และ
 วจีสังขารก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์ นอกนี้.
      [๑๐๖๓] กายสังขารจักเกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๐๖๔] กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน แต่
 วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขารจักเกิดขึ้น และวจีสังขารก็จัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ.
      หรือว่า วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น?
      วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิต
 เกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด และสัตว์ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ แต่กายสังขาร
 จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารจักเกิดขึ้น และกายสังขารก็จักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ นอกนี้.
      [๑๐๖๕] กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น?
      จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ที่จักมี
 ปัจฉิมจิต เกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ
 แต่กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ จิตตสังขารจักเกิดขึ้น และกายสังขาร
 ก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ผู้เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน ผู้เกิด
 ในกามาวจรภูมิ นอกนี้.
      [๑๐๖๖] วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น?
      จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก
 ไม่มีวิจาร เกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน แต่วจีสังขารจัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จิตตสังขารจักเกิดขึ้นและวจีสังขารก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดใน
 อรูปาวจรภูมิ นอกนี้.
      [๑๐๖๗] กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิที่จักมีปัจฉิมจิตเกิดขึ้น ใน
 ลำดับแห่งจิตใด ผู้เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ และผู้เข้าถึงรูปาวจรภูมิ
 อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ แต่วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่
 กายสังขารจักไม่เกิดขึ้น และวจีสังขารก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 ปัจฉิมจิต ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิตอันไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด.
      หรือว่า วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๖๘] กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ซึ่งจักมีปัจฉิมจิตเกิดขึ้น
 ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ และผู้เข้าถึงรูปาวจรภูมิ
 อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ แต่จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ก็หาไม่ กายสังขารจักไม่เกิดขึ้น และจิตตสังขารก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อม
 เพรียงด้วยปัจฉิมจิต.
      หรือว่า จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๖๙] วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เกิดขึ้นใน
 ลำดับแห่งจิตใด แต่จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ วจีสังขารก็จักไม่เกิดขึ้นและ
 จิตตสังขารก็จักไม่ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต.
      หรือว่า จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๗๐] กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๐๗๑] กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิต
 เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ แต่วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขารจักไม่เกิดขึ้น และวจีสังขารก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
 เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าถึงจตุตถฌาน ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น?
      วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน แต่
 กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้น และกายสังขารก็
 จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ผู้มีปัจฉิมจิต อันไม่
 มีวิตก ไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      [๑๐๗๒] กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิต
 เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ แต่
 จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นและจิตตสังขารก็จัก
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า  จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด กายสังขารจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๗๓] วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้น ในภูมินั้นหรือ?
      วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก ไม่มี
 วิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน แต่จิตตสังขารจักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้น และจิตตสังขารก็จักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๗๔] กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วจีสังขารเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ แต่กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้ว และกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ.
      [๑๐๗๕] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ แต่กายสังขารย่อมเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้ว และกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ.
      [๑๐๗๖] วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิตในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ แต่วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นก็หาไม่ จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วและวจีสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ใน
 อุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร.
      [๑๐๗๗] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๐๗๘] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ในอุปปาทขณะ
 แห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ แต่วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่
 กายสังขารย่อมเกิดขึ้น และจีวรสังขารก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน
 ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ.
      หรือว่า วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดใน
 กามาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ของสัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ แต่กายสังขาร
 ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้ว และกายสังขารก็ย่อม
 เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่ง
 ลมอัสสาสะปัสสาสะ.
      [๑๐๗๙] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ แต่กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้นก็หาไม่ จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้ว และกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ใน
 ภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ.
      [๑๐๘๐] วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร แต่วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่
 จิตตสังขารเคยเกิดขึ้นแล้ว และวจีสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ใน
 อุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร.
      [๑๐๘๑] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 นั้นหรือ?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      หรือว่า วจีสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      ไม่มี.
      [๑๐๘๒] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นหรือ?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      ไม่มี.
      [๑๐๘๓] วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารไม่เกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น.
      ไม่มี.
      [๑๐๘๔] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๐๘๕] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ
 ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะของสัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ในอุปปาทขณะแห่งจิต เว้นลม-
 *อัสสาสะปัสสาสะ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ แต่วจีสังขารไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น และวจีสังขารก็ไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ
 ของสัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ในอุปปาทขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้าจตุตถฌาน
 ผู้เกิดในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่ ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      [๑๐๘๖] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ แต่จิตตสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น และจิตตสังขารก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ผู้เข้าถึงชั้นสุทธาวาส ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า จิตตสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๘๗] วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร แต่จิตตสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมิ
 นั้นก็หาไม่ วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น และจิตตสังขารก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมิ
 นั้น ผู้เข้าถึงชั้นสุทธาวาส ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า จิตตสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๘๘] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว
      หรือว่า วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะแห่ง
 จิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ แต่กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นก็หาไม่ วจีสังขารจักเกิดขึ้น และกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ.
      [๑๐๘๙] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว
      หรือว่า จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะแห่ง
 จิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ แต่กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จิตตสังขารจักเกิดขึ้น และกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ใน
 อุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ.
      [๑๐๙๐] วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีวิตกและวิจาร แต่
 จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ วจีสังขารย่อมเกิดขึ้น และจิตตสังขารก็จักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้น นอกนี้ ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร.
      หรือว่า จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะแห่ง
 จิต เว้นวิตกและวิจาร ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ แต่วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ก็หาไม่ จิตตสังขารจักเกิดขึ้น และวจีสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่ง
 วิตกและวิจาร.
      [๑๐๙๑] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๐๙๒] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ใน
 อุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ แต่วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 กายสังขารย่อมเกิดขึ้นและวจีสังขารก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิด
 ในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ.
      หรือว่า วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ
 ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ของสัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ในอุปปาทขณะแห่งจิต
 เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ แต่กายสังขารย่อมเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารจักเกิดขึ้น และกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งลม
 อัสสาสะปัสสาสะ.
      [๑๐๙๓] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ แต่กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ จิตตสังขารย่อมเกิดขึ้นและกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ.
      [๑๐๙๔] วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต ที่มีวิตก
 และมีวิจาร แต่จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารย่อมเกิดขึ้น
 และจิตตสังขารก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น นอกนี้ ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร.
      หรือว่า จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 ในภูมินั้น.
      จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร แต่วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 จิตตสังขารจักเกิดขึ้น และวจีสังขารก็ย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่ง
 วิตกและวิจาร.
      [๑๐๙๕] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ แต่วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น และวจีสังขารก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับ
 แห่งจิตใด.
      หรือว่า วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๙๖] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ แต่จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น และจิตตสังขารก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต.
      หรือว่า จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๐๙๗] วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ แต่จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นและจิตตสังขารก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและวิจาร ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก
 ไม่มีวิจาร.
      หรือว่า จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น.
      จิตตสังขารก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกมีวิจาร
 แต่วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นและวจีสังขารก็ย่อม
 ไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ผู้มีความพร้อม
 เพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร.
      [๑๐๙๘] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๐๙๙] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ
 ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ของสัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ในอุปปาทขณะแห่งจิต
 เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แต่วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น และวจีสังขารก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิตอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร
 เกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ
 ของสัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ในอุปปาทขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้าจตุตถฌาน
 ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ในอุปปาทขณะ
 แห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ แต่กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่
 วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นและกายสังขารก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อม-
 *เพรียงด้วยปัจฉิมจิต ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิตอันไม่มีวิตกไม่มีวิจารเกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้า
 ทุติยฌาน ตติยฌาน ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะของสัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      [๑๑๐๐] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ แต่จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น และจิตตสังขารก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๐๑] วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร แต่จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นและจิตตสังขารก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ใน
 ภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก
 และไม่มีวิจาร ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมี
 วิตกและมีวิจาร แต่วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จิตตสังขารจักไม่
 เกิดขึ้นและวจีสังขารก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมี
 วิตกและมีวิจาร ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      [๑๑๐๒] กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ผู้ที่จักมี
 ปัจฉิมจิตอันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร เกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด แต่วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นก็หาไม่ กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้ว วจีสังขารก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น นอกนี้.
      หรือว่า วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๐๓] กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต แต่
 จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้ว และจิตตสังขารก็จัก
 เกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย นอกนี้.
      หรือว่า จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๐๔] วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นหรือ?
      วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต แต่จิตต-
 *สังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้ว และจิตตสังขารก็จักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์ทั้งหลาย นอกนี้.
      หรือว่า จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ฯลฯ.
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๐๕] กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๑๐๖] กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต
 ในกามาวจรภูมิ ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน แต่วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่
 กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้ว และวจีสังขารก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน
 ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ นอกนี้.
      หรือว่า วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 นั้นในภูมินั้น.
      วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แต่
 กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารจักเกิดขึ้น และกายสังขาร
 ก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ.
      [๑๑๐๗] กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารจักเกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต
 ในกามาวจรภูมิ แต่จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขารเคยเกิดขึ้น
 แล้ว และจิตตสังขารก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน
 ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ นอกนี้.
      หรือว่า จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ
 อรูปาวจรภูมิ แต่กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จิตตสังขารจัก
 เกิดขึ้น และกายสังขารก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน
 ตติยฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ.
      [๑๑๐๘] วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต
 ในภูมิมีวิตกมีวิจาร แต่จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารเคย
 เกิดขึ้นแล้ว และจิตตสังขารก็จักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภูมิมีวิตกมีวิจาร นอกนี้.
      หรือว่า จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      จิตตสังขารจักเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ในภูมิไม่มีวิตกไม่มีวิจาร แต่
 วจีสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จิตตสังขารจักเกิดขึ้น และวจีสังขาร
 ก็เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ในภูมิมีวิตกมีวิจาร
      [๑๑๐๙] กายสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๑๑๑๐] กายสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด กายสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่
 สัตว์นั้น.
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๑๑๑๑] วจีสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น.
      เคยเกิดขึ้นแล้ว.
      [๑๑๑๒] กายสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๑๑๓] กายสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจร-
 *ภูมิ แต่วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 และวจีสังขารก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ ใน
 ภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก
 ไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าจตุตถฌาน
 ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต
 ในกามาวจรภูมิ ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน แต่กายสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นใน
 ภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นและกายสังขารก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 คือในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตอันมีวิตกและมีวิจาร ผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิตอันไม่มีวิตกวิจาร เกิดขึ้น
 ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      [๑๑๑๔] กายสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารจักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      กายสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดใน
 รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แต่จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ กายสังขาร
 ไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และจิตตสังขารก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้มีความพร้อม-
 *เพรียงด้วยปัจฉิมจิต ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด กายสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต
 ในกามาวจรภูมิ แต่กายสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ จิตตสังขาร
 จักไม่เกิดขึ้น และกายสังขารก็ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้มีความพร้อม-
 *เพรียงด้วยปัจฉิมจิต ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      [๑๑๑๕] วจีสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใดในภูมิใด จิตตสังขารจักไม่
 เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นในภูมินั้นหรือ?
      วจีสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ในภูมิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร
 แต่จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว และ
 จิตตสังขารก็จักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น คือ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ใน
 ภูมิอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
      หรือว่า จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใดในภูมิใด วจีสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
 แก่สัตว์นั้นในภูมินั้น.
      จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 ปัจฉิมจิต ในภูมิที่มีวิตกและมีวิจาร แต่วจีสังขารไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ จิตตสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต
 ในภูมิที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ผู้เป็นอสัญญสัตว์.
                         อุปาทวาร จบ.
                           นิโรธวาร
      [๑๑๑๖] กายสังขารของสัตว์ใด ย่อมดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น ย่อมดับไป
 หรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ เว้นวิตกและวิจาร
 ย่อมดับไป แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ย่อมดับไปก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ผู้เข้า
 ปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ย่อมดับไป และ
 วจีสังขารก็ย่อมดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ย่อมดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น ย่อมดับไป?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งวิตกวิจาร เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ย่อม
 ดับไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์นั้น ผู้เข้าปฐมฌาน
 ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ย่อมดับไป และกายสังขารก็ย่อม
 ดับไป.
      [๑๑๑๗] กายสังขารของสัตว์ใด ย่อมดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น ย่อมดับไป
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ย่อมดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น ย่อมดับไป?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ย่อม
 ดับไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ใน
 ภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ย่อมดับไป และกายสังขารก็ย่อมดับไป.
      [๑๑๑๘] วจีสังขารของสัตว์ใด ย่อมดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น ย่อมดับไป
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ย่อมดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น ย่อมดับไป.
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร ย่อมดับไป แต่
 วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งวิตก
 และวิจาร ย่อมดับไป และวจีสังขารก็ย่อมดับไป.
      [๑๑๑๙] กายสังขารในภูมิใด ย่อมดับไป วจีสังขารในภูมินั้น ย่อมดับไป
 หรือ?
      กายสังขารในภูมินั้น คือในทุติยฌาน ในตติยฌาน ย่อมดับไป แต่วจีสังขารในภูมินั้น
 ย่อมดับไปก็หาไม่ ฯลฯ.
      [๑๑๒๐] กายสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ย่อมดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมดับไปหรือ ฯลฯ
      คำว่า ยสฺส (แห่งสัตว์ใด) ก็ดี คำว่า ยสฺส ยตฺถ (ของสัตว์ใดในภูมิใด) ก็ดี เป็น
 เช่นเดียวกัน.
      [๑๑๒๑] กายสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น ย่อม
 ไม่ดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจาร เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ
 ย่อมไม่ดับไป แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น
 ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะแห่งจิตที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้า
 นิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ย่อมไม่ดับไป และวจีสังขารก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น ย่อมไม่ดับไป?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ เว้นวิตกและวิจาร
 ย่อมไม่ดับไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น
 ทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะแห่งจิต อันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เว้นลมอัสสาสะ-
 *ปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และกายสังขารก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๑๑๒๒] กายสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น ย่อม
 ไม่ดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ย่อมไม่ดับ
 ไป แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และจิตตสังขารก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น ย่อมไม่ดับ
 ไป?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๒๓] วจีสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น ย่อมไม่
 ดับไปหรือ?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิต เว้นวิตกและวิจารย่อมไม่ดับไป แต่จิตต
 สังขารของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ย่อมไม่ดับไป และจิตตสังขารก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น ย่อมไม่
 ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๒๔] กายสังขารในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป ฯลฯ.
      [๑๑๒๕] กายสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์
 นั้น ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจาร เว้นลม
 อัสสาสะปัสสาสะ ย่อมไม่ดับไป แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่
 กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้นทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะแห่งจิต อัน
 ไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และ
 วจีสังขารก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ฯลฯ.
      คำว่า ยสฺส (ของสัตว์ใด) ก็ดี คำว่า ยสฺส ยตฺถ (ของสัตว์ใดในภูมิใด) ก็ดี
 พึงให้พิสดาร เช่นเดียวกัน ไม่พึงกระทำว่าผู้เข้านิโรธ ในคำว่า ยสฺส ยตฺถ.
      [๑๑๒๖] กายสังขารของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว วจีสังขารของสัตว์นั้น เคยดับ
 ไปแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ฯลฯ.
      การถามที่เป็นอดีต ในอุปปาทวารตลอดถึงคำว่า ยสฺส (ของสัตว์ใด) ก็ดี คำว่า ยสฺส
 ยตฺถ (ของสัตว์ใดในภูมิใด) ก็ดี อนุโลม ก็ดี ปัจจนียะ ก็ดี ท่านจำแนกไว้แล้ว ฉันใด แม้
 ในนิโรธวาร ก็พึงจำแนก ฉันนั้น ไม่มีการทำต่างๆ กัน.
      [๑๑๒๗] กายสังขารของสัตว์ใด จักดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด จักดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น จักดับไป?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต ผู้เกิด
 ในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิตเกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
 ในอรูปาวจรภูมิ และผู้เข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ซึ่งกำลังจุติอยู่ จักดับ
 ไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น จักดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้
 จักดับไป และกายสังขารก็จักดับไป.
      [๑๑๒๘] กายสังขารของสัตว์ใด จักดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น จักดับไป.
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต ผู้เกิด
 ในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิตเกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
 อรูปาวจรภูมิ และผู้เข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่
 จักดับไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์ทั้งหลาย นอกนี้
 จักดับไป และกายสังขารก็จักดับไป.
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
 ของสัตว์ซึ่งมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกวิจารเกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด จักดับไป แต่วจีสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้น จักดับไปก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์ทั้งหลาย นอกนี้ จักดับไป และ
 วจีสังขารก็จักดับไป.
      [๑๑๒๙] วจีสังขารของสัตว์ใด จักดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น จักดับไป.
      [๑๑๓๐] กายสังขารในภูมิใด จักดับไป ฯลฯ.
      [๑๑๓๑] กายสังขารของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน จักดับไป แต่
 วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น
 ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ จักดับไป และวจีสังขารก็จักดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป กายสังขารของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไป.
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต
 ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ซึ่งจักมีปัจฉิมจิต เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ
 ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ จักดับไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่
 วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ นอกนี้ จักดับไป
 และกายสังขารก็จักดับไป.
      [๑๑๓๒] กายสังขารของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป กายสังขารของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น จักดับไป.
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่ง
 ปัจฉิมจิต ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิตเกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าจตุตถฌาน
 ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ จักดับไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น
 จักดับไปก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน
 ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ นอกนี้ จักดับไป และกายสังขารก็จักดับไป.
      [๑๑๓๓] วจีสังขารของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใดในภูมิใด จักดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้นในภูมินั้น
 จักดับไป.
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก
 ไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกไม่มีวิจารเกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าทุติยฌาน
 ตติยฌาน จตุตถฌาน จักดับไป แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่
 จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ
 ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ นอกนี้ จักดับไป และวจีสังขารก็จักดับไป.
      [๑๑๓๔] กายสังขารของสัตว์ใด จักไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น จักไม่
 ดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต ผู้เกิด
 กามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิตเกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
 ในอรูปาวจรภูมิ และผู้เข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้ว จักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักไม่
 ดับไปแต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ใน
 ภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก
 และไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจารเกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด จักไม่
 ดับไป และวจีสังขารก็ จักไม่ดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด จักไม่ดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๓๕] กายสังขารของสัตว์ใด จักไม่ดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักไม่
 ดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต ผู้เกิด
 ในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิตเกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
 ในอรูปาวจรภูมิ และผู้เข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่ จักไม่
 ดับไป แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ใน
 ภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต จักไม่ดับไป และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักไม่ดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๓๖] วจีสังขารของสัตว์ใด จักไม่ดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักไม่
 ดับไปหรือ?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ผู้ที่
 จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด จักไม่ดับไป แต่จิตตสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต
 จักไม่ดับไป และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป.
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๓๗] กายสังขารในภูมิใด จักไม่ดับไป ฯลฯ.
      [๑๑๓๘] กายสังขารของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต
 ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิต เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิด
 ในอรูปาวจรภูมิ จักไม่ดับไป แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่
 กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและวิจาร ผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกไม่มีวิจารเกิดขึ้น
 ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และวจีสังขาร ก็จักไม่
 ดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไป?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน จักไม่ดับไป แต่
 กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น
 ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและวิจาร ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก
 ไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิตอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าจตุตถฌาน
 ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และกายสังขารก็จักไม่ดับไป.
      [๑๑๓๙] กายสังขารของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่ง
 ปัจฉิมจิต ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิต เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าจตุตถฌาน
 ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ จักไม่ดับไป แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต ผู้เป็น
 อสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไป?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๔๐] วจีสังขารของสัตว์ใดในภูมิใด จักไม่ดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกไม่มี
 วิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าทุติยฌาน
 ตติยฌาน จตุตถฌาน จักไม่ดับไป แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไป
 ก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต ผู้เป็นอสัญญสัตว์
 จักไม่ดับไป และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไป?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๔๑] กายสังขารของสัตว์ใด ย่อมดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น เคยดับไปแล้ว
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว กายสังขารของสัตว์นั้น ย่อมดับไป?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะแห่งจิต
 เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ เคยดับไปแล้ว แต่กายสังขารของ
 สัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ
 เคยดับไปแล้ว และกายสังขารก็ย่อมดับไป.
      [๑๑๔๒] กายสังขารของสัตว์ใด ย่อมดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น เคยดับไป
 แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว กายสังขารของสัตว์นั้น ย่อม
 ดับไป?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะแห่งจิต
 เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ เคยดับไปแล้ว แต่กายสังขารของ
 สัตว์เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะ-
 *ปัสสาสะ เคยดับไปแล้ว และกายสังขารก็ย่อมดับไป.
      [๑๑๔๓] วจีสังขารของสัตว์ใด ย่อมดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น เคยดับไป
 แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว วจีสังขารของสัตว์นั้น ย่อมดับไป?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะแห่งจิต
 เว้นวิตกและวิจาร ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ เคยดับไปแล้ว แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น
 ย่อมดับไปก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจาร เคยดับไปแล้ว
 และวจีสังขารก็ย่อมดับไป.
      [๑๑๔๔] กายสังขารในภูมิใด ย่อมดับไป ฯลฯ?
      [๑๑๔๕] กายสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ย่อมดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ในภังคขณะแห่งลม
 อัสสาสะปัสสาสะ ย่อมดับไป แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่
 กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่ง
 ลมอัสสาสะปัสสาสะ ย่อมดับไป และวจีสังขารก็เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด เคยดับไปแล้ว กายสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมดับไป?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ใน
 อุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ในภังคขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะของ
 สัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ เคยดับไปแล้ว แต่กายสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ย่อมดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้า
 ปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ เคยดับไปแล้ว และ
 กายสังขารก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๑๑๔๖] กายสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ย่อมดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด เคยดับไปแล้ว กายสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมดับไป?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะ-
 *แห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ เคยดับไปแล้ว แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ย่อมดับไปก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ
 เคยดับไปแล้ว และกายสังขารก็ย่อมดับไป.
      [๑๑๔๗] วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ย่อมดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด เคยดับไปแล้ว วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมดับไป?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตในภังคขณะ-
 *แห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร เคยดับไปแล้ว แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ย่อมดับไป
 ก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจาร เคยดับไปแล้ว
 และวจีสังขารก็ย่อมดับไป.
      [๑๑๔๘] กายสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น ไม่เคย
 ดับไปแล้วหรือ?
      เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว กายสังขารของสัตว์นั้น ย่อม
 ไม่ดับไป?
      ไม่มี.
      [๑๑๔๙] กายสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น ไม่เคย
 ดับไปแล้วหรือ?
      เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว กายสังขารของสัตว์นั้น ย่อม
 ไม่ดับไป?
      ไม่มี.
      [๑๑๕๐] วจีสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น ไม่เคย
 ดับไปแล้วหรือ?
      เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว วจีสังขารของสัตว์นั้น ย่อมไม่
 ดับไป?
      ไม่มี.
      [๑๑๕๑] กายสังขารในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป ฯลฯ.
      [๑๑๕๒] กายสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ใน
 อุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ในภังคขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ของ
 สัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ ย่อมไม่ดับไป แต่วจีสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น
 ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ในภังคขณะแห่งจิต
 เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ของสัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดในชั้นสุทธาวาส
 ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และวจีสังขารก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว กายสังขารของ
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ในภังคขณะแห่งลม
 อัสสาสะปัสสาสะ ไม่เคยดับไปแล้ว แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่
 วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ในอุปปาทขณะแห่งลม
 อัสสาสะปัสสาสะ ในภังคขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะของสัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ
 ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดในชั้นสุทธาวาส ในเมื่อทุติยจิตเป็นไปอยู่ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ไม่เคย
 ดับไปแล้ว และกายสังขารก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๑๑๕๓] กายสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป จิตตสังขารของ
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะ-
 *แห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ย่อมไม่ดับไป แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น
 ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น ผู้เข้าถึงชั้นสุทธาวาส ผู้เป็น
 อสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และจิตตสังขารก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว กายสังขารของ
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๕๔] วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วหรือ?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิต เว้นวิตกวิจาร
 ย่อมไม่ดับไป แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่ วจีสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าถึงชั้นสุทธาวาส ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และ
 จิตตสังขารก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว วจีสังขารของ
 สัตว์นั้น ย่อมไม่ดับไป?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๕๕] กายสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น จักดับ
 ไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด จักดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น ย่อมดับไป?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะแห่งจิต เว้น
 ลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักดับไป แต่กายสังขารของสัตว์
 เหล่านั้นย่อมดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ
 จักดับไป และกายสังขารก็ย่อมดับไป.
      [๑๑๕๖] กายสังขารของสัตว์ใด ย่อมดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักดับ
 ไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น ย่อมดับไป?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะแห่งจิต
 เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักดับไป แต่กายสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งลม
 อัสสาสะปัสสาสะ จักดับไป และกายสังขารก็ย่อมดับไป.
      [๑๑๕๗] วจีสังขารของสัตว์ใด ย่อมดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักดับ
 ไปหรือ?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร ย่อมดับไป
 แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ ใน
 ภังคขณะแห่งวิตกและวิจาร ย่อมดับไป และจิตตสังขารก็จักดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น ย่อมดับไป?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะแห่งจิต
 เว้นวิตกและวิจาร ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักดับไป แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น
 ย่อมดับไปก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจาร จักดับไป และ
 วจีสังขารก็ย่อมดับไป.
      [๑๑๕๘] กายสังขารในภูมิใด ย่อมดับไป ฯลฯ.
      [๑๑๕๙] กายสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ย่อมดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ในภังคขณะแห่ง
 ลมอัสสาสะปัสสาสะ ย่อมดับไป แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่
 กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในภังคขณะ
 แห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ย่อมดับไป และวจีสังขารก็จักดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น ใน
 ภูมินั้น ย่อมดับไป?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะ
 แห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ในภังคขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ของสัตว์เหล่านั้น
 นั่นแหละ ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ จักดับไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ย่อมดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดใน
 กามาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ จักดับไป  และกายสังขาร ก็ย่อมดับไป.
      [๑๑๖๐] กายสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ย่อมดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น ใน
 ภูมินั้น ย่อมดับไป?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะ-
 *แห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ จักดับไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น
 ย่อมดับไปก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ
 จักดับไป กายสังขารก็ย่อมดับไป.
      [๑๑๖๑] วจีสังขารของสัตว์ใด  ในภูมิใด ย่อมดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร
 ย่อมดับไป แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์
 เหล่านั้น ในภูมินั้น นอกนี้ ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจาร ย่อมดับไป และจิตตสังขาร
 ก็จักดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น ใน
 ภูมินั้น ย่อมดับไป?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะ-
 *แห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร จักดับไป แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ย่อมดับไป
 ก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งวิตกวิจาร จักดับไป และ
 วจีสังขารก็ย่อมดับไป.
      [๑๑๖๒] กายสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น จักไม่
 ดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะแห่งจิต เว้น
 ลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก
 ไม่มีวิจารเกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ย่อมไม่ดับไปและวจีสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด จักไม่ดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น ย่อมไม่
 ดับไป?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๖๓] กายสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักไม่
 ดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะแห่งจิต เว้น
 ลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป แต่จิตตสังขารของสัตว์
 เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต ย่อมไม่
 ดับไป และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๖๔] วจีสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักไม่ดับ
 ไปหรือ?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะแห่งจิต เว้น
 วิตกและวิจาร ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและ
 ไม่มีวิจารย่อมไม่ดับไป และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น ย่อมไม่
 ดับไป?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร จักไม่
 ดับไป แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ใน
 ภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร จักไม่ดับไป และวจีสังขารก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๑๑๖๕] กายสังขารในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป ฯลฯ.
      [๑๑๖๖] กายสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ใน
 อุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ในภังคขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ของ
 สัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ ย่อมไม่ดับไป แต่วจีสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่ง
 ปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร
 ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจารเกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน
 ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ในภังคขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะของ
 สัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป  และวจีสังขารก็จัก
 ไม่ดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักไม่ดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ในภังคขณะแห่ง
 ลมอัสสาสะปัสสาสะ จักไม่ดับไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป
 ก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก
 และไม่มีวิจารเกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ในอุปปาทขณะแห่ง
 ลมอัสสาสะปัสสาสะ ในภังคขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะของสัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ
 ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และกายสังขารก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๑๑๖๗] กายสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป จิตตสังขารของสัตว์
 นั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะแห่งจิต เว้น
 ลมอัสสาสะปัสสาสะ ย่อมไม่ดับไป แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไป
 ก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต ผู้เป็นอสัญญสัตว์
 ย่อมไม่ดับไป และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักไม่ดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๖๘] วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ย่อมไม่ดับไป จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งจิต ในภังคขณะแห่ง
 จิต เว้นวิตกและวิจาร ย่อมไม่ดับไป แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไป
 ก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มี
 วิจาร ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไป?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งจิต อันมีวิตกและมีวิจาร
 จักไม่ดับไป แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ จิตตสังขารของ
 สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ผู้เป็นอสัญญสัตว์
 จักไม่ดับไป และวจีสังขารก็ย่อมไม่ดับไป.
      [๑๑๖๙] กายสังขารของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว วจีสังขารของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร ผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและ
 ไม่มีวิจารเกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด เคยดับไปแล้ว แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นจักดับไป
 ก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และวจีสังขารก็จักดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว
      [๑๑๗๐] กายสังขารของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว จิตตสังขารของสัตว์นั้น จัก
 ดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต เคยดับไปแล้ว แต่จิตตสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้นจักดับไปก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์ทั้งหลาย นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และ
 จิตตสังขารก็จักดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๗๑] กายสังขารในภูมิใด เคยดับไปแล้ว ฯลฯ.
      [๑๑๗๒] กายสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด เคยดับไปแล้ว วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต ในกามาวจรภูมิ
 ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน เคยดับไปแล้ว แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักดับไป
 ก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ นอกนี้
 เคยดับไปแล้ว และวจีสังขารก็จักดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักดับไป กายสังขารของสัตว์นั้นในภูมิ
 นั้น เคยดับไปแล้ว?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ
 จักดับไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ วจีสังขารของ
 สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ จักดับไป และกายสังขารก็เคย
 ดับไปแล้ว.
      [๑๑๗๓] กายสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด เคยดับไปแล้ว จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต ในกามาวจรภูมิ
 เคยดับไปแล้ว แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ กายสังขารของ
 สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ นอกนี้
 เคยดับไปแล้ว และจิตตสังขารก็จักดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น ใน
 ภูมินั้น เคยดับไปแล้ว?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดใน
 อรูปาวจรภูมิ จักดับไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่
 จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ
 จักดับไป และกายสังขารก็เคยดับไปแล้ว.
      [๑๑๗๔] วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด เคยดับไปแล้ว จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต ในภูมิอันมีวิตกและ
 มีวิจาร เคยดับไปแล้ว แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ วจีสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภูมิอันมีวิตกและมีวิจาร นอกนี้ เคยดับไปแล้ว และจิตตสังขาร
 ก็จักดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น ใน
 ภูมินั้น เคยดับไปแล้ว?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภูมิอันไม่วิตกและไม่มีวิจาร จักดับไป แต่
 วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น เคยดับไปแล้วก็หาไม่ แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ในภูมิอันมีวิตกและมีวิจาร จักดับไป และวจีสังขารก็เคยดับไปแล้ว.
      [๑๑๗๕] กายสังขารของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว วจีสังขารของสัตว์นั้น จักไม่
 ดับไปหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด จักไม่ดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น ไม่เคยดับไป
 แล้ว?
      เคยดับไปแล้ว.
      [๑๑๗๖] กายสังขารของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว จิตตสังขารของสัตว์นั้น จัก
 ไม่ดับไปหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักไม่ดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น ไม่เคย
 ดับไปแล้ว?
      เคยดับไปแล้ว.
      [๑๑๗๗] วจีสังขารของสัตว์ใด ไม่เคยดับไปแล้ว จิตตสังขารของสัตว์นั้น จัก
 ไม่ดับไปหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น ไม่เคยดับ
 ไปแล้ว?
      เคยดับไปแล้ว.
      [๑๑๗๘] กายสังขารในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว ฯลฯ.
      [๑๑๗๙] กายสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว วจีสังขารของ
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ
 ไม่เคยดับไปแล้ว แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่งจิต อัน
 มีวิตกและมีวิจาร สัตว์ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมี
 ปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เป็น
 อสัญญสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว และวจีสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักไม่ดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้ว?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ในกามาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต
 ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน จักไม่ดับไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ไม่เคยดับ
 ไปแล้วก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ
 ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มี
 วิตกและไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิตอันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้า
 จตุตถฌาน ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และกายสังขารก็ไม่เคยดับไป.
      [๑๑๘๐] กายสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว จิตตสังขารของ
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิด
 ในอรูปาวจรภูมิ ไม่เคยดับไปแล้ว แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไป
 ก็หาไม่ กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่ง
 ปัจฉิมจิต ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ไม่เคยดับไปแล้ว และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักไม่ดับไป กายสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้ว?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ในกามาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่ง
 ปัจฉิมจิต จักไม่ดับไป แต่กายสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่
 จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ ในภังคขณะแห่ง
 ปัจฉิมจิต ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และกายสังขารก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
      [๑๑๘๑] วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ไม่เคยดับไปแล้ว จิตตสังขารของ
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ในภูมิอันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ไม่เคย
 ดับไปแล้ว แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์
 เหล่านั้น ในภูมินั้น คือ ในภูมิอันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต ผู้เป็น
 อสัญญสัตว์ไม่เคยดับไปแล้ว และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักไม่ดับไป วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้ว.
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภูมิอันมีวิตกและมีวิจาร ในภังคขณะแห่ง
 ปัจฉิมจิต จักไม่ดับไป แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ไม่เคยดับไปแล้วก็หาไม่
 จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภูมิอันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ในภังคขณะแห่ง
 ปัจฉิมจิต ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และวจีสังขารก็ไม่เคยดับไปแล้ว.
                         นิโรธวาร จบ.
                         อุปปาทนิโรธวาร
      [๑๑๘๒] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารของสัตว์นั้น ย่อมดับไป
 หรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ย่อมดับไป กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      หามิได้.
      กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารของสัตว์นั้นย่อมดับไปหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ย่อมดับไป กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      หามิได้.
      วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารของสัตว์นั้นย่อมดับไปหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ย่อมดับไป วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      หามิได้.
      กายสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด วจีสังขารในภูมินั้น ย่อมดับไปหรือ?
      กายสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้น คือ ในทุติยฌาน ในตติยฌาน แต่วจีสังขารในภูมินั้น
 ย่อมดับไป ก็หาไม่ ฯลฯ คำว่า ยตฺถ นอกจากนี้ เป็นเช่นเดียวกัน.
      กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฯลฯ คำว่า ยสฺส ก็ดี คำว่า ยสฺส
 ยตฺถ ก็ดี เป็นเช่นเดียวกัน.
      [๑๑๘๓] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารของสัตว์นั้น ย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งวิตกและวิจาร แต่วจีสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาท-
 *ขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ในภังคขณะแห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร ผู้เข้านิโรธ
 ผู้เป็นอสัญญสัตว์ และวจีสังขารก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใดย่อมไม่ดับไป กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ย่อมไม่ดับไป แต่
 กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่ง
 จิตเว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ในภังคขณะแห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร ผู้เข้านิโรธและผู้เป็น
 อสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และกายสังขารก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๑๑๘๔] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น ย่อมไม่
 ดับไปหรือ?
      กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต แต่จิตตสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิตเว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธผู้เป็นอสัญญสัตว์ และจิตตสังขารก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ย่อมไม่ดับไป
 แต่กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาท
 ขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และ
 กายสังขารก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๑๑๘๕] วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น ย่อมไม่ดับ
 ไปหรือ?
      วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต แต่จิตตสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้นย่อมไม่ดับไปก็หาไม่ วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ และจิตตสังขารก็ย่อมไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ย่อมไม่ดับไป วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจารย่อมไม่ดับไป แต่
 วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ ย่อมไม่ดับไป และวจีสังขารก็ย่อม
 ไม่เกิดขึ้น.
      [๑๑๘๖] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๑๘๗] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด ฯลฯ.
 ข้อว่า ยสฺส (แก่สัตว์ใด) ก็ดี ข้อว่า ยสฺส ยตฺถ (ของสัตว์ใด ในภูมิใด) ก็ดี เป็น
 เช่นเดียวกัน.
      บทว่า นิโรธสมาปนฺนานํ ย่อมไม่ได้ในข้อว่า ยสฺส ยตฺถ (ของสัตว์ใด ในภูมิใด).
      [๑๑๘๘] กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด วจีสังขารของสัตว์นั้น เคยดับไป
 แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      คำถามที่เป็นอดีต ในอุปปาทวาร ก็ดี ในนิโรธวาร ก็ดี ในอุปปาทนิโรธวาร ก็ดี
 พึงให้พิสดารเช่นเดียวกัน.
      [๑๑๘๙] กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด จักดับไป กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต ผู้เกิด
 ในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิตเกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ในรูปาวจรภูมิ
 ในอรูปาวจรภูมิ ผู้เข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติอยู่จักดับไป
 แต่กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์ทั้งหลาย นอกนี้ จักดับไป
 และกายสังขารก็จักเกิดขึ้น.
      [๑๑๙๐] กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักดับไป กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต
 ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิตเกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์
 ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ ผู้เข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพาน ที่กำลังจุติ
 อยู่จักดับไป แต่กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์ทั้งหลาย
 นอกนี้ จักดับไป และกายสังขารก็จักเกิดขึ้น.
      [๑๑๙๑] วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักดับไป วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต และสัตว์ที่จักมีปัจฉิมจิต
 อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจารเกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด จักดับไป แต่วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์ทั้งหลาย นอกนี้ จักดับไป และวจีสังขารก็จักเกิดขึ้น.
      [๑๑๙๒] กายสังขารจักเกิดขึ้น ในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๑๙๓] กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน แต่วจีสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่ กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น
 ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ และวจีสังขารก็จักดับไป?
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักดับไป กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่ง-
 *ปัจฉิมจิต ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิตเกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ
 จักดับไป แต่กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน เกิดในกามาวจรภูมิ นอกนี้ จักดับไป และกายสังขารก็จักเกิดขึ้น.
      [๑๑๙๔] กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักดับไป กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต
 ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิตเกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดใน
 รูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ จักดับไป แต่กายสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น
 ก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน
 ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ นอกนี้ จักดับไป และกายสังขารก็จักเกิดขึ้น.
      [๑๑๙๕] วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักดับไป วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต และสัตว์ที่จักมี
 ปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน
 จตุตถฌาน จักดับไป แต่วจีสังขารจักเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ จิตตสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ
 ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ นอกนี้ จักดับไป และวจีสังขารก็จักเกิดขึ้น.
      [๑๑๙๖] กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่ง
 ปัจฉิมจิต ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิต เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์
 ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ ผู้เข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพานที่กำลังจุติอยู่
 แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ใน
 ภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก
 และไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด และ
 วจีสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๙๗] กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารของสัตว์นั้นจักไม่ดับไป
 หรือ?
      กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่ง
 ปัจฉิมจิต ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิต เกิดขึ้น ในลำดับแห่งจิตใด ผู้เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์
 ในรูปาวจรภูมิ ในอรูปาวจรภูมิ ผู้เข้าถึงรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ แล้วจักปรินิพพานที่กำลังจุติอยู่
 แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นจักไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๙๘] วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักไม่ดับไป
 หรือ?
      วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและ
 ไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด แต่จิตตสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่ง
 ปัจฉิมจิต และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๑๙๙] กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๒๐๐] กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ใน
 อุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิตเกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เกิด
 ในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่
 กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและ
 มีวิจาร ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต
 อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เป็นอสัญญสัตว์
 และวจีสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักไม่ดับไป กายสังขารจักไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน จักไม่ดับไป แต่
 กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น
 ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มี
 วิตกและไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด
 ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และกายสังขารก็จักไม่เกิดขึ้น.
      [๑๒๐๑] กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ใน
 อุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ที่จักมีปัจฉิมจิตเกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด
 ผู้เข้าจตุตถฌาน ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ และจิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะ
 แห่งปัจฉิมจิต ผู้เป็นอสัญญสัตว์ และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๐๒] วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต อันไม่มี
 วิตกและไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด
 ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน แต่จิตตสังขารของสัตว์นั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่
 วจีสังขารจักไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต ผู้เป็นอสัญญสัตว์
 และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด ฯลฯ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๐๓] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารของสัตว์นั้น เคยดับไป
 แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด เคยดับไปแล้ว กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะแห่งจิต เว้น
 ลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ เคยดับไปแล้ว แต่กายสังขารย่อมเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ
 เคยดับไปแล้ว และกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้น.
      คำถามที่เป็นอดีตกับปัจจุบัน อนุโลม ก็ดี ปัจจนียะ ก็ดี ท่านจำแนกไว้แล้วใน
 อุปปาทวาร ฉันใด แม้ในอุปปาทนิโรธวาร คำถามที่เป็นอดีตกับด้วยปัจจุบัน อนุโลม ก็ดี
 ปัจจนียะ ก็ดี พึงจำแนก ฉันนั้น.
      [๑๒๐๔] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด จักดับไป กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะแห่งจิต เว้น
 ลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักดับไป แต่กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ
 จักดับไป และกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๑๒๐๕] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักดับ
 ไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักดับไป กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะแห่งจิต
 เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักดับไป แต่กายสังขารย่อมเกิดขึ้น
 แก่สัตว์เหล่านั้นก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ
 จักดับไป และกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๑๒๐๖] วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักดับไป วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะแห่งจิต
 เว้นวิตกและวิจาร ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักดับไป แต่วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์
 เหล่านั้นก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร จักดับไป และ
 วจีสังขารก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๑๒๐๗] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๒๐๘] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ใน
 อุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักดับไปก็หาไม่
 กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ใน
 อุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ และวจีสังขารก็จักดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักดับไป กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ ใน
 ภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ในอุปปาทขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะของ
 สัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ จักดับไป แต่กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้นก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามาวจรภูมิ
 ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ จักดับไป และกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๑๒๐๙] กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักดับไป กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ จักดับไป แต่กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ใน
 ภูมินั้นก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสะ-
 *ปัสสาสะ จักดับไป และกายสังขารก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๑๒๑๐] วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น ใน
 ภูมินั้น จักดับไปหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักดับไป วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้นในภูมินั้น?
      จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร จักดับไป แต่วจีสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น
 ก็หาไม่ จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจารจักดับไป
 และวจีสังขารก็ย่อมเกิดขึ้น.
      [๑๒๑๑] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารของสัตว์นั้น จักไม่ดับ
 ไปหรือ?
      กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะแห่งจิต
 เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมี
 วิตกและมีวิจาร ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต
 อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด และวจีสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด จักไม่ดับไป กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๑๒] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักไม่ดับ
 ไปหรือ?
      กายสังขารย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะ-
 *แห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ แต่จิตตสังขารของสัตว์
 เหล่านั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่ง
 ปัจฉิมจิต และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักไม่ดับไป กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๑๓] วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักไม่
 ดับไปหรือ?
      วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภังคขณะแห่งจิต ในอุปปาทขณะ
 แห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร ผู้เข้านิโรธ ผู้เป็นอสัญญสัตว์ แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต และ
 จิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักไม่ดับไป วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์
 นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๑๔] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นในภูมิใด ฯลฯ.
      [๑๒๑๕] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด วจีสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าปฐมฌาน ผู้เกิดในกามา-
 *วจรภูมิ ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะในอุปปาทขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะ-
 *ปัสสาสะของสัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ผู้เกิดในรูปาวจรภูมิ ผู้เกิดในอรูปาวจรภูมิ แต่วจีสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น
 ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต
 อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด
 ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ในอุปปาทขณะแห่งจิต เว้น
 ลมอัสสาสะปัสสาสะของสัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ผู้เข้าจตุตฌาน ผู้เป็นอสัญญสัตว์ และ
 วจีสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักดับไป กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่
 สัตว์นั้น ในภูมินั้น?
      วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ในอุปปาทขณะแห่ง
 ลมอัสสาสะปัสสาสะ จักไม่ดับไป แต่กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น
 ก็หาไม่ วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและมีวิจาร
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตก
 และไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสะ-
 *ปัสสาสะ ในอุปปาทขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะของสัตว์เหล่านั้นนั่นแหละ ผู้เข้า
 จตุตถฌาน ผู้เป็นอสัญญสัตว์ จักไม่ดับไป และกายสังขารก็ย่อมไม่เกิดขึ้น.
      [๑๒๑๖] กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต เว้นลมอัสสาสะปัสสาสะ แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น
 จักไม่ดับไปก็หาไม่ กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่ง
 ปัจฉิมจิต ผู้เป็นอสัญญสัตว์ และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักไม่ดับไป กายสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๑๗] วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ในภูมิใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น
 ในภูมินั้น จักไม่ดับไปหรือ?
      วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งจิต ใน
 อุปปาทขณะแห่งจิต เว้นวิตกและวิจาร แต่จิตตสังขารของสัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น จักไม่ดับไป
 ก็หาไม่ วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้นแก่สัตว์เหล่านั้น ในภูมินั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต ผู้เป็น
 อสัญญสัตว์ และจิตตสังขารก็จักไม่ดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด ในภูมิใด จักไม่ดับไป วจีสังขารย่อมไม่เกิดขึ้น
 แก่สัตว์นั้น ในภูมินั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๑๘] กายสังขารเคยเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด วจีสังขารของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต อันมีวิตกและ
 มีวิจาร ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต อันไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร ผู้ที่จักมีปัจฉิมจิต อัน
 ไม่มีวิตกและไม่มีวิจาร เกิดขึ้นในลำดับแห่งจิตใด แต่วจีสังขารของสัตว์เหล่านั้น จักดับไป
 ก็หาไม่ กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ทั้งหลาย นอกนี้ และวจีสังขารก็จักดับไป.
      หรือว่า วจีสังขารของสัตว์ใด จักดับไป กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๑๙] กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ใด จิตตสังขารของสัตว์นั้น จักดับไป
 หรือ?
      กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์เหล่านั้น ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต แต่จิตตสังขาร
 ของสัตว์เหล่านั้น จักดับไปก็หาไม่ กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์ทั้งหลาย นอกนี้ และ
 จิตตสังขารก็จักดับไป.
      หรือว่า จิตตสังขารของสัตว์ใด จักดับไป กายสังขารเคยเกิดขึ้นแล้วแก่สัตว์
 นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      คำถามที่เป็นอนาคตกับด้วยอดีต อนุโลมก็ดี ปัจจนียะก็ดี ท่านจำแนกไว้แล้วใน
 นิโรธวาร ฉันใด คำถามที่เป็นอนาคตกับด้วยอดีต อนุโลมก็ดี ปัจจนียะก็ดี แม้ในอุปปาท-
 *นิโรธวารผู้มีปัญญาพึงจำแนก ฉันนั้น.
      ในนิโรธวารก็เหมือนกัน ไม่มีเหตุที่จะทำให้ต่างๆ กัน.
                       อุปปาทนิโรธวาร จบ.
                         ปวัตติวาร จบ.
                           ปริญญาวาร
      [๑๒๒๐] บุคคลใดย่อมกำหนดรู้กายสังขาร บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้วจีสังขาร
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดย่อมกำหนดรู้วจีสังขาร บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้กายสังขาร?
      ถูกแล้ว.
      ปริญญาวาร ท่านจำแนกไว้แล้วในขันธยมก ฉันใด ปริญญาวารแม้ในสังขารยมกก็พึง
 จำแนก ฉันนั้น.
                         ปริญญาวาร จบ.
                         สังขารยมก จบ.
                           อนุสยยมก
                            อนุสัย ๗
      อนุสัย ๗ คือ
           ๑. กามราคานุสัย
           ๒. ปฏิฆานุสัย
           ๓. มานานุสัย
           ๔. ทิฏฐานุสัย
           ๕. วิจิกิจฉานุสัย
           ๖. ภวราคานุสัย
           ๗. อวิชชานุสัย
      [๑๒๒๑] กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ไหน?
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ไหน?
      ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา.
      มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ไหน?
      มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ.
      ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ไหน?
      ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในธรรมที่นับเนื่องในกายของตนทั้งหมด
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ไหน?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในธรรมที่นับเนื่องในกายของตนทั้งหมด.
      ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ไหน?
      ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ไหน?
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในธรรมที่นับเนื่องในกายของตนทั้งหมด.
                           อนุสัยวาร
      [๑๒๒๒] กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น?
      มานานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่กามราคานุสัยจะนอนเนื่องแก่พระอนาคามี
 นั้น ก็หาไม่ มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องและกามราคานุสัยก็ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๓ จำพวก
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 หรือ?
      กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก แต่ทิฏฐานุสัยจะไม่นอนเนื่องอยู่แก่
 บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้นก็หาไม่ กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องและทิฏฐานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่
 ปุถุชน.
      หรือว่า ทิฏฐานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 หรือ?
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก แต่วิจิกิจฉานุสัย จะนอนเนื่องแก่
 บุคคลเหล่านั้นก็หาไม่ กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่อง และวิจิกิจฉานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่ปุถุชน.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล
 นั้น?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่กามราคานุสัยจะนอนเนื่องแก่พระ-
 *อนาคามีก็หาไม่ ภวราคานุสัยย่อมนอนเนื่องและกามราคานุสัยก็ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๓ จำพวก.
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น?
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่กามราคานุสัยจะนอนเนื่องแก่พระ
 อนาคามี ก็หาไม่ อวิชชานุสัยและกามราคานุสัยก็ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๓ จำพวก.
      [๑๒๒๓] ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น?
      มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องอยู่แก่พระ-
 *อนาคามีนั้นก็หาไม่ มานานุสัยย่อมนอนเนื่องและปฏิฆานุสัย ก็ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๓ จำพวก.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก แต่วิจิกิจฉานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคล
 ๒ จำพวกเหล่านั้น ก็หาไม่ ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องและวิจิกิจฉานุสัย ก็ย่อมนอนเนื่องแก่
 ปุถุชน.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น?
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องแก่พระ
 อนาคามี ก็หาไม่ อวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัย ก็ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๓ จำพวก.
      [๑๒๒๔] มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๓ จำพวก แต่วิจิกิจฉานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคล
 ๓ จำพวกเหล่านั้น ก็หาไม่ มานานุสัยย่อมนอนเนื่องและวิจิกิจฉานุสัยก็ย่อมนอนเนื่องแก่ปุถุชน.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๒๕] ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด วิจิกิจฉานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น?
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๓ จำพวก แต่ทิฏฐานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคล
 ๓ จำพวกเหล่านั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่อง และทิฏฐานุสัยก็ย่อมนอนเนื่องแก่
 ปุถุชน.
      [๑๒๒๖] วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชา-
 *นุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น?
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๓ จำพวก แต่วิจิกิจฉานุสัย จะนอนเนื่องแก่
 บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องและวิจิกิจฉานุสัย ก็ย่อมนอนเนื่อง
 แก่ปุถุชน
      [๑๒๒๗] ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๒๘] กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด มานานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จะนอน
 เนื่องแก่พระอนาคามีนั้นก็หาไม่ มานานุสัยย่อมนอนเนื่องกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ก็ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคล ๓ จำพวก.
      กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก แต่วิจิกิจฉานุสัย
 จะนอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 ก็ย่อมนอนเนื่องแก่ปุถุชน.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ฯลฯ
 อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จะนอน
 เนื่องแก่พระอนาคามีนั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ก็ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคล ๓ จำพวก
      [๑๒๒๙] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก แต่
 วิจิกิจฉานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก เหล่านั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่ปุถุชน.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคา
 นุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      อวิชชานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องแก่พระอนาคามีนั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๓ จำพวก
      [๑๒๓๐] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด
 ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      อวิชชานุสัย และมานานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และทิฏฐานุสัย จะนอนเนื่องแก่พระอนาคามีนั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก แต่ทิฏฐานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคล
 ๒ จำพวกเหล่านั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องแก่ปุถุชน.
      [๑๒๓๑] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      อวิชชานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จะนอนเนื่องแก่พระอนาคามีนั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก แต่ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่ปุถุชน.
      [๑๒๓๒] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย
 และภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      อวิชชานุสัย มานานุสัย ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จะนอนเนื่องแก่พระอนาคามีนั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก
 แต่ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่ปุถุชน.
      [๑๒๓๓] กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องใน
 ที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องใน
 ที่นั้น?
      หามิได้.
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องใน
 ที่นั้น?
      มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย
 จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ มานานุสัย ย่อมนอนเนื่อง และกามราคานุสัย ก็ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่กามราคานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องใน
 ที่นั้น?
      หามิได้.
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่กามราคานุสัย จะนอนเนื่องอยู่ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย และกามราคานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องอยู่ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      [๑๒๓๔] ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น
 หรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      หามิได้.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องอยู่ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      หามิได้.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องอยู่ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้
 คือในทุกขเวทนา.
      [๑๒๓๕] มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่มานานุสัยจะนอนเนื่อง
 ในนั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ภวราคานุสัย
 จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ มานานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่มานานุสัยจะนอนเนื่อง
 ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ.
      [๑๒๓๖] ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่ภวราคานุสัย
 จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ทิฏฐานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๓๗] วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นั้นหรือ?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่ภวราคานุสัย
 จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นั้น.
      ถูกแล้ว.
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๓๘] ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องอยู่ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องอยู่
 ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องอยู่ในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่ภวราคานุสัย
 จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ.
      [๑๒๓๙] กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด มานานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น.
      มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ มานานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้
 คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัย และมานานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้น
 ก็หาไม่.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย
 และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัย จะนอนเนื่องใน
 ที่นั้นก็หาไม่.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องในนั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      หามิได้.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้
 คือ ในทุกขเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย
 และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัย จะนอนเนื่องใน
 ที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๒๔๐] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      วิจิกิจฉานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และ
 มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่อง
 ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่
 กามราคานุสัย และมานานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย และมานานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะ
 นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่ภวราคานุสัย
 กามราคานุสัย และมานานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย กามราคานุสัย และ
 มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่อง
 ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่
 กามราคานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๒๔๑] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย
 กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัย และมานานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้น
 ก็หาไม่.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด
 ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย
 มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ภวราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องใน
 ที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่ภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้น
 ก็หาไม่.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด
 อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย
 กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัย และมานานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้น
 ก็หาไม่.
      [๑๒๔๒] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้น ก็หาไม่
 กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ แต่ภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย ทิฏฐา-
 *นุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่ภวราคานุสัย กามราคานุสัย
 และมานานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่
 อวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้
 คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย
 ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่
 กามราคานุสัย และมานานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๒๔๓] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และ
 ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      อวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้น
 ก็หาไม่ อวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัย และภวราคานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้น
 ก็หาไม่ อวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในที่นี้ คือ
 ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๒๔๔] กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      หรือว่า ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้นในที่นั้น?
      หามิได้.
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้นในที่นั้น?
      มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ผู้เป็นพระอนาคามี ใน
 เวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 ในที่นั้น ก็หาไม่ มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ บุคคล ๓ จำพวก
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 มานานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ บุคคล ๒ จำพวก
 นั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๒ จำพวก
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่วิจิกิจฉานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 กามราคานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลผู้เป็นปุถุชน
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในนั้นที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลผู้เป็นปุถุชน ใน
 ทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น
 ก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล
 ผู้เป็นปุถุชนนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      หามิได้.
      กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ผู้เป็นพระอนาคามี ใน
 เวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือบุคคล ๓ จำพวก
 ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ
 แก่บุคคล ๓ จำพวกนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      [๑๒๔๕] ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด มานานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้นในที่นั้น หรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้นในที่นั้น?
      หามิได้.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือบุคคล ๒ จำพวก ใน
 ทุกขเวทนา แต่วิจิกิจฉานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน ในทุกขเวทนา.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่อง และปฏิฆานุสัยก็ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ
 แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      หามิได้.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในเวทนา ๓
 ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ปฏิฆานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือบุคคล ๓ จำพวก ในเวทนา ๒ ใน
 กามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็
 หาไม่ อวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือแก่บุคคล ๓
 จำพวกเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา.
      [๑๒๔๖] มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      มานานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ บุคคล ๓ จำพวก ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่วิจิกิจฉานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น
 ก็หาไม่ มานานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน
 ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในเวทนา ๒.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด มานานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน ในทุกขเวทนา
 แต่มานานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และมานานุสัยย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือแก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ.
      มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      มานานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๔ จำพวก ใน
 เวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ภวราคานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 มานานุสัย และภวราคานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้น
 นั่นแหละ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด มานานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 แก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด มานานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๔ จำพวก ใน
 ทุกขเวทนา แต่มานานุสัย จะนอนเนื่องแต่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย และ
 มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ใน
 เวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      [๑๒๔๗] ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๒๔๘] วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      วิจิกิจฉานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน ในเวทนา ๓ ใน
 กามธาตุ แต่ภวราคานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และภวราคา-
 *นุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น
      ภวราคานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก ใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่วิจิกิจฉานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคา-
 *นุสัย และวิจิกิจฉานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ.
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก ใน
 กามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่วิจิกิจฉานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น
 ก็หาไม่ อวิชชานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน
 ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      [๑๒๔๙] ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๔ จำพวก ในเวทนา ๓
 ในกามธาตุ แต่ภวราคานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย และ
 ภวราคานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      [๑๒๕๐] กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด
 มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      มานานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ มานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้นในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ใน
 ที่นั้นก็หาไม่ มานานุสัย และกามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่
 บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย
 และกามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ใน
 เวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย
 และปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา
 แต่กามราคานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ภวราคานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด อวิชชานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ไม่มี.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในเวทนา ๓
 ในกามธาตุ ในภูมินั้น ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้นในที่นั้น คือแก่บุคคล ๓ จำพวก
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ใน
 ที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชา-
 *นุสัยและกามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือแก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 อวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้น
 นั่นแหละ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๒๕๑] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด
 ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด
 ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      วิจิกิจฉานุสัยและมานานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน ใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล
 นั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น
 ก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัยและมานานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น
 ก็หาไม่.
      ไม่มี.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      หามิได้.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด
 อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในทุกขเวทนา
 แต่กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานาสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย
 และมานานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัยและมานานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่
 บุคคล ๓ จำพวก ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยจะนอนเนื่องแก่
 บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่
 ปฏิฆานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา แต่
 กามราคานุสัยและมานานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๒๕๒] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลใด ในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ
 แก่ปุถุชน ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัยจะ
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัย
 และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด
 ในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ภวราคานุสัยและมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล
 ๓ จำพวก ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย จะนอนเนื่องแก่
 บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน ในรูปธาตุ อรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด
 ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆา-
 *นุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในทุกขเวทนา
 แต่กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น
 ก็หาไม่ อวิชชานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 ทิฏฐานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๒ จำพวก ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัยจะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย
 กามราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือแก่บุคคลเหล่านั้น
 นั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัยและทิฏฐานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคล
 เหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น
 คือแก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย
 จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย กามราคานุสัย
 มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือแก่บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชา-
 *นุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัย และมานานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ใน
 ที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๒๕๓] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆา-
 *นุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล
 ๓ จำพวก ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือแก่ปุถุชน ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลใด ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในทุกขเวทนา
 แต่กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จะนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย และมานานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น
 คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 อวิชชานุสัยและมานานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๒ จำพวก
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น
 คือแก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นในที่นั้นก็หาไม่
 อวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัยจะนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือแก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัย
 และมานานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๒๕๔] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย
 และภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น
 คือ แก่พระอนาคามี ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัยและมานานุสัย ย่อม
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 แต่กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จะนอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย
 และภวราคานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย มานานุสัย และ
 ภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๒ จำพวก ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จะนอนเนื่องแก่
 บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมนอนเนื่อง
 แก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 แต่ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น
 คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้น คือแก่ปุถุชน ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จะนอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้นในที่นั้นก็หาไม่ อวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือแก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ แต่ปฏิฆานุสัยและภวราคานุสัย จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 อวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น
 คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา แต่กามราคานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย
 จะนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่.
                          อนุโลม จบ.
                           อนุสัยวาร
      [๑๒๕๕] กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้นหรือ?
      กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่
 พระอนาคามีนั้นก็หาไม่ กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่อง และมานานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องแก่
 พระอรหันต์
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย ย่อม
 ไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      วิจิกิจฉานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก กามราคานุสัย จะไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลเหล่านั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง และกามราคานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคล ๒ จำพวก.
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่อวิชชานุสัยจะไม่นอนเนื่องแก่
 พระอนาคามีนั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๕๖] ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้นหรือ?
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่
 พระอนาคามีนั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก แต่ปฏิฆานุสัยจะไม่นอนเนื่องแก่
 บุคคลเหล่านั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย ย่อม
 ไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่
 พระอนาคามีนั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๕๗] มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉา-
 *นุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด มานานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล ๓ จำพวก แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลเหล่านั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์.
      มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย ย่อม
 ไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด มานานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๕๘] ทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว. ฯลฯ.
      [๑๒๕๙] วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ฯลฯ
 อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      วิจิกิจฉานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล ๓ จำพวก แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่
 บุคคลเหล่านั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๖๐] ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๖๑] กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด
 มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่มานานุสัย จะ
 ไม่นอนเนื่องแก่พระอนาคามีนั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่พระอรหันต์
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ฯลฯ
 อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่อวิชชานุสัย จะ
 ไม่นอนเนื่องแก่พระอนาคามีนั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่พระอรหันต์.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย และปฏิฆา-
 *นุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๖๒] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล
 ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลทั้ง ๒ แต่กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆา-
 *นุสัยย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่พระอนาคามีนั้นก็หาไม่
 วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคา-
 *นุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๖๓] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่บุคคลใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก แต่กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย กามราคา-
 *นุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอนาคามี แต่มานานุสัย จะไม่นอน
 เนื่องแก่พระอนาคามีนั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ
 ทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ฯลฯ.
      [๑๒๖๔] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล
 นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๖๕] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล
 นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๖๖] กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัย จะไม่
 นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง และปฏิฆานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้นหรือ?
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่กามราคานุสัย
 จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง และกามราคานุสัย ก็ย่อม
 ไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม.
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น
 หรือ?
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่มานานุสัย
 จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง และมานานุสัย ก็ย่อมไม่
 นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่วิจิกิจฉานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น
 หรือ?
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ภวราคานุสัย
 จะนอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ
 ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่กามราคานุสัย
 จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ
 ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม.
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น
 หรือ?
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นี้ คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๖๗] ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้นหรือ?
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัย จะไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้นก็หาไม่ มานานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่วิจิกิจฉานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น
 หรือ?
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ภวราคานุสัย
 จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัย จะไม่
 นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น
 หรือ?
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๖๘] มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่วิจิกิจฉานุสัย จะไม่
 นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ มานานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ใน
 อปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่มานานุสัย
 จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ใน
 ทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม.
      มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น
 หรือ?
      มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอน
 เนื่องในที่นั้นก็หาไม่ มานานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในอปริยา-
 *ปันนธรรม.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องใน
 ที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๖๙] ทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องใน
 ที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๗๐] วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่วิจิกิจฉานุสัย
 จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ
 ในอปริยาปันนธรรม.
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่
 นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๗๑] ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้นหรือ?
      ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่อวิชชานุสัย
 จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ
 ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๗๒] กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด มานานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อม
 ไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น?
      มานานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่
 ปฏิฆานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ มานานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อม
 ไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่วิจิกิจฉานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในอริยาปันนธรรม.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่ภวราคานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา แต่
 ปฏิฆานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่กามราคานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่
 ภวราคานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และอวิชชานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๗๓] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา
 แต่ปฏิฆานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่กามราคานุสัย และมานานุสัย จะไม่นอนเนื่องใน
 ที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย  ย่อมไม่นอนเนื่องใน
 คือ อปริยาปันนธรรม.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๗๔] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๗๕] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือในทุกขเวทนา
 แต่ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่กามราคานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จะไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นี้
 คือ ในอปริยาปันนธรรม ฯลฯ.
      [๑๒๗๖] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย
 และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๗๗] กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ปฏิฆานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก
 ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่อง และปฏิฆานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่
 บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม กามราคานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่อง และปฏิฆานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่กามราคานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง และกามราคานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้นในที่นั้น
 คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม ปฏิฆานุสัย
 และกามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก ในที่ทั้งปวง.
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด มานานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง และมานานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น
 คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม กามราคานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือแก่พระอนาคามี ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่อง และมานานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือแก่บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม กามราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชนในทุกขเวทนา
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่วิจิกิจฉานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 กามราคานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือแก่บุคคลนั้น
 นั่นแหละในอปริยาปันนธรรม กามราคานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล
 ๒ จำพวก ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๒ จำพวก
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่กามราคานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 วิจิกิจฉานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล
 เหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม วิจิกิจฉานุสัย
 และกามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก ในที่ทั้งปวง.
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 กามราคานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล
 เหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ภวราคานุสัย จะไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยา-
 *ปันนธรรม กามราคานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่กามราคานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้นในที่นั้น
 ก็หาไม่ ภวราคานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น
 คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม ภวราคานุสัย และ
 กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก
 ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น
 คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย และอวิชชานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม
 กามราคานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๗๘] ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด มานานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคล
 เหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นแหละ ในอปริยาปันนธรรม ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่มานานุสัยจะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อม
 ไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในอปริยา-
 *ปันนธรรม ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ปฏิฆานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก
 ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ มานานุสัย
 และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ
 ในอปริยาปันนธรรม มานานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉา-
 *นุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่วิจิกิจฉานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น
 ก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม ปฏิฆานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล ๒
 จำพวก ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อม
 ไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๒ จำพวก
 ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย
 และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่อง และปฏิฆานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล ๒ จำพวก ในที่ทั้งปวง.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก ใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ภวราคานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 ปฏิฆานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล
 เหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ภวราคานุสัย จะ
 ไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม
 ปฏิฆานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก
 ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม ภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ปฏิฆานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก ใน
 เวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคล
 เหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่. ปฏิฆานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ปฏิฆานุสัย และอวิชชานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม
 ปฏิฆานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๗๙] มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน ในทุกขเวทนา
 แต่วิจิกิจฉานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ มานานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม
 มานานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด มานานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคล
 เหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม วิจิกิจฉานุสัย
 และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด มานานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๔ จำพวก
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 ภวราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้น
 นั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม ภวราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๔ จำพวก
 ในทุกขเวทนา แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ มานานุสัย
 และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ใน
 อปริยาปันนธรรม มานานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด มานานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๘๐] ทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ย่อม
 ไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๒๘๑] วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ภวราคานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ภวราคานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้น
 นั่นแหละ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน ในเวทนา ๓
 ในกามธาตุ แต่วิจิกิจฉานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม
 ภวราคานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก
 ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอรูปธาตุ แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น
 คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม วิจิกิจฉานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อม
 ไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๘๒] ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด อวิชชานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๔ จำพวก
 ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อม
 ไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๘๓] กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่
 ใด มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้นในที่นั้น คือ แก่
 บุคคล ๓ จำพวก ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย  และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า มานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      มานานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่
 บุคคล ๓ จำพวก ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัยจะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น
 ก็หาไม่ มานานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้นใน
 ที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม มานานุสัย กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้นในที่นั้น คือ แก่ปุถุชน
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่วิจิกิจฉานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ กาม
 ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล
 นั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม แก่บุคคล ๒ จำพวก ในที่ทั้งปวง ฯลฯ.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ
 แก่บุคคล ๒ จำพวก ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่
 นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ
 แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่กามราคานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่
 บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 ในอปริยาปันนธรรม แก่บุคคล ๒ จำพวก ในที่ทั้งปวง ฯลฯ.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด
 ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่
 บุคคล ๓ จำพวก ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ภวราคานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล
 เหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในรูปธาตุ ใน-
 *อรูปธาตุ แต่ภวราคานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม แก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง ฯลฯ.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย และกามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ
 แก่บุคคล ๓ จำพวก ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น
 ก็หาไม่ ภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่
 บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่กามราคานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคล
 เหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่
 บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม แก่พระอรหันต์
 ในที่ทั้งปวง ฯลฯ.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด
 อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ
 แก่บุคคล ๓ จำพวก ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่า
 นั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในเวทนา ๓ ใน
 กามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม แก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง ฯลฯ.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๘๔] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล
 ใด ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ใน
 ที่นั้น คือ แก่บุคคล ๒ จำพวก ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัยจะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น
 คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่กามราคานุสัย และมานานุสัย
 จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้นในที่นั้น คือ
 แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆา-
 *นุสัยย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่มานานุสัยจะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม แก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง ฯลฯ.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ใน
 ที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และฆานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น
 คือ แก่บุคคล ๓ จำพวก ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น
 คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่กามราคานุสัย และมานานุสัย
 จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ
 ในอปริยาปันนธรรม ภวราคานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล
 นั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม แก่
 พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง ฯลฯ.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด
 อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น
 คือ แก่พระอนาคามี ในทุกขเวทนา แต่อวิชชานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น
 ก็หาไม่ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม แก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง ฯลฯ
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๘๕] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น.
      วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคล
 เหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๒ จำพวก ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัย จะไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลเหล่านั้นในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่
 กามราคานุสัย และมานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ
 แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคล
 เหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง กามราคานุสัย มานานุสัย และ
 ทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ
 ในอปริยาปันนธรรม วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอน
 เนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่มานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ วิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่อง กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม วิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่อง กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่พระอรหันต์ในที่ทั้งปวง ฯลฯ.
      [๑๒๘๖] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ใน
 ที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 ในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น
 คือแก่ปุถุชน ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จะไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น
 ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่กามราคานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่อง กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ก็ย่อม
 ไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม ภวราคานุสัย
 กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น
 ในที่นั้น คือ แก่บุคคล ๒ จำพวก ในทุกขเวทนา แต่ปฏิฆานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคล
 เหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่
 กามราคานุสัย และมานานุสัย จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่อง กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลเหล่านั้น ในที่นั้น คือ แก่บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม
 ภวราคานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่
 บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่มานานุสัย จะไม่
 นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ ภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น
 คือ แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม แก่พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง ฯลฯ.
      [๑๒๘๗] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย
 และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น ในที่นั้นหรือ?
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย
 ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ แก่พระอนาคามี ในทุกขเวทนา แต่อวิชชานุสัย
 จะไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ในที่นั้น คือ
 แก่บุคคลนั้นนั่นแหละ ในอปริยาปันนธรรม กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง และอวิชชานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องแก่
 พระอรหันต์ ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า อวิชชานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด ในที่ใด กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่อง
 แก่บุคคลนั้น ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
                         อนุสัยวาร จบ.
                           สานุสยวาร
                            อนุโลม
      [๑๒๘๘] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย บุคคลนั้น มีความนอน
 เนื่องด้วยปฏิฆานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 มานานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย?
      พระอนาคามี มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 ก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก ผู้มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยกาม-
 *ราคานุสัย.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      บุคคล ๒ จำพวก มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย แต่จะมีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย ก็หาไม่ ปุถุชนมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย?
      พระอนาคามี มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 ก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย.
      [๑๒๘๙] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 ปฏิฆานุสัย?
      พระอนาคามี มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย
 ก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก ผู้มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วย
 ปฏิฆานุสัย.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      บุคคล ๒ จำพวก มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย แต่จะมีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ ปุถุชนมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยปฏิฆานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยปฏิฆานุสัย?
      พระอนาคามี มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย
 ก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย.
      [๑๒๙๐] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉา-
 *นุสัยก็หาไม่ ปุถุชนมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๙๑] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยวิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยทิฏฐานุสัย?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๒๙๒] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยวิจิกิจฉานุสัย?
      บุคคล ๓ จำพวกมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉา-
 *นุสัยก็หาไม่ ปุถุชนมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
      [๑๒๙๓] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยภวราคานุสัย
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๙๔] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย?
      พระอนาคามี มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      บุคคล ๒ จำพวก มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย แต่จะมีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ ปุถุชนมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 และมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย?
      พระอนาคามี มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคา-
 *นุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย.
      [๑๒๙๕] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      บุคคล ๒ จำพวก มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ ปุถุชนมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลนั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
      พระอนาคามี มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และมานานุสัย แต่จะมีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก มีความนอนเนื่องด้วย
 อวิชชานุสัย มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย.
      [๑๒๙๖] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 และทิฏฐานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๒๙๗] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชา-
 *นุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้นมีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย?
      พระอนาคามี มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และมานานุสัย แต่จะมีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก มีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย แต่จะมีความนอนเนื่อง
 ด้วยทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ ปุถุชนมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย.
      [๑๒๙๘] บุคคลใดมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย บุคคลนั้นมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้นมีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย?
      พระอนาคามี มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย แต่จะ
 มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคล
 ๒ จำพวก มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ
 ภวราคานุสัย แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ ปุถุชนมีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย.
      [๑๒๙๙] บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่อง
 ด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยมานา-
 *นุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ แต่จะมีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และมี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐา-
 *นุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่อง
 ด้วยวิจิกิจฉานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ใน
 กามธาตุ.
 @หมายเหตุ คำว่า จากที่ใด หมายความว่า เกิดจากที่ใด จากที่นั้น หมายความว่า เกิดจากที่นั้น
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยภวราคา-
 *นุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่อง
 ด้วยอวิชชานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ใน
 กามธาตุ.
      [๑๓๐๐] บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 มานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐา-
 *นุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ทุกขเวทนา.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยภวราคา-
 *นุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่อง
 ด้วยอวิชชานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ทุกขเวทนา.
      [๑๓๐๑] บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 มานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ทุกขเวทนา แต่จะมีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และมี
 ความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะ
 มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย
 และมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น คือรูปธาตุ อรูปธาตุ.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 มานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 มานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ทุกขเวทนา แต่จะมีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และ
 มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัยจากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      [๑๓๐๒] บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่อง
 ด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 ทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๐๓] บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่อง
 ด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ
 แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น คือรูปธาตุ อรูปธาตุ.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๐๔] บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่อง
 ด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 ภวราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่
 จะมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 และมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ.
      [๑๓๐๕] บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด
 มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ แต่จะมี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะมีความ
 นอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด มีความ
 นอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ แต่จะมี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่อง
 ด้วยวิจิกิจฉานุสัย และด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะมี
 ความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ทุกขเวทนา แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด มีความ
 นอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด มีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ แต่จะมี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่อง
 ด้วยอวิชชานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะมีความ
 นอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ทุกขเวทนา แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่.
      [๑๓๐๖] บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือรูปธาตุ อรูปธาตุ
 แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่อง
 ด้วยวิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นคือทุกขเวทนา แต่จะมีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมี ๑- ความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย.
      บุคคลผู้มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ
 แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น ก็หาไม่ บุคคลมีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ทุกขเวทนา แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และ
 มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
 @๑. บาลีปรากฏเพียงเท่านี้ พึงแก้ให้บริบูรณ์อย่างนี้ว่า "บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย
 @และมานานุสัย จากที่นั้น คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และ
 @ปฏิฆานุสัย จากนั้นก็หาไม่.
      [๑๓๐๗] บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 และทิฏฐานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น คือ
 รูปธาตุ อรูปธาตุ แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล
 มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา
 แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย
 จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมี ๑- ความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และทิฏฐานุสัย.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย
 จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
 @๑. บาลีปรากฏเพียงเท่านี้ พึงแก้ให้บริบูรณ์อย่างนี้ว่า "บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย
 @มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกาม-
 @*ราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่"
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น คือ
 รูปธาตุ อรูปธาตุ แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล
 มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา
 แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๓๐๘] บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมี ๑- ความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย.
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆา-
 *นุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 @๑. บาลีปรากฏเพียงเท่านี้ พึงแก้ให้บริบูรณ์อย่างนี้ว่า "บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย
 @มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ แต่จะมีความนอน
 @เนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่"
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และ
 มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๓๐๙] บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และ
 ภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ รูปธาตุ อรูปธาตุ แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะ
 มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลมีความนอนเนื่อง
 ด้วยอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา
 แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๓๑๐] บุคคลใดมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นมีความ
 นอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใดมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นมีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใดมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นมีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นมีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      พระอนาคามี มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 พระอนาคามีนั้น มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้นมีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคล ๓ จำพวก
 เหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ มีความ
 นอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จาก
 ที่นั้น.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นมีความนอนเนื่อง
 ด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๒ จำพวก มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ ปุถุชนมีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ปุถุชนนั้นมีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น.
      หรือว่า บุคคลใดมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นมีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      ปุถุชนมีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ปุถุชนนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่ปุถุชนนั้นมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละมีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นมีความนอนเนื่อง
 ด้วยวิจิกิจฉานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอน
 เนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      พระอนาคามี มีความนอนเนื่องในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ พระ
 อนาคามีนั้นมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้นมีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา ใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลเหล่านั้นมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ
 มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 และมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น.
      [๑๓๑๑] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอน
 เนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๒ จำพวก มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้นมีความนอนเนื่องด้วย
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้นมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 ปุถุชนมีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา ปุถุชนนั้นมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และมีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      ปุถุชนมีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ปุถุชนนั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่ปุถุชนนั้น มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคลนั้น มีความนอน
 เนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      พระอนาคามีมีความนอนเนื่องในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ พระ-
 *อนาคามีนั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้น มีความนอน
 เนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ใน
 กามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้น
 นั่นแหละ มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 และมีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น.
      [๑๓๑๒] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอน
 เนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ ปุถุชนมีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ปุถุชนนั้นมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น?
      ปุถุชนมีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา ปุถุชนนั้นมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น แต่ปุถุชนนั้นมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้นมีความนอนเนื่อง
 ด้วยวิจิกิจฉานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๔ จำพวก มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคล ๔ จำพวกเหล่านั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล
 เหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๔ จำพวก มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคล ๔ จำพวกเหล่านั้น มีความนอน
 เนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย
 จากที่นั้น.
      [๑๓๑๓] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๑๔] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มี
 ความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ปุถุชนมีความนอนเนื่องในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ปุถุชนนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่ปุถุชนนั้น มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละมีความนอนเนื่อง ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๓ จำพวก มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้นมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ ปุถุชนมีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ปุถุชนนั้น มีความนอน
 เนื่องด้วยภวราคานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอน
 เนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๓ จำพวก มีความนอนเนื่องในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มี
 ความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ ปุถุชนมีความนอนเนื่องในเวทนา ๓
 ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ปุถุชนนั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และมีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น.
      [๑๓๑๕] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยภวราคานุสัยจากที่นั้น?
      บุคคล ๔ จำพวก มีความนอนเนื่องในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคล ๔ จำพวกเหล่านั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น.
      [๑๓๑๖] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด
 บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      พระอนาคามีมีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 พระอนาคามีนั้น มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก มีความ
 นอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้นมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้นมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นมีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัย และด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      ปุถุชนมีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ปุถุชนนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่ปุถุชนนั้นมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละมีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้นมีความนอนเนื่อง
 ด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละมีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคลนั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลใดมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยจากที่นั้น?
      พระอนาคามีมีความนอนเนื่องในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 พระอนาคามีนั้นมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก มีความ
 นอนเนื่อง ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องใน
 ทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๓๑๗] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      ปุถุชนมีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ปุถุชนนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่ปุถุชนนั้นมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละมีความนอนเนื่องด้วย ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ บุคคลนั้นมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคลนั้นมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุค ๑- คลนั้นมีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย.
      บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      พระอนาคามีมีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา พระอนาคามีนั้นมีความนอนเนื่องด้วย
 อวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลนั้นมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล
 ๓ จำพวก มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น มีความนอนเนื่อง
 ด้วยอวิชชานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้นมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้น
 นั่นแหละ มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้นมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่
      [๑๓๑๘] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 และทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
 @๑. บาลีปรากฏเพียงเท่านี้ พึงแก้ให้บริบูรณ์อย่างนี้ว่า "บุคคล ๔ จำพวก มีความนอนเนื่อง ในรูปธาตุ
 @ในอรูปธาตุ บุคคล ๔ จำพวกเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และมานานุสัย
 @จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      ปุถุชนมีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ปุถุชนนั้นมีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น แต่ปุถุชนนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องใน
 เวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย
 และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคลนั้นมีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้นมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และ
 มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ ฯลฯ?
      [๑๓๑๙] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคล ๓ จำพวก มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ ปุถุชน
 มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ปุถุชนนั้นมีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่ปุถุชนนั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลใดมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      พระอนาคามีมีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา พระอนาคามีนั้นมีความนอนเนื่องด้วย
 อวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้นมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ มีความนอน
 เนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้นมีความนอนเนื่องด้วย
 อวิชชานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้นมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก มีความนอน
 เนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และ
 มานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่อง
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย กามราคานุสัย
 และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา
 บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 ปุถุชนมีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ปุถุชนนั้นมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ มีความนอน
 เนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย กามราคานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคลนั้น
 มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่
 บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๓๒๐] บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วย
 อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และ
 ภวราคานุสัย จากที่นั้น?
      พระอนาคามี มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา พระอนาคามีนั้นมีความนอนเนื่องด้วย
 อวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้นมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และ
 มานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ใน
 กามธาตุ บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และ
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคล
 เหล่านั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น มี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ ปุถุชนมีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ปุถุชนนั้นมีความนอนเนื่อง
 ด้วยอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่ปุถุชน
 นั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นมีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย กาม-
 *ราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น มีความนอน
 เนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ มีความนอนเนื่อง
 ในทุกขเวทนา บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย มานานุสัย และ
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
                          อนุโลม จบ.
      [๑๓๒๑] บุคคลใดไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานานุสัยหรือ?
      พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย แต่จะ ๑- ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 มานานุสัยก็หาไม่ พระอรหันต์ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย?
      ถูกแล้ว.
 @๑. บาลีพึงเป็น โน จ โส ฯ ปุคคโลกาสวาร ซึ่งจะกล่าวข้างหน้า ก็เป็นตัวอย่างในข้อนี้ เพราะว่า ใน
 @พระบาลีนั้น ท่านกล่าวไว้ว่า โน จ โส ตโต ดังนี้ เป็นอาทิ แม้ในคำว่า โน จ เต นี้ ก็นัยนี้
 @เหมือนกัน.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย?
      บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย แต่จะไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัยก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 อวิชชานุสัยก็หาไม่ พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยอวิชชานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๒๒] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัยหรือ?
      พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 มานานุสัยก็หาไม่ พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยปฏิฆานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย?
      บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยปฏิฆานุสัย.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 อวิชชานุสัยก็หาไม่ พระอรหันต์ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยอวิชชานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๒๓] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัย?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 มานานุสัยก็หาไม่ พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานานุสัย.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๒๔] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๓๒๕] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 อวิชชานุสัยก็หาไม่ พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วย อวิชชานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๒๖] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยภวราคานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๒๗] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัยหรือ?
      พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย แต่จะไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัยก็หาไม่ พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย?
      บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย แต่จะไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย แต่จะไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัยก็หาไม่ พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๒๘] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย?
      บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย แต่จะไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยก็หาไม่ พระอนาคามีไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัยก็หาไม่
 พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๒๙] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 และทิฏฐานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใดไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย?
      บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และทิฏฐานุสัย แต่จะไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยก็หาไม่ พระอนาคามีไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย แต่จะไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัยก็หาไม่ พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ฯลฯ?
      [๑๓๓๐] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย ฯลฯ
 อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๓๑] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย บุคคลนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และ
 ภวราคานุสัย?
      ถูกแล้ว
      [๑๓๓๒] บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น คือทุกขเวทนา แต่จะไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยา-
 *ปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคล ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 แต่จะมีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 มานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ใน
 อปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ใน
 อปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ใน
 อปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยภวราคานุสัยจากที่นั้น?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ภวราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ใน
 อปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยา-
 *ปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๓๓] บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น คือ ใน
 อปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่
 จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆา-
 *นุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในอปริย-
 *ปันนธรรม.
      บุคคล ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ใน
 อปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๓๔] บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น คือ ทุกขเวทนา แต่จะไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องภวราคานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคา-
 *นุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชา-
 *นุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และไม่
 มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๓๕] บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๓๓๖] บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ
 แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ภวราคานุสัย ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๓๗] บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่
 จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคา-
 *นุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๓๘] บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกข-
 *เวทนา แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จาก
 ที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกข-
 *เวทนา แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๓๙] บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะ
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๔๐] บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 และทิฏฐานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๓๔๑] บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในอปริยาปันนธรรม ฯลฯ.
      [๑๓๔๒] บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๔๓] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่อง
 ในอปริยาปันนธรรม ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคล ๓ จำพวก
 เหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยา-
 *ปันนธรรม ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และ
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา
 ในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น
 แต่พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ปุถุชนไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ปุถุชนนั้นไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่ปุถุชนนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคล ๒ จำพวก
 เหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่อง
 ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องวิจิกิจฉานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคล ๒ จำพวก
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา
 ในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น
 พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น.
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคล ๓ จำพวก
 เหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่อง
 ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และ
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ภวราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความ
 นอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และ
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๓
 ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๔๔] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความ
 นอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น
 พระอรหันต์ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย ในที่
 ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ปุถุชนไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ปุถุชนนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่ปุถุชนนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคล
 ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๒ จำพวกไม่มีความนอนเนื่องด้วยทุกขเวทนา บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และ
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่อง
 ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องใน
 อปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่
 พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย และ
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๔๕] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ปุถุชนไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา ปุถุชนนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 มานานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอน
 เนื่องในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉา-
 *นุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๔ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคล ๔ จำพวก
 เหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา ใน
 อปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๔ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคล ๔ จำพวกเหล่านั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคล
 เหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น
 พระอรหันต์ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย ในที่
 ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๔๖] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๓๔๗] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๓ ใน
 กามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      ปุถุชน ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ปุถุชนนั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่ปุถุชนนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยภวราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอน
 เนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และ
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๔๘] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๔ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคล ๔ จำพวก
 เหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องใน
 อปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๔๙] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย
 จากที่ใด บุคคลนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องใน
 อปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 และด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานา-
 *นุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่อง
 ในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น พระอรหันต์ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคา-
 *นุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด
 บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ ด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ปุถุชนไม่มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ปุถุชนนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่ปุถุชนนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วย
 ปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่อง
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และด้วย
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 และด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และ
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด
 บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่อง
 ในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น พระอนาคามี  ไม่มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย แต่
 พระอนาคามีนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่มี
 ความนอนเนื่องในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้น
 พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยภวราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องใน
 เวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล
 เหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยภวราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น
 พระอรหันต์ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 และด้วยปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย จากที่ใด
 บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่อง
 ในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องด้วยในเวทนา ๓
 ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ พระอนาคามีนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 และด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จาก
 ที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย และไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๕๐] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความ
 นอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และ
 ด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และด้วย
 มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น พระอนาคามี
 ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ พระอนาคามีนั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความ
 นอนเนื่องในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคล ๓ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคล ๓ จำพวกเหล่านั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความ
 นอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย
 และด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และ
 ด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยา-
 *ปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องใน
 เวทนา ๒ ในกามธาตุ พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคล
 นั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้น ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยา-
 *ปันนธรรม บุคคลนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย และ
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย ในที่
 ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๕๑] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น.
      บุคคล ๒ จำพวก ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น แต่
 บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ
 ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉา-
 *นุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 และด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ บุคคลเหล่านั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น  แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ใน
 กามธาตุ ในรูปธาตุ อรูปธาตุ พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย กาม-
 *ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา ใน
 อปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยวิจิกิจฉานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 และทิฏฐานุสัย ในที่ทั้งปวง ฯลฯ.
      [๑๓๕๒] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานา-
 *นุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วย
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น?
      แก่ปุถุชนไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา ปุถุชนนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคา-
 *นุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่ปุถุชนนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องใน
 เวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้น แต่บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้น  ไม่มีความ
 นอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้น
 นั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยภวราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลเหล่านั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ
 ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลเหล่านั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย
 และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้น พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ พระอนาคามีนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้น แต่พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ไม่มี
 ความนอนเนื่องด้วยภวราคานุสัย  ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานา-
 *นุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยภวราคา-
 *นุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
     บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐา-
 *นุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่พระ
 อนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่มี
 ความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๕๓] บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานา-
 *นุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ไม่มีความนอน
 เนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      พระอนาคามี ไม่มีความนอนเนื่องในทุกขเวทนา พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย  จากที่นั้น
 แต่พระอนาคามีนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่มีความนอนเนื่องในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่อง
 ด้วยอวิชชานุสัย จากที่นั้น พระอรหันต์ ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย และไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
     หรือว่า บุคคลใด ไม่มีความนอนเนื่องด้วยอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ไม่มีความนอนเนื่องด้วยกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย
 และภวราคานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
                         สานุสยวาร จบ.
                           ปชหนวาร
                            อนุโลม
      [๑๓๕๔] บุคคลใด ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัยหรือ?
      ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย?
      หามิได้.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด และวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย?
      ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย?
      ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย?
      หามิได้.
      [๑๓๕๕] บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัยหรือ?
      ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย?
      หามิได้.
      บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย?
      ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย?
      หามิได้.
      [๑๓๕๖] บุคคลใด ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 หรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัย?
      ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      บุคคลใด ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๕๗] บุคคลใด ละทิฏฐานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๕๘] บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย
 หรือ?
      ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย?
      หามิได้.
      [๑๓๕๙] บุคคลใด ละภวราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๖๐] บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัย
 หรือ?
      ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย?
      หามิได้.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย?
      ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย ฯลฯ
 อวิชชานุสัยหรือ?
      ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย?
      หามิได้.
      [๑๓๖๑] บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลนั้น
 ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย?
      ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละ
 ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย?
      ย่อมละมานานุสัย.
      [๑๓๖๒] บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย
 บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ละทิฏฐานุสัย?
      ย่อมละทิฏฐานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่
 ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น ฯลฯ.
      [๑๓๖๓] บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย?
      ย่อมละมานานุสัย.
      [๑๓๖๔] บุคคลใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัยหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย?
      ย่อมละมานานุสัย และภวราคานุสัย.
      [๑๓๖๕] บุคคลละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลละมานานุสัย และละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ใน
 กามธาตุ.
      บุคคลละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อม
 ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และละกามราคานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      บุคคลละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อม
 ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละอวิชชานุสัย และย่อมละกามราคานุสัย จาก
 ที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      [๑๓๖๖] บุคคลละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ  วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ  ใน
 อรุปธาตุ  แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และย่อมละ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา.
      บุคคลละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละอวิชชานุสัย และย่อมละปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา.
      [๑๓๖๗] บุคคลละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และย่อมละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ใน
 กามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      บุคคลละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละภวราคานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละมานานุสัย และย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ.
      หรือว่า บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้นก็
 หาไม่ บุคคลย่อมละอวิชชานุสัย และย่อมละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      [๑๓๖๘] บุคคลละทิฏฐานุสัย จากที่ใด ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๓๖๙] บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่ย่อมละภวราคานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ.
      หรือว่า บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๗๐] บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่ย่อมละภวราคานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละอวิชชานุสัย และย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ.
      [๑๓๗๑] บุคคลละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละมานานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละมานานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ
 คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละอวิชชานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละอวิชชานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๓๗๒] บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละ
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่
 ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย
 และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละ
 กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย จากที่นั้น?
      ย่อมละมานานุสัย.
      บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลละอวิชชานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่
 ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย
 และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลละอวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละกามราคานุสัย
 ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๓๗๓] บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จาก
 ที่ใด ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย
 และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละ
 กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๓๗๔] บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมละมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย.
      บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลละ
 อวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ใน
 เวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลละอวิชชานุสัย ปฏิฆา-
 *นุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละกามราคานุสัย
 และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๓๗๕] บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉา-
 *นุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล
 ย่อมละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล
 ย่อมละปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละ
 กามราคานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๓๗๖] บุคคลใด ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นย่อมละกามราคานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น
 ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น และละ
 กามราคานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับวิจิกิจฉานุสัยนั้น
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 จากที่นั้น
      หามิได้.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      หามิได้.
      [๑๓๗๗] บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล
 ที่ ๘ นั้น ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ละปฏิฆานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลนั้น ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 ละปฏิฆานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับวิจิกิจฉานุสัยนั้น.
      บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      หามิได้.
     หรือว่า บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ย่อมละกิเลสอันอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น?
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น.
      หามิได้.
      [๑๓๗๘] บุคคลใด ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลที่ ๘ นั้น ละวิจิกิจฉานุสัย จาก
 ที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ  ละวิจิกิจฉา-
 *นุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 ละมานานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      บุคคลใด ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ละมานานุสัย ในเวทนา ๒ ใน
 กามธาตุ พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ละมานานุสัย จากที่นั้น แต่
 พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ละภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล
 นั้นนั่นแหละ ละมานานุสัยในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ละมานานุสัย และละภวราคานุสัย
 จากที่นั้น.
      หรือว่า บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นละมานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ละมานานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ละอวิชชานุสัย ในทุกขเวทนา
 พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่พระอริย-
 *บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ละมานานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่น
 แหละ ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ละ
 อวิชชานุสัย และมานานุสัยจากที่นั้น.
      [๑๓๗๙] บุคคลใด ละทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด  ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นย่อมละทิฏฐานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๓๘๐] บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ละวิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ละภวราคานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่  บุคคลนั้นนั่นแหละ ละ
 วิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น และละภวราคานุสัย
 อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น จากที่นั้น.
      หรือว่า บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ละวิจิกิจฉานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      หามิได้.
      [๑๓๘๑] บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๓ ใน
 กามธาตุ พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้น
 แต่พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ย่อมละอวิชชานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชา-
 *นุสัย และย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้น.
      [๑๓๘๒] บุคคลใด ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐา-
 *นุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมละวิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ละวิจิกิจฉานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นย่อมละวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น ย่อมละกามราคานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ละวิจิกิจฉานุสัยในทุกขเวทนา บุคคลนั้น
 ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น
 แต่บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละ
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละ
 อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      [๑๓๘๓] บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น ย่อมละมานานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมละ
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และละกามราคานุสัย จากที่นั้น ย่อมละมานานุสัย
 อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล
 นั้นนั่นแหละ ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 ย่อมละปฏิฆานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 และมานานุสัย จากที่นั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิหานุสัย มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละ
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      ย่อมละมานานุสัย.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อม
 ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ละอวิชชานุสัย ในทุกขเวทนา
 พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่พระอริย-
 *บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละ
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๓๘๔] บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย
 จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมละ
 วิจิกิจฉานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น ย่อมละมานานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น
 บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และทิฏฐานุสัย
 จากที่นั้น ย่อมละกามราคานุสัย และมานานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น แต่บุคคล
 นั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ  ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา
 บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย อันตั้งอยู่ในที่
 เดียวกันกับอนุสัยนั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ ฯลฯ.
      [๑๓๘๕] บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      ย่อมละมานานุสัย.
      บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ละอวิชชานุสัย ในทุกขเวทนา
 พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่
 พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ละอวิชชานุสัย
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย และ
 มานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๓๘๖] บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัยจากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น?
      พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ละอวิชชานุสัย ในทุกขเวทนา
 พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่
 พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และ
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ละอวิชชานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลนั้น ละอวิชชานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละ
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
                          อนุโลม จบ.
      [๑๓๘๗] บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยหรือ?
      พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย แต่พระอริย-
 *บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่
 เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละ
 มานานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละมานานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อม
 เพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละมานานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉา-
 *นุสัยหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัย แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่
 บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘
 ไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และ
 ไม่ละกามราคานุสัย.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ฯลฯ
 อวิชชานุสัย หรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ไม่ละกามราคานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละอวิชชานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย.
      [๑๓๘๘] บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละปฏิฆานุสัย แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละมานานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละมานานุสัย แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละมานานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย.
      บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 หรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละปฏิฆานุสัย แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่
 บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘
 ไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละ
 ปฏิฆานุสัย?
      บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ไม่ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย
 หรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละปฏิฆานุสัย แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ไม่ละปฏิฆานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละอวิชชานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย.
      [๑๓๘๙] บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้น ไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละมานานุสัย แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่
 บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ไม่ละ
 มานานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละมานานุสัย.
      บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๙๐] บุคคลใด ไม่ละทิฏฐานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๓๙๑] บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ฯลฯ
 อวิชชานุสัยหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัย แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่
 บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ไม่ละ
 อวิชชานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย.
      [๑๓๙๒] บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๙๓] บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่
 ละมานานุสัยหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 และไม่ละมานานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละมานานุสัย แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละมานานุสัย และไม่ละ
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย
 ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละ
 วิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค
 และบุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย
 ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 และไม่ละอวิชชานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละ
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย.
      [๑๓๙๔] บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลนั้น
 ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละ
 วิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก
 และบุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และมานานุสัย แต่
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย และมานานุสัย แต่
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่
 บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ไม่ละอวิชชานุสัย
 ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย.
      [๑๓๙๕] บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย
 บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย และ
 ทิฏฐานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละ
 มานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก
 และบุคคลที่ ๘ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ.
      [๑๓๙๖] บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย แต่บุคคล
 ที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 อนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ไม่ละ
 อวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย.
      [๑๓๙๗] บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย
 แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย
 แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 ก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคล
 ที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย
 และภวราคานุสัย.
      [๑๓๙๘] บุคคล ไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่ละปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่ละ
 กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่ละมานานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ใน
 ทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่
 จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย จากที่
 นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่ละภวราคานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย และจะไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ใน
 ทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่ละ
 กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่
 จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๓๙๙] บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละมานานุสัย จาก
 ที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่ละภวราคานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่ละปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ใน
 กามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละ
 อวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๐๐] บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จาก
 ที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยา-
 *ปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่ละมานานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา
 ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่ละอวิชชานุสัย จาก
 ที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยา-
 *ปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๐๑] บุคคลไม่ละทิฏฐานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๔๐๒] บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่จะไม่ละวิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๐๓] บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่จะไม่ละอวิชชา-
 *นุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๐๔] บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละ
 มานานุสัยจากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และไม่ละ
 มานานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลไม่ละมานานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่ละ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละมานานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆา-
 *นุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่จะไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และไม่
 ละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่ละภวราคานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่ละ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่ละภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ แต่จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละ
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย
 ที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่
 จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และไม่ละ
 อวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๐๕] บุคคลไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด ย่อม
 ไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละ
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา
 แต่จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่ละกามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละ
 อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๐๖] บุคคลไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย
 จากที่ใด ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๐๗] บุคคลไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลไม่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา
 แต่จะไม่ละปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละ
 ภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่ละกามราคานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่
 ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ใน
 อปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๐๘] บุคคลไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๐๙] บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละกามราคานุสัยในทุกขเวทนา บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่ละกามราคานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่ละกามราคา-
 *นุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ไม่ละปฏิฆานุสัยในเวทนา ๒ ใน
 กามธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละปฏิฆานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย ในที่
 ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัยในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละมานานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่ละมานานุสัยในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคล
 นั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย ในที่
 ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัยในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้นจะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จาก
 ที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อม
 ไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละ
 วิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ใน
 กามธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัยในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันน-
 *ธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 และไม่ละกามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 กามราคานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละ
 กามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่
 ละกามราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัย ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยา-
 *ปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย และ
 ไม่ละกามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      [๑๔๑๐] บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละปฏิฆานุสัย ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่
 ละปฏิฆานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละมานานุสัย ในทุกขเวทนา
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่ละมานานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละปฏิฆานุสัยในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นั่นแหละ ไม่ละปฏิฆานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละ
 วิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น
 บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อม
 ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละปฏิฆานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่ละปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย
 และไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 มรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละภวราคานุสัย ในทุกขเวทนา
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยา-
 *ปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละ
 ปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละปฏิฆานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย
 และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 มรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัยในทุกขเวทนา บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย และไม่ละปฏิฆานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
      [๑๔๑๑] บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย
 ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละมานานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละมานานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่
 ละมานานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อม
 ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละมานานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละ
 ภวราคานุสัย ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละ
 มานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่
 ละภวราคานุสัย และไม่ละมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละมานานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่ละมานานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย
 จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่ละ
 มานานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย
 จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๑๒] บุคคลใด ไม่ละทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย
 จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๔๑๓] บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคา-
 *นุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 วิจิกิจฉานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อม
 ไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 วิจิกิจฉานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค
 นั้น จะไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัย ใน
 อปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่ละอวิชชานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละ
 อวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      [๑๔๑๔] บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชา-
 *นุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่ละภวราคานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย
 จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่ละ
 ภวราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว
      [๑๔๑๕] บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ย่อมไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัย ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละมานานุสัย จากที่นั้น บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละกามราคา-
 *นุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละมานานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละมานานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่ละมานานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 มานานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละมานานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่
 ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัย ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละ
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และกามราคานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ไม่ละ
 วิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 และไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคล
 นั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย และไม่ละภวราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละภวราคานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 ภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๓ ใน
 กามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละ
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น
 จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัย ในอปริยา-
 *ปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น
 บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละ
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย และกามราคานุสัย จาก
 ที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 อวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น ไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      [๑๔๑๖] บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 บุคคลนั้น ย่อมไม่ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น
 ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัย ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จาก
 ที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคล
 ที่ ๘ ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย และไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในที่
 ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และ
 มานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น
 ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละ
 กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละ
 วิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 วิจิกิจฉานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละภวราคานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่
 ละภวราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยา-
 *ปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละภวราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละมานานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัย ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น
 บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละภวราคานุสัย
 ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละกามราคานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือเว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคา-
 *นุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัยในทุกขเวทนา บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย และมานา-
 *นุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นย่อม
 ไม่ละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัยในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันน-
 *ธรรมบุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จาก
 ที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่ละ
 อวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      [๑๔๑๗] บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐา-
 *นุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคา-
 *นุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละวิจิกิจฉานุสัยในทุกขเวทนา บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย
 และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆา-
 *นุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคล
 นั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น
 จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค
 ไม่ละวิจิกิจฉานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่ละวิจิกิจฉานุสัยในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละวิจิกิจฉานุสัย
 ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละวิจิกิจฉา-
 *นุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ในที่ทั้งปวง ฯลฯ.
      [๑๔๑๘] บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคา-
 *นุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละภวราคานุสัยในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล
 ที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่
 บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่ละทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่ละภวราคานุสัยในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละภวราคานุสัยในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิ-
 *มรรคนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉา
 นุสัย แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นย่อมไม่ละภวราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละ
 กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัยในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัต-
 *มรรค ไม่ละภวราคานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค
 นั้น ย่อมไม่ละภวราคานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จาก
 ที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละภวราคานุสัยในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อม
 ไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และ
 บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละภวราคานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจ-
 *ฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัยในทุกขเวทนา บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น
 จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัยในอปริยาปันน-
 *ธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉา-
 *นุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐา-
 *นุสัย และวิจิกิจฉานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละกามราคา-
 *นุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัยในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล
 ที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่
 บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่ละทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่ละอวิชชานุสัยในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละอวิชชานุสัยในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค
 นั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จาก
 ที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หา
 ไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 อวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น
 จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละกามราคานุสัยในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆา-
 *นุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละ
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      [๑๔๑๙] บุคคลใด ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่ละกามราคานุสัยในทุกขเวทนา บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 อรหัตมรรคนั้น จะไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่ละกามราคานุสัย
 ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้น
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละกามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย และไม่ละอวิชชานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่ละ
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ไม่ละอวิชชานุสัยในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่ละทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละไม่ละอวิชชานุสัย ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละ
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่ละในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย
 และภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่ละ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 บุคคลนั้น ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และ
 ภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่ละอวิชชานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย
 และภวราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค
 ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละอวิชชานุสัย ไม่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
                         ปชหนวาร จบ.
                           ปริญญาวาร
                            อนุโลม
      [๑๔๒๐] บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้มานานุสัยหรือ?
      ย่อมกำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้มานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย?
      หามิได้.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย?
      ย่อมกำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย ฯลฯ
 อวิชชานุสัยหรือ?
      ย่อมกำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย?
      หามิได้.
      [๑๔๒๑] บุคคลใด กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย?
      กำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู้ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้มานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย?
      หามิได้.
      บุคคลใด กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย?
      ย่อมกำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      บุคคลใด กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย ฯลฯ
 อวิชชานุสัยหรือ?
      ย่อมกำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย?
      หามิได้.
      [๑๔๒๒] บุคคลใด กำหนดรู้มานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย?
      ย่อมกำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      บุคคลใด กำหนดรู้มานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย ฯลฯ
 อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๒๓] บุคคลใด กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๔๒๔] บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย
 ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ย่อมกำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย?
      หามิได้.
      [๑๔๒๕] บุคคลใด กำหนดรู้ภวราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๒๖] บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น
 ย่อมกำหนดรู้มานานุสัยหรือ?
      ย่อมกำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้มานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย?
      หามิได้.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย?
      ย่อมกำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      กำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย?
      หามิได้.
      [๑๔๒๗] บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลนั้น
 ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น กำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย?
      ย่อมกำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อม
 กำหนดรู้ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย?
      ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย.
      [๑๔๒๘] บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ
 ทิฏฐานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย?
      ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ
 กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น ฯลฯ.
      [๑๔๒๙] บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย?
      ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย.
      [๑๔๓๐] บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดอวิชชานุสัยหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย?
      ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย และภวราคานุสัย.
      [๑๔๓๑] บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      บุคคลกำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะกำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้มานานุสัย และย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่จะกำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และกำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่จะกำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย และกำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      [๑๔๓๒] บุคคลกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่
 นั้น?
      บุคคลกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่จะกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และ
 กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา
      บุคคลกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่
 นั้น?
      บุคคลกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย และ
 กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา.
      [๑๔๓๓] บุคคลกำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้ วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะกำหนดรู้มานานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และกำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      บุคคลกำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลกำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะกำหนดรู้
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้มานานุสัย และย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลกำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะกำหนดรู้มานานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย และกำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น คือ ใน
 เวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      [๑๔๓๔] บุคคลกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๔๓๕] บุคคลย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่จะ
 กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และกำหนดรู้
 ภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      บุคคลกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๓๖] บุคคลกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่จะ
 กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย และย่อมกำหนดรู้
 ภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      [๑๔๓๗] บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนด
 รู้มานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะกำหนดรู้
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้มานานุสัย กามราคานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐา-
 *นุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะกำหนด
 รู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และกามราคานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล
 ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะกำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย และ
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะกำหนด
 รู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย และกามราคานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล
 ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะกำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๔๓๘] บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะกำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในทุกขเวทนา แต่จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนด
 รู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆา-
 *นุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนด
 รู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย
 กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะกำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในทุกขเวทนา แต่จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๔๓๙] บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย
 จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนด
 รู้วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ใน
 กามธาตุ แต่จะกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ ฯลฯ.
      [๑๔๔๐] บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล
 ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จาก
 ที่นั้น คือในทุกขเวทนา แต่จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๔๔๑] บุคคลกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย และภวราคานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะกำหนดรู้กามราคานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๔๔๒] บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 มานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ย่อมกำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น กำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ กำหนดรู้ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อม
 กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะกำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น กำหนดรู้กามราคานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ย่อมกำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      [๑๔๔๓] บุคคลใด กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 มานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น
 ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      บุคคลใด กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ย่อมกำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      หามิได้.
      [๑๔๔๔] บุคคลใด ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      หามิได้.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 มานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะกำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ กำหนดรู้
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      บุคคลใด กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย และกำหนดรู้ภวราคานุสัย
 จากที่นั้น.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 มานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น กำหนดรู้อวิชชานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 มานานุสัย จากที่นั้น
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะกำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย
 และกำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น.
      [๑๔๔๕] บุคคลใด กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น กำหนดรู้
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 ทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๔๔๖] บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลที่ ๘ กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น และกำหนด
 รู้ภวราคานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ย่อมกำหนดรู้กิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      [๑๔๔๗] บุคคลใด กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 ภวราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย และกำหนด
 รู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น.
      [๑๔๔๘] บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และ
 ย่อมกำหนดรู้กามราคานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะกำหนด
 รู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลนั้น ย่อม
 กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และย่อมกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น จาก
 ที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะกำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อม
 กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อม
 กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      หามิได้.
      [๑๔๔๙] บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 และกำหนดรู้มานานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะ
 กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ กำหนดรู้ใน
 เวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย กำหนดรู้กามราคานุสัย และ
 มานานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 วิจิกิจฉานุสัย และกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น จากที่นั้น แต่
 บุคคลนั้น จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด บุคคล
 นั้น ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น
 จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
      [๑๔๕๐] บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ
 ทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 และทิฏฐานุสัย และกำหนดรู้มานานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น จากที่นั้น
 แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะกำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และ
 ทิฏฐานุสัย และกำหนดรู้กามราคานุสัย และมานานุสัยอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น
 จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และทิฏฐานุสัย และกำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะกำหนดรู้
 กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ ฯลฯ.
      [๑๔๕๑] บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น กำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      ย่อมกำหนดรู้มานานุสัย.
      บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลนั้น จะกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่.
      [๑๔๕๒] บุคคลใด กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ กำหนดรู้ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น
 จะกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย
 มานานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะกำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
                          อนุโลม จบ.
      [๑๔๕๓] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัยหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย แต่จะไม่กำหนด
 รู้มานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก
 ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และไม่กำหนดรู้มานานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้มานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย แต่จะไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค
 ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย แต่จะไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัย และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย.
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย แต่จะไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัยก็หาไม่  บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 อนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ฯลฯ
 อวิชชานุสัยหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย แต่จะไม่
 กำหนดรู้อวิชชานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค
 ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย แต่จะไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค
 ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย.
      [๑๔๕๔] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 มานานุสัยหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย แต่จะไม่กำหนดรู้
 มานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก
 ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้มานานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้มานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย.
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้มานานุสัย แต่จะไม่กำหนด
 รู้ปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก
 ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย และไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย หรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย แต่จะไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนด
 รู้ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย แต่จะ
 ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 อนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ฯลฯ
 อวิชชานุสัยหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย แต่จะไม่กำหนด
 รู้อวิชชานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก
 ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัยหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย แต่จะไม่
 กำหนดรู้ปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒
 จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย และไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย.
      [๑๔๕๕] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้มานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ทิฏฐา-
 *นุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย แต่จะไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนด
 รู้มานานุสัย และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 มานานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย แต่จะไม่
 กำหนดรู้มานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัต-
 *มรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และไม่กำหนดรู้มานานุสัย.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้มานานุสัย บุคคลนั้น ไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ฯลฯ
 อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 มานานุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๕๖] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 ทิฏฐานุสัย?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๔๕๗] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย แต่จะไม่
 กำหนดรู้อวิชชานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค
 และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉา-
 *นุสัย?
      บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย แต่จะไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนด
 รู้อวิชชานุสัย และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย.
      [๑๔๕๘] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย บุคคลนั้น ไม่กำหนดรู้อวิชชา-
 *นุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคา-
 *นุสัย?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๕๙] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อม
 ไม่กำหนดรู้มานานุสัยหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆา-
 *นุสัย แต่จะไม่กำหนดรู้มานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้มานานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้มานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคา-
 *นุสัย และปฏิฆานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย แต่จะไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนด
 รู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย แต่จะไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉา-
 *นุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคล
 ที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย แต่จะไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อม-
 *เพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคา
 นุสัย และปฏิฆานุสัย.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนด
 รู้ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆา-
 *นุสัย แต่จะไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชา-
 *นุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคา-
 *นุสัย และปฏิฆานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย แต่จะไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย.
      [๑๔๖๐] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย แต่จะไม่
 กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค
 ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย และไม่กำหนดรู้
 วิจิกิจฉานุสัย.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และ
 มานานุสัย แต่จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย แต่จะไม่
 กำหนดรู้มานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒
 จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อม
 ไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย และ
 มานานุสัย แต่จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้น
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมกำหนดรู้อวิชชานุสัย และไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย.
      [๑๔๖๑] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ
 ทิฏฐานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย
 และทิฏฐานุสัย แต่จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลผู้มีความพร้อม
 เพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย
 แต่จะไม่กำหนดรู้มานานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 มรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ฯลฯ.
      [๑๔๖๒] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคา-
 *นุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย?
      บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย แต่
 จะไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค
 ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย แต่จะไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย และจะไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย.
      [๑๔๖๓] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัยหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย?
      บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ
 ภวราคานุสัย แต่จะไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยก็หาไม่ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และ
 ภวราคานุสัย แต่จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยก็หาไม่ บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย
 และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย.
      [๑๔๖๔] บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่กำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่
 กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และไม่กำหนดรู้
 มานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่จะไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่
 กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และไม่กำหนดรู้
 ภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 แต่จะไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และไม่
 กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๖๕] บุคคลไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 และไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่กำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย และไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมกำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคล ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      บุคคลไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่จะไม่กำหนดรู้
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่กำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      บุคคลไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๖๖] บุคคลไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลไม่กำหนดรู้มานานุสัย และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น
 คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย
 จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่
 กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และไม่กำหนดรู้
 มานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น
 หรือ?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่จะไม่กำหนดรู้
 อวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๖๗] บุคคลไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย
 จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว. ฯลฯ.
      [๑๔๖๘] บุคคลไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่
 กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และไม่กำหนดรู้
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่รู้กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จาก
 ที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๖๙] บุคคลไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย
 จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่จะไม่
 กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และไม่กำหนดรู้
 อวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในอริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย
 จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๗๐] บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่
 กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่จะไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่
 จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย ไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่จะไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ แต่จะไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย และย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา
 แต่จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้
 อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ แต่จะไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๗๑] บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 ย่อมไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในทุกขเวทนา แต่จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๗๒] บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ
 ทิฏฐานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๔๗๓] บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 และวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ
 ในทุกขเวทนา แต่จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 แต่จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย  มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในอปริยาปันนธรรม.
      บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๗๔] บุคคลไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๗๕] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนด
 รู้กามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 มานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้
 มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และไม่กำหนดรู้มานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น แต่
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย และ
 ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘
 นั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัย และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้น
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่
 กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น แต่
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อม
 ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้น
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และไม่กำหนดรู้
 ภวราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคา-
 *นุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคา-
 *นุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้น
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และไม่กำหนดรู้
 อวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย และไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย และ
 ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      [๑๔๗๖] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 มานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อม
 ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้มานานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย และไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย และ
 ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ทิฏฐา-
 *นุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘
 นั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย และไม่
 กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉา-
 *นุสัย และไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคา-
 *นุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้ภวราคา-
 *นุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และ
 ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชา-
 *นุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จาก
 ที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย และไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย และ
 ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      [๑๔๗๗] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘
 นั้น ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้มานานุสัย และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย และไม่กำหนด
 รู้วิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนด
 รู้มานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ใน-
 *รูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อม
 ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้น
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และ
 ไม่กำหนดรู้มานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคา-
 *นุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 มานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และไม่กำหนดรู้
 มานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชา-
 *นุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชา-
 *นุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผ็้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อม
 ไม่กำหนดรู้มานานุสัย และไม่กำหนดอวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใดไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 มานานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๗๘] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนด
 รู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๔๗๙] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่-
 *กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนด
 รู้ในวิจิกิจฉานุสัย และไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้วิกิจฉานุสัย และไม่
 กำหนดภวราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘
 นั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่
 กำหนดรู้ภวราคานุสัย และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้น
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และ
 ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง?
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 อวิชชานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้ในวิจิกิจฉานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้น
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้วิกิจฉานุสัย และ
 ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น
 ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จาก
 ที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนด
 รู้อวิชชานุสัย และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย และไม่กำหนดรู้-
 *วิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      [๑๔๘๐] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนด
 รู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และไม่
 กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 อรหัตมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 ภวราคานุสัย จากที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๘๑] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 และไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่
 กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา ใน
 อปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ในกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้
 มานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก
 ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้มานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒  ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล
 นั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้มานานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้มานานุสัย ไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด  บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น
 ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่กำหนดรู้
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ย่อมไม่กำหนดกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่
 กำหนดดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆนุสัย และไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคล
 นั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้
 วิจิกิจฉานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น
 ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จาก
 ที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จาก
 ที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ในภวราคานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 ภวราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคา-
 *นุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ใน
 รูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดกามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้
 อวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคา-
 *นุสัย และปฏิฆานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย และกามราคานุสัย จาก
 ที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 อวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น
 ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย
 ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      [๑๔๘๒] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จาก
 ที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น
 ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่
 กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย และไม่กำหนดรู้
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒
 จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย และไม่
 กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีควมพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลน้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย ไม่กำหรดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้
 ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค
 นั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 วิจิกิจฉานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลาย
 ที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้
 วิจิกิจฉานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีควมพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้ภวราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ใน
 อปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ  บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคน้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น
 จะไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา ใน
 อปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จาก
 ที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคล
 ทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคา-
 *นุสัย และปฏิฆานุสัย และมานานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีควมพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชาชานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จาก
 ที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้อวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ใน
 อปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค
 ๒ จำพวก ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
      [๑๔๘๓] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และ
 ทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลผู้มีควมพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย
 และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่
 กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานนุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลนั้นจะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย ไม่
 กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคน้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่
 กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา ใน
 อปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย ในที่ทั้งปวง ฯลฯ.
      [๑๔๘๔] บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐา-
 *นุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘
 นั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่
 บุคคที่ ๔ นั้น จะไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จาที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ไม่กำหนด
 รู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มี
 ความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 อนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้
 ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไมกำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคล
 นั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลนั้นจะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่
 กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง
 ด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค
 นั้น ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้มานานุสัย จากที่นั้น
 ก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อม
 ไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค
 ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ?
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 ความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น จะ
 ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม
 บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉา-
 *นุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย  และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนด
 รู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น
 ย่อมไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคล
 ที่ ๘ นั้น จะไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จาที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ
 ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย ไม่กำหนดรู้รู้กามราคา-
 *นุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อม
 เพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนา-
 *คามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉา-
 *นุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย
 จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อม
 ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่
 บุคคลนั้นนั่นแหละ จะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่
 กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย
 ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจนุสัย จากที่นั้น
 บุคคลทั้งหลายที่เหลือ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อม
 ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      [๑๔๙๕] ๑- บุคคลใด ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐา-
 *นุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย
 จากที่นั้น หรือ.
 @๑.ข้อนี้ ตัวเลขในฉบับบาลีข้ามเป็น ๑๔๙๕ ที่ถูกเป็น ๑๔๘๕ และข้อต่อๆไป ก็คลาดเคลื่อนไปตามๆกัน แต่
 @จะแก้ในชั้นนี้ไม่ได้ จะทำให้ยุ่งยากแก่การตรวจสอบฉบับภาษาบาลีกับภาษาไทย ฉะนั้นจึงต้องคงไว้ตาม
 @ฉบับภาษาบาลี
      บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคล
 ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 อรหัตมรรคนั้น จะไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้
 ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย
 วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย และไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้องเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้กามราคา-
 *นุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย และไม่กำหนดรู้
 อวิชชานุสัย ในที่ทั้งปวง.
      หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้
 กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จาก
 ที่นั้น?
      บุคคลที่ ๘ ไม่กำหนดรู้ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น
 ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น
 แต่บุคคลที่ ๘ นั้น จะไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานถุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้น
 นั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในอปริยาปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย ไม่กำหนด
 รู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จาก
 ที่นั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ไม่กำหนดรู้ในทุกขเวทนา บุคคลผู้มีความ
 พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย
 อนาคามิมรรคนั้น ไม่กำหนดรู้ปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนด
 รู้ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น จะไม่กำหนดรู้กามราคา-
 *นุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ไม่กำหนดรู้ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ ในอปริยา-
 *ปันนธรรม บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
 เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค  ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดอวิชชานุสัย
 ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย
 ในที่ทั้งปวง.
                         ปริญญาวาร จบ.
                            ปหีนวาร
                            อนุโลม
      [๑๔๙๖] กามราคานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ปฏิฆานุสัย เป็นอันบุคคลนั้น
 ละได้แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ปฏิฆานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว กามราคานุสัย เป็นอันบุคคลนั้น
 ละได้แล้ว?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว มานานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้ว
 หรือ?
      กามราคานุสัย พระอนาคามีละได้แล้ว แต่มานานุสัย พระอนาคามีนั้นยังละไม่ได้
 กามราคานุสัย พระอรหันต์ละได้แล้ว และมานานุสัย พระอรหันต์ก็ละได้แล้ว.
      หรือว่า มานานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว กามราคานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละ
 ได้แล้ว?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย เป็นอัน
 บุคคลนั้นละได้แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว กามราคานุสัย เป็นอันบุคคลนั้น
 ละได้แล้ว.
      วิจิกิจฉานุสัย บุคคล ๒ จำพวกละได้แล้ว แต่กามราคานุสัย บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้น
 ยังลงไม่ได้ วิจิกิจฉานุสัย บุคคล ๒ จำพวกละได้แล้ว และกามราคานุสัย บุคคล ๒ จำพวก
 ก็ละได้แล้ว.
      กามราคานุสัย อันบุคคลใดละะได้แล้ว ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย เป็นอัน
 บุคคลนั้นละได้แล้วหรือ?
      กามราคานุสัย พระอนาคามีละได้แล้ว แต่อวิชชานุสัย พระอนาคามีนั้นยังละไม่ได้
 กามราคานุสัย พระอรหันต์ละได้แล้ว และอวิชชานุสัย พระอรหันต์ก็ละได้แล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว กามราคานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละ
 ได้แล้ว?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๙๗] ปฏิฆานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว มานานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้
 แล้วหรือ?
      ปฏิฆานุสัย พระอนาคามีละได้แล้ว แต่มานานุสัย พระอนาคามีนั้นยังละไม่ได้ ปฏิฆา-
 *นุสัย พระอรหันต์ละได้แล้ว และมานานุสัย พระอรหันต์ก็ละได้แล้ว.
      หรือว่า มานานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ปฏิฆานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้
 แล้ว?
      ถูกแล้ว.
      ปฏิฆานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย เป็นอัน
 บุคคลนั้นละได้แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ปฏิฆานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้
 แล้ว?
      วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคล ๒ จำพวกละได้แล้ว แต่ปฏิฆานุสัย บุคคล ๒ จำพวก
 เหล่านั้นยังละไม่ได้ วิจิกิจฉานุสัย  อันบุคคล ๒ จำพวกละได้แล้ว และปฏิฆานุสัย บุคคล
 ๒ จำพวกก็ละได้แล้ว.
      ปฏิฆานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย เป็นอัน
 บุคคลนั้นละได้แล้วหรือ?
      ปฏิฆานุสัย พระอนาคามีละได้แล้ว แต่อวิชชานุสัย พระอนาคามีนั้น ยังละไม่ได้
 ปฏิฆานุสัย พระอรหันต์ละได้แล้ว และอวิชชานุสัย พระอรหันต์ก็ละได้แล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ปฏิฆานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละ
 ได้แล้ว?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๙๘] มานานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ทิฏฐานุสัย ฯลฯ  วิจิกิจฉานุสัย
 เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้ว?
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว มานานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้
 แล้ว?
      วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคล ๓ จำพวกละได้แล้ว แต่มานานุสัย บุคคล ๓ พวกเหล่านั้น
 ยังละไม่ได้ วิจิกิจฉานุสัย พระอรหันต์ละได้แล้ว และมานานุสัย พระอรหันต์ก็ละได้แล้ว.
      มานานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย เป็นอันบุคคลนั้น
 ละได้แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว มานานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละ
 ได้แล้ว?
      ถูกแล้ว.
      [๑๔๙๙] ทิฏฐานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว วิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคลนั้น
 ละได้แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ทิฏฐานุสัย เป็นอันบุคคลนั้น
 ละได้แล้ว?
      ถูกแล้ว.
      [๑๕๐๐] วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย
 เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้วหรือ?
      วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคล ๓ จำพวกละไม่ได้แล้ว แต่อวิชชานุสัย บุคคลเหล่านั้น
 ยังละไม่ได้ วิจิกิจฉานุสัย พระอรหันต์ละได้แล้ว และอวิชชานุสัย พระอรหันต์ก็ละได้แล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว วิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคลนั้น
 ละได้แล้ว?
      ถูกแล้ว.
      [๑๕๐๑] ภวราคานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว อวิชชานุสัย เป็นอันบุคคลนั้น
 ละได้แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ภวราคานุสัย เป็นอันบุคคลนั้น
 ละได้แล้ว?
      ถูกแล้ว.
      [๑๕๐๒] กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว มานานุสัย
 เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้วหรือ?
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย พระอนาคามีละได้แล้ว แต่มานานุสัย พระอนาคามีนั้น
 ยังละไม่ได้ กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย พระอรหันต์ละได้แล้ว และมานานุสัย
 พระอรหันต์ก็ละได้แล้ว.
      หรือว่า มานานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้ว?
      วิจิกิจฉานุสัย บุคคล ๒ จำพวกละได้แล้ว แต่กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้นยังละไม่ได้ วิจิกิจฉานุสัย บุคคล ๒ จำพวกละได้แล้ว กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย บุคคล ๒ จำพวกก็ละได้แล้ว.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ภวราคานุสัย ฯลฯ
 อวิชชานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้วหรือ?
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย พระอนาคามีละได้แล้ว แต่อวิชชานุสัย พระอนาคามีนั้น
 ยังละไม่ได้ กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย พระอรหันต์ละได้แล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 อันบุคคลนั้นละได้แล้ว?
      ถูกแล้ว.
      [๑๕๐๓] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละแล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 และมานานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้ว?
      วิจิกิจฉานุสัย บุคคล ๒ จำพวกละได้แล้ว แต่กามราคนุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้น ยังละไม่ได้ วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และปฏิฆนุสัย
 พระอนาคามีละได้แล้ว แต่มานานุสัย พระอนาคามีนั้น ยังละไม่ได้ วิจิกิจฉานุสัย พระอนาคามีนั้น
 ยังละไม่ได้ วิจิกิจฉานุสัย พระอรหันต์ละได้แล้ว กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย
 พระอรหันต์ละได้แล้ว.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว ภวราคานุสัย
 ฯลฯ อวิชชานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้ว?
      ถูกแล้ว.
      [๑๕๐๔] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย อันบุคคลใด
 ละได้แล้ว วิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย และทิฏฐานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้ว?
      วิจิกิจฉานุสัย และทิฏฐานุสัย บุคคล ๒ จำพวก ละได้แล้ว แต่กามราคานุสับ
 ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคล ๒ จำพวกเหล่านั้น ยังละไม่ได้ วิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย
 ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย พระอนาคามีละได้แล้ว แต่มานานุสัย พระอนาคามีนั้น
 ยังละไม่ได้ วิจิกิจฉานุสัย พระอรหันต์ละได้แล้ว กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
 และทิฏฐานุสัย พระอรหันต์ก็ละได้แล้ว ฯลฯ.
      [๑๕๐๕] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 อันบุคคลใดละได้แล้ว ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้ว?
      ถูกแล้ว.
      [๑๕๐๖] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย
 และภวราคานุสัย อันบุคคลนั้นละได้แล้ว อวิชชานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้วหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลใดละได้แล้ว กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย  และภวราาคาานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละได้แล้ว?
      ถูกแล้ว.
      [๑๕๐๗] กามราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ปฏิฆานุสัย เป็นอันบุคคล
 ละแล้วในที่นั้นหรือ?
      ไม่ควรกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      หรือว่าปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว
 ในที่นั้น?
      ไม่ควรกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      กามราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด มานานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว
 ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า มานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย เป็นอันบุคคล
 ละแล้ว ในที่นั้น?
      มานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ กามราคานุสัย
 ไม่ควรกล่าวว่าา ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว มานานุสัย อันบุคคลละแล้ว และกามราคานุสัย อัน
 บุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      กามราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย เป็น
 อันบุคคลละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย เป็นอันบุคคล
 ละแล้ว ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 กามราคานุสัย ไม่ควรกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้วว และ
 กามราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      กามราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ภวราคานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว
 ในที่นี้หรือ?
      ไม่ควรกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      หรือว่า ภวราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย เป็นอันบุคคล
 ละแล้ว ในที่นั้น?
      ไม่ควรกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      กามราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด อวิชชานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว
 ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย เป็นอันบุคคล
 ละแล้ว ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 กามราคานุสัย ไม่ควรกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว และ
 กามราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      [๑๕๐๘] ปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด มานานุสัย เป็นอันบุคคลละ
 แล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      หรือว่า มานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ปฏิฆานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว
 ในที่นั้น?
      ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      ปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย เป็นอัน
 ละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ปฏิฆานุสัย เป็นอันบุคคลละ
 แล้ว ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ ปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว
 และปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา.
      ปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ภวราคานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ใน
 ที่นั้นหรือ?
      ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      หรือว่า ภวราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ปฏิฆานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว
 ในที่นั้น?
      ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      ปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด อวิชชานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ใน
 ที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ปฏิฆานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว
 ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ใน
 อรูปธาตุ ปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว
 และปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา.
      [๑๕๐๙] มานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย
 เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด มานานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว
 ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ทุกขเวทนา มานานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า
 ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้วและมานานุสัย อันบุคคลละแล้ว
 ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      มานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ภวราคานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ใน
 ที่นั้นหรือ?
      มานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ภวราคานุสัย
 ไม่พึงกล่าาวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว มานานุสัย อันบุคคลละแล้ว และภวราคานุสัย อัน
 บุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      หรือว่า ภวราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด มานานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว
 ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      มานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด อวิชชานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ใน
 ที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด มานานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว
 ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา มานานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า
 ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว และมานานุสัย อันบุคคลละแล้ว
 ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      [๑๕๑๐] ทิฏฐานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคล
 ละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ทิฏฐานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว
 ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว ฯลฯ.
      [๑๕๑๑] วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ภวราคานุสัย เป็นอันบุคคล
 ละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ภวราคานุสัย
 ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว และภวราคานุสัย
 อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      หรือว่า ภวราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคล
 ละแล้ว ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด อวิชชานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ใน
 ที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคละแล้ว ในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคล
 ละแล้ว ในที่นั้น?
      ถูกแล้ว.
      [๑๕๑๒] ภวราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด อวิชชานุสัย เป็นอันบุคคล
 ละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ภวราคานุสัย เป็นอันบุคคล
 ละแล้ว ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ ภวราคานุสัย
 ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว และภวราคานุสัย อัน
 บุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
      [๑๕๑๓] กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด มานานุสัย
 เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า มานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น?
      มานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว มานานุสัย และกามราคานุสัย อัน
 บุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือ
 ยังไม่ละแล้ว.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ทิฏฐานุสัย ฯลฯ
 วิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว วิจิกิจฉานุสัย และกามราคานุสัย
 อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้ว
 หรือยังไม่ละแล้ว วิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา
 กามราคานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ภวราคานุสัย เป็น
 อันบุคคลละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า ภวราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น?
      ไม่พึงกล่าว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย อันบุคคลแล้ว ในที่ใด อวิชชานุสัย เป็นอัน
 บุคคลละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย
 เป็นอันอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ กามราคานุสัย
 และปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว อวิชชานุสัย และกามราคานุสัย อัน
 บุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือว่า
 ไม่ละแล้ว อวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา กาม-
 *ราคานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      [๑๕๑๔] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด
 ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย และมานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว วิจิกิจฉานุสัย กามราคา-
 *นุสัย และมานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ปฏิฆานุสัย
 ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      วิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา
 กามราคานุสัย และมานานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว?
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ภวราคานุสัย
 เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า ภวราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น?
      มานานุสัย อันบุคคลละแล้ว กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้ว
 หรือยังไม่ละแล้ว.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด อวิชชานุสัย
 เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 มานานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย และมานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว อวิชชานุสัย กามราคานุสัย
 และมานานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ปฏิฆานุสัย ไม่พึง
 กล่าว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว อวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ
 ในทุกขเวทนา กามราคานุสัย และมานานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      [๑๕๑๕] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย  และทิฏฐานุสัย อันบุคคลละแล้ว
 ในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย และทิฏฐานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น?
      วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ
 ในอรูปธาตุ กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว วิจิกิจฉานุสัย
 กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ใน
 กามธาตุ ปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว วิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และ
 ทิฏฐานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา กามราคานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละ
 แล้วหรือยังไม่ละแล้ว ฯลฯ.
      [๑๕๑๖] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ภวราคานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า ภวราคานุสัย  อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น?
      ภวราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย อันบุคคล
 ละแล้ว ในที่ใด อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น?
      ไม่มี.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย อันนบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว
 อวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้
 คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว อวิชชานุสัย
 ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา
 กามราคานุสัย และมานานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      [๑๕๑๗] กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย
 และภวราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด อวิชชชานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น
 หรือ?
      ไม่มี.
      หรือว่า อวิชชานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย
 มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย เป็นอันบุคคลละแล้ว ในที่นั้น?
      อวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย อันบุคคล
 ละแล้ว ในที่นี้ คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า
 ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว อวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย
 อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
 วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่นี้ คือ ในทุกขเวทนา กามราคานุสัย มานานุสัย
 และภวราคานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      [๑๕๑๘] กามราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด ปฏิฆานุสัย เป็นอันบุคคล
 ละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      หรือว่า ปฏิฆานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย เป็นอันบุคคลนั้น
 ละแล้ว ในที่นั้น?
      ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว.
      กามราคานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใด มานานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละแล้ว
 ในที่นั้นหรือ?
     กามราคานุสัย อันบุคคลนั้น คือ พระอนาคามีละแล้ว ในที่นั้น คือ ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ แต่มานานุสัย เป็นอันบุคคลนั้นละแล้ว ในที่นั้นก็หาไม่ กามราคานุสัย และ
 มานานุสัย อันบุคคลนั้น คือ พระอรหันต์ละแล้ว ในที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      หรือว่า มานานุสัย อันบุคคลใดละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย เป็นอันบุคคลนั้น
 ละแล้ว ในที่นั้น?
      มานานุสัย อันบุคคลนั้น คือ พระอรหันต์ละแล้ว ในที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ
 กามราคานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว มานานุสัย อันบุคคลนั้นละแล้ว
 และกามราคานุสัย อันบุคคลนั้น คือ บุคคลนั้นนั่นแหละละแล้ว ในที่นั้น คือ ในเวทนา ๒
 ในกามธาตุ.
      กามราคานุสัย อันบุคคลใดละแล้ว ในที่ใด ทิฏฐานุสัย อันบุคคลนั้นละแล้ว
 ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า ทิฏฐานุสัย อันบุคคลใดละแล้ว ในที่ใด กามราคานุสัย เป็นอันบุคคลนั้น
 ละแล้ว ในที่นั้น?
      ทิฏฐานุสัย อันบุคคลเหล่านั้น คือ บุคคล ๒ จำพวกละแล้ว ในที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา
 ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ กามราคานุสัย ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว ทิฏฐานุสัย
 อันบุคคลเหล่านั้น คือ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละละแล้ว ในที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ
 แต่กามราคานุสัย อันบุคคลเหล่านั้นละแล้ว ในที่นั้นก็หาไม่ ทิฏฐานุสัย อันบุคคลเหล่านั้น
 คือ บุคคล ๒ จำพวก ละแล้ว ในที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ กามราคานุสัยบ
 ไม่พึงกล่าวว่า ละแล้วหรือยังไม่ละแล้ว ทิฏฐานุสัย อันบุคคลเหล่านั้นละแล้ว และกามราคานุสัย
 อันบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ละแล้วในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
      กามราคานุสัย อันบุคคลใดละแล้ว ในที่ใด วิจิกิจฉานุสัย เป็นอันบุคคลนั้น
 ละแล้ว ในที่นั้นหรือ?
      ถูกแล้ว.
      หรือว่า วิจิกิจฉานุสัย อันบุคคลละแล้ว ในที่ใ