สังคีติสูตร

สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค · เล่ม ๑๑ ข้อ ๒๒๘

 [๒๒๘] ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๓ๆ ที่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรัสไว้โดยชอบแล้วมีอยู่แล พวกเราทั้งหมดด้วยกันพึงสังคายนา ไม่พึงกล่าวแก่งแย่งกันในธรรมนั้นการที่พรหมจรรย์นี้จะพึงยั่งยืนตั้งอยู่นาน นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชนมากเพื่อความสุขแก่ชนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรมมีประเภทละ ๓ๆ เป็นไฉนอกุศลมูล ๓ อย่าง๑. อกุศลมูล คือ โลภะ๒. อกุศลมูล คือ โทสะ๓. อกุศลมูล คือ โมหะกุศลมูล ๓ อย่าง๑. กุศลมูล คือ อโลภะ๒. กุศลมูล คือ อโทสะ๓. กุศลมูล คือ อโมหะทุจริต ๓ อย่าง๑. กายทุจริต [ความประพฤติชั่วทางกาย]๒. วจีทุจริต [ความประพฤติชั่วทางวาจา]๓. มโนทุจริต [ความประพฤติชั่วทางใจ]สุจริต ๓ อย่าง๑. กายสุจริต [ความประพฤติชอบทางกาย]๒. วจีสุจริต [ความประพฤติชอบทางวาจา]๓. มโนสุจริต [ความประพฤติชอบทางใจ]  อกุศลวิตก ๓ อย่าง๑. กามวิตก [ความตริในทางกาม]๒. พยาปาทวิตก [ความตริในทางพยาบาท]๓. วิหิงสาวิตก [ความตริในทางเบียดเบียน]กุศลวิตก ๓ อย่าง๑. เนกขัมมวิตก [ความตริในทางออกจากกาม]๒. อัพยาปาทวิตก [ความตริในทางไม่พยาบาท]๓. อวิหิงสาวิตก [ความตริในทางไม่เบียดเบียน]อกุศลสังกัปปะ ๓ อย่าง๑. กามสังกัปปะ [ความดำริในทางกาม]๒. พยาปาทสังกัปปะ [ความดำริในทางพยาบาท]๓. วิหิงสาสังกัปปะ [ความดำริในทางเบียดเบียน]กุศลสังกัปปะ ๓ อย่าง๑. เนกขัมมสังกัปปะ [ความดำริในทางออกจากกาม]๒. อัพยาปาทสังกัปปะ [ความดำริในทางไม่พยาบาท]๓. อวิหิงสาสังกัปปะ [ความดำริในทางไม่เบียดเบียน]อกุศลสัญญา ๓ อย่าง๑. กามสัญญา [ความจำได้ในทางกาม]๒. พยาปาทสัญญา [ความจำได้ในทางพยาบาท]๓. วิหิงสาสัญญา [ความจำได้ในทางเบียดเบียน]กุศลสัญญา ๓ อย่าง๑. เนกขัมมสัญญา [ความจำได้ในทางออกจากกาม]  ๒. อัพยาปาทสัญญา [ความจำได้ในทางไม่พยาบาท]๓. อวิหิงสาสัญญา [ความจำได้ในทางไม่เบียดเบียน]อกุศลธาตุ ๓ อย่าง๑. กามธาตุ [ธาตุคือกาม]๒. พยาปาทธาตุ [ธาตุคือความพยาบาท]๓. วิหิงสาธาตุ [ธาตุคือความเบียดเบียน]กุศลธาตุ ๓ อย่าง๑. เนกขัมมธาตุ [ธาตุคือความออกจากกาม]๒. อัพยาปาทธาตุ [ธาตุคือความไม่พยาบาท]๓. อวิหิงสาธาตุ [ธาตุคือความไม่เบียดเบียน]ธาตุอีก ๓ อย่าง๑. กามธาตุ [ธาตุคือกาม]๒. รูปธาตุ [ธาตุคือรูป]๓. อรูปธาตุ [ธาตุคือสิ่งที่ไม่มีรูป]ธาตุอีก ๓ อย่าง๑. รูปธาตุ [ธาตุคือรูป]๒. อรูปธาตุ [ธาตุคือสิ่งที่ไม่มีรูป]๓. นิโรธธาตุ [ธาตุคือความดับทุกข์]ธาตุอีก ๓ อย่าง๑. หีนธาตุ [ธาตุอย่างเลว]๒. มัชฌิมธาตุ [ธาตุอย่างกลาง]๓. ปณีตธาตุ [ธาตุอย่างประณีต]  ตัณหา ๓ อย่าง๑. กามตัณหา [ตัณหาในกาม]๒. ภวตัณหา [ตัณหาในภพ]๓. วิภวตัณหา [ตัณหาในปราศจากภพ]ตัณหาอีก ๓ อย่าง๑. กามตัณหา [ตัณหาในกาม]๒. รูปตัณหา [ตัณหาในรูป]๓. อรูปตัณหา [ตัณหาในสิ่งที่ไม่มีรูป]ตัณหาอีก ๓ อย่าง๑. รูปตัณหา [ตัณหาในรูป]๒. อรูปตัณหา [ตัณหาในสิ่งที่ไม่มีรูป]๓. นิโรธตัณหา [ตัณหาในความดับสูญ] [อุจเฉททิฏฐิ]สัญโญชน์ ๓ อย่าง๑. สักกายทิฏฐิ [ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน]๒. วิจิกิจฉา [ความลังเลสงสัย]๓. สีลัพพตปรามาส [ความเชื่อถือศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจศีลพรต]อาสวะ ๓ อย่าง๑. กามาสวะ [อาสวะเป็นเหตุอยากได้]๒. ภวาสวะ [อาสวะเป็นเหตุอยากเป็น]๓. อวิชชาสวะ [อาสวะคือความเขลา]ภพ ๓ อย่าง๑. กามภพ [ภพที่เป็นกามาวจร]  ๒. รูปภพ [ภพที่เป็นรูปาวจร]๓. อรูปภพ [ภพที่เป็นอรูปาวจร]เอสนา ๓ อย่าง๑. กาเมสนา [การแสวงหากาม]๒. ภเวสนา [การแสวงหาภพ]๓. พรหมจริเยสนา [การแสวงหาพรหมจรรย์]วิธา การวางท่า ๓ อย่าง๑. เสยโยหมสฺมีติวิธา [ถือว่าตัวเราประเสริฐกว่าเขา]๒. สทิโสหมสฺมีติวิธา [ถือว่าตัวเราเสมอกับเขา]๓. หีโนหมสฺมีติวิธา [ถือว่าตัวเราเลวกว่าเขา]อัทธา ๓ อย่าง๑. อดีตอัทธา [ระยะกาลที่เป็นส่วนอดีต]๒. อนาคตอัทธา [ระยะกาลที่เป็นส่วนอนาคต]๓. ปัจจุบันนอัทธา [ระยะกาลที่เป็นปัจจุบัน]อันตะ ๓ อย่าง๑. สักกายอันตะ [ส่วนที่ถือว่าเป็นกายตน]๒. สักกายสมุทยอันตะ [ส่วนที่ถือว่าเป็นเหตุก่อให้เกิดกายตน]๓. สักกายนิโรธอันตะ [ส่วนที่ถือว่าเป็นเครื่องดับกายตน]เวทนา ๓ อย่าง๑. สุขเวทนา [ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข]๒. ทุกขเวทนา [ความเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์]๓. อทุกขมสุขเวทนา [ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข]  ทุกขตา ๓ อย่าง๑. ทุกขทุกขตา [ความเป็นทุกข์เพราะทุกข์]๒. สังขารทุกขตา [ความเป็นทุกข์เพราะสังขาร]๓. วิปริฌามทุกขตา [ความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน]ราสี ๓ อย่าง๑. มิจฉัตตนิยตราสี [กองคือความผิดที่แน่นอน]๒. สัมมัตตนิยตราสี [กองคือความถูกที่แน่นอน]๓. อนิยตราสี [กองคือความไม่แน่นอน]กังขา ๓ อย่าง๑. ปรารภกาลที่ล่วงไปแล้วนานๆ แล้วสงสัย เคลือบแคลง ไม่เชื่อลงไปได้ ไม่เลื่อมใส๒. ปรารภกาลที่ยังไม่มาถึงนานๆ แล้ว สงสัย เคลือบแคลง ไม่เชื่อลงไปได้ไม่เลื่อมใส๓. ปรารภกาลปัจจุบันทุกวันนี้แล้ว สงสัย เคลือบแคลง ไม่เชื่อลงไปได้ ไม่เลื่อมใสข้อที่ไม่ต้องรักษาของพระตถาคต ๓ อย่าง๑. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตมีกายสมาจารบริสุทธิ์ พระตถาคตมิได้มีความประพฤติชั่วทางกายที่พระองค์จะต้องรักษาไว้โดยตั้งพระทัยว่า คนอื่นๆอย่าได้รู้ถึงความประพฤติชั่วทางกายของเรานี้ ดังนี้๒. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตมีวจีสมาจารบริสุทธิ์ พระตถาคตมิได้มีความประพฤติชั่วทางวาจาที่พระองค์จะต้องรักษาไว้โดยตั้งพระทัยว่า คนอื่นๆ อย่าได้รู้ถึงความประพฤติชั่วทางวาจาของเรานี้ ดังนี้๓. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระตถาคตมีมโนสมาจารบริสุทธิ์ พระตถาคตมิได้มีความประพฤติชั่วทางใจที่พระองค์จะต้องรักษาไว้โดยตั้งพระทัยว่า คนอื่นๆอย่าได้รู้ถึงความประพฤติชั่วทางใจของเรานี้ ดังนี้  กิญจนะ ๓ อย่าง๑. ราคกิญจนะ [เครื่องกังวลคือราคะ]๒. โทสกิญจนะ [เครื่องกังวลคือโทสะ]๓. โมหกิญจนะ [เครื่องกังวลคือโมหะ]อัคคี ๓ อย่าง๑. ราคัคคิ [ไฟคือราคะ]๒. โทสัคคิ [ไฟคือโทสะ]๓. โมหัคคิ [ไฟคือโมหะ]อัคคีอีก ๓ อย่าง๑. อาหุเนยยัคคิ [ไฟคืออาหุเนยยบุคคล]๒. ทักขิเณยยัคคิ [ไฟคือทักขิเณยยบุคคล]๓. คหปตัคคิ [ไฟคือคฤหบดี]รูปสังคหะ ๓ อย่าง๑. สนิทัสสนสัปปฏิฆรูป [รูปที่เป็นไปกับด้วยการเห็น ทั้งเป็นไปกับด้วยการกระทบ]๒. อนิทัสสนสัปปฏิฆรูป [รูปที่ไม่มีการเห็น แต่เป็นไปกับด้วยการกระทบ]๓. อนิทัสสนอัปปฏิฆรูป [รูปที่ไม่เห็น ที่ไม่กระทบ]สังขาร ๓ อย่าง๑. ปุญญาภิสังขาร [อภิสังขารคือบุญ]๒. อปุญญาภิสังขาร [อภิสังขารคือบาป]๓. อเนญชาภิสังขาร [อภิสังขารคืออเนญชา]บุคคล ๓ อย่าง๑. เสกขบุคคล [บุคคลผู้ยังต้องศึกษา]

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๑๖๓–๑๖๙

อธิบายเนื้อหา
ข้อความนี้ปรากฏที่อื่นอีก แห่ง