[๖๕๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว จังกีพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าท่านพระโคดม อย่าทรงห้ามกาปทิกมาณพเลย กาปทิกมาณพเป็นบุตรของผู้มีสกุล เป็นพหูสูตเป็นบัณฑิต เจรจาถ้อยคำไพเราะ และสามารถจะเจรจาโต้ตอบในคำนั้นกับท่านพระโคดมได้.ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้มีพระดำริว่า กาปทิกมาณพ จักสำเร็จการศึกษาในปาพจน์ คือไตรวิชาเป็นแน่แท้ พราหมณ์ทั้งหลาย จึงยกย่องเขาถึงอย่างนั้น. ครั้งนั้น กาปทิกมาณพได้มีความคิดว่า พระสมณโคดมจักทอดพระเนตรสบตาเรา เมื่อใดเราจักทูลถามปัญหากะพระสมณโคดมเมื่อนั้น. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของกาปทิกมาณพด้วยพระหฤทัยแล้ว ทรงทอดพระเนตรไปทางกาปทิกมาณพ. ครั้งนั้นแล กาปทิกมาณพได้มีความคิดว่าพระสมณโคดมทรงใส่พระทัยเราอยู่ มิฉะนั้นเราพึงทูลถามปัญหากะพระสมณโคดมเถิด. ลำดับนั้นแล กาปทิกมาณพได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ท่านโคดม ก็ในบทมนต์อันเป็นของเก่าของพราหมณ์ทั้งหลาย โดยนำสืบต่อกันมาตามคัมภีร์ พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมถึงความตกลงโดยส่วนเดียวว่า สิ่งนี้แลจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้ ในเรื่องนี้ ท่านพระโคดมตรัสว่าอย่างไร?พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๔๕๐