[๒๗๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระนารทะได้กล่าวกะท่านปวิฏฐะว่า สาธุท่านปวิฏฐะ ผมพึงได้ปัญหานั้น ท่านจงถามปัญหาอย่างนั้น ผมจะแก้ปัญหานั้นแก่ท่าน ท่านปวิฏฐะกล่าวว่า ท่านนารทะได้ปัญหานั้น ผมขอถามปัญหานั้นกะท่านนารทะ และขอท่านนารทะจงแก้ปัญหานั้นแก่ผม ดูกรท่านนารทะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการการทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ท่านนารทะมีญาณเฉพาะตัวท่านว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ดังนี้หรือ ฯนา. ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามาความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ผมย่อมรู้ ย่อมเห็นอย่างนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ ฯ
ป. ท่านนารทะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามาการตรึกไปตามอาการการทนต่อความเพ่งพินิจด้วยทิฐิ ท่านนารทะมีญาณเฉพาะตัวท่านว่า เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติฯลฯ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ดังนี้หรือ ฯนา. ท่านปวิฏฐะ เว้นจากความเชื่อ ความพอใจ การฟังตามเขามา ความตรึกไปตามอาการ การทนต่อความเพ่งพินิจด้วยอิฐิ ผมย่อมรู้ ย่อมเห็นอย่างนี้ว่าเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๑๑๓–๑๑๔