โมเนยยสูตร

สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต · เล่ม ๒๐ ข้อ ๕๖๒

 [๕๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมุนี ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ความเป็นมุนีทางกาย ๑ ความเป็นมุนีทางวาจา ๑ ความเป็นมุนีทางใจ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเป็นมุนีทางกายเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากกรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ความเป็นมุนีทางกาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเป็นมุนีทางวาจาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำหยาบ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ความเป็นมุนีทางวาจา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความเป็นมุนีทางใจเป็นไฉนภิกษุในธรรมวินัยนี้ ทำให้แจ้งชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ความเป็นมุนีทางใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมุนี ๓ อย่างนี้แล ฯ  ผู้ที่เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ ไม่มีอาสวะ เป็นมุนี สมบูรณ์ด้วยความเป็นมุนี บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า เป็นผู้ละเสียได้ทุกอย่าง  จบอาปายิกวรรคที่ ๒  ____________  รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ๑. อาปายิกสูตร ๒. ทุลลภสูตร๓. อัปปเมยยสูตร ๔. อเนญชสูตร๕. อยสูตร ๖. อปัณณกสูตร๗. กัมมันตสูตร ๘. โสเจยยสูตรที่ ๑๙. โสเจยยสูตรที่ ๒ ๑๐. โมเนยยสูตร ฯ  ____________  กุสินารวรรคที่ ๓  กุสินารสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๒๖๐–๒๖๒

อธิบาย