สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต · เล่ม ๒๕ ข้อ ๓๕๙
[๓๕๙] เราไม่ใช่พราหมณ์ ไม่ใช่ราชโอรส ไม่ใช่แพศย์หรือใครๆเรากำหนดรู้โคตรของปุถุชนแล้ว ไม่มีความกังวล เที่ยวไปด้วยปัญญาในโลก เรานุ่งห่ม (ไตรจีวร) สังฆาฏิ ไม่มีเรือน ปลงผมแล้ว มีตนดับความเร่าร้อนแล้ว ไม่คลุกคลีกับด้วยมนุษย์ (มาณพ) ทั้งหลายในโลกนี้เที่ยวไปอยู่ ท่านถามถึงปัญหาเกี่ยวด้วยโคตรอันไม่สมควรกะเรา ดูกรพราหมณ์ผู้เจริญ พวกพราหมณ์ย่อมถามกับพวกพราหมณ์ด้วยกันว่า
ท่านเป็นพราหมณ์หรือหนอ ถ้าว่าท่านกล่าวว่าเราเป็นพราหมณ์แต่ท่านกล่าวกะเราผู้มิใช่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราขอถามสาวิตรีซึ่งมีบท ๓มีอักขระ ๒๔ กะท่าน ฯพราหมณ์ทูลถามว่าพวกฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ และพราหมณ์เป็นอันมากในโลกนี้ อาศัยอะไร ได้กำหนดยัญแก่เทวดาทั้งหลาย ฯพระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่าเราขอบอกว่าผู้ถึงที่สุดทุกข์ ถึงที่สุดเวท จะพึงได้เครื่องบูชาในเมื่ออาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ใดเข้าไปตั้งไว้ในกาลแห่งยัญ ยัญกรรมของผู้นั้นพึงสำเร็จ ฯพราหมณ์ทูลว่าการบูชาของข้าพเจ้านั้น พึงสำเร็จเป็นแน่แท้ เพราะข้าพเจ้าได้พบบุคคลผู้ถึงเวทเช่นนั้น อันที่จริง คนอื่นย่อมได้บริโภคเครื่องบูชา เพราะไม่ได้พบบุคคลผู้เช่นท่าน ฯพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ ท่านผู้มีความต้องการด้วยประโยชน์ จงเข้าไปถามเถิด ท่านจะพบผู้มีปัญญาดีผู้สงบ ผู้ไม่มีความโกรธ ไม่มีทุกข์ไม่มีความหวัง ในศาสนานี้แน่แท้ ฯพราหมณ์ทูลว่า(ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ) ข้าพเจ้ายินดีแล้วในยัญ ใคร่จะบูชายัญ แต่ข้าพเจ้ายังไม่ทราบชัด ขอท่านจงพร่ำสอนข้าพเจ้าเถิด ขอท่านจงบอกซึ่งที่เป็นที่สำเร็จแห่งการบูชาแก่ข้าพเจ้าเถิด ฯพระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้นท่านจงเงี่ยโสตลงเถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านอย่าถามถึงชาติ จงถามแต่ธรรมสำหรับประพฤติเถิด ไฟย่อมเกิดแต่ไม้แล แม้ผู้ที่เกิดในสกุลต่ำเป็นมุนีมีปัญญา เป็นผู้เกียดกัน
อกุศลวิตกด้วยหิริ รู้เหตุการณ์ได้โดยฉับพลันก็มี พราหมณ์ผู้มุ่งบุญพึงบูชา พึงหลั่งไทยธรรมในทักขิไณยบุคคลผู้ที่ฝึกตนด้วยสัจจะ ผู้ประกอบด้วยการฝึกฝนอินทรีย์ ผู้ถึงที่สุดแห่งเวท ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ตามกาล ชนเหล่าใดละกามทั้งหลายได้แล้ว ไม่ยึดมั่นอะไรๆ เที่ยวไปมีตนสำรวมดีแล้ว เหมือนกระสวยที่ไปตรง ฉะนั้น พราหมณ์ผู้มุ่งบุญพึงบูชา พึงหลั่งไทยธรรมในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดปราศจากราคะ มีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้ว หลุดพ้นแล้วจากการจับของกิเลสเปล่งปลั่งอยู่ เหมือนพระจันทร์ที่พ้นแล้วจากการเบียดเบียนของราหูสว่างไสวอยู่ ฉะนั้น พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมในชนเหล่านั้นตามกาลชนเหล่าใดไม่เกี่ยวข้อง มีสติทุกเมื่อ ละนามรูป ที่คนพาลถือว่าเป็นของเราได้แล้ว เที่ยวไปในโลก พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมในชนเหล่านั้นตามกาลพระตถาคตละกามทั้งหลายได้แล้ว ครอบงำกามทั้งหลายเที่ยวไป รู้ที่สุดแห่งชาติและมรณะ ดับความเร่าร้อนได้แล้วเป็นผู้เยือกเย็นเหมือนห้วงน้ำ ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อยู่ห่างไกลจากบุคคลผู้ไม่เสมอทั้งหลาย เป็นผู้มีปัญญาไม่มีที่สุด ผู้อันตัณหาทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในโลกนี้หรือในโลกอื่นย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตผู้เป็นพราหมณ์ ไม่มีมายา ไม่มีมานะปราศจากความโลภ ไม่ยึดถือในสัตว์และสังขารว่าเป็นของเรา หาความหวังมิได้ บรรเทาความโกรธแล้วมีตนดับความเร่าร้อนได้แล้วละมลทิน คือ ความโศกเสียได้ ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตละตัณหาและทิฐิที่อยู่ประจำใจได้แล้ว ไม่มีตัณหาและทิฐิอะไรๆ ไม่ถือมั่นในโลกนี้หรือในโลกอื่น ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตมีจิตตั้งมั่นแล้ว ข้ามโอฆะได้แล้ว และได้รู้ธรรมด้วยทิฐิอย่างยิ่ง มีอาสวะสิ้นแล้ว ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ย่อมควรเครื่องบูชา ภวาสวะและวาจาหยาบคายอันพระตถาคตกำจัดได้แล้ว ทำให้สิ้นสูญ ไม่มีอยู่พระตถาคตผู้ถึงเวท พ้นวิเศษแล้วในธรรมทั้งปวง ย่อมควรเครื่องบูชา
พระตถาคตผู้ล่วงกิเลสเครื่องข้อง ไม่มีธรรมเป็นเครื่องข้อง ไม่เป็นสัตว์ผู้มีมานะในเหล่าสัตว์ผู้มีมานะ กำหนดรู้ทุกข์พร้อมทั้งไร่นาและที่ดิน ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตไม่อาศัยตัณหา มีปรกติเห็นนิพพาน ก้าวล่วงทิฐิที่จะพึงให้ผู้อื่นรู้ ไม่มีอารมณ์อะไรๆย่อมควรเครื่องบูชา ธรรมทั้งที่เป็นภายในและภายนอกพระตถาคตแทงตลอดแล้ว กำจัดได้แล้ว ถึงความสาปสูญมิได้มี พระตถาคตนั้นเป็นผู้สงบแล้ว น้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปาทาน ย่อมควรเครื่องบูชาพระตถาคตเห็นที่สุดแห่งความสิ้นไปแห่งชาติ บรรเทาสังโยชน์อันเป็นทางแห่งราคะเสียได้ไม่มีส่วนเหลือ เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีโทษ ปราศจากมลทิน ไม่มีความใคร่ ย่อมควรเครื่องบูชา พระตถาคตไม่พิจารณาเห็นตนโดยความเป็นตน มีจิตตั้งมั่น ปฏิบัติตรง ดำรงตนมั่น ไม่หวั่นไหวไม่มีกิเลสดุจหลักตอ ไม่มีความสงสัย ย่อมควรเครื่องบูชาพระตถาคตไม่มีปัจจัยแห่งโมหะอะไรๆ เห็นด้วยญาณในธรรมทั้งปวง ทรงไว้ซึ่งสรีระมีในที่สุด และได้บรรลุสัมโพธิญาณที่ยอดเยี่ยม อันเกษม ความบริสุทธิ์ของบุรุษย่อมมีด้วยเหตุเพียงเท่านี้ (พระตถาคตย่อมควรเครื่องบูชา) ฯพราหมณ์ทูลว่าก็การบูชาของข้าพระองค์ จะเป็นการบูชาจริง เพราะว่าข้าพระองค์ได้บุคคลผู้ถึงเวทเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคเป็นพรหม ผู้เห็นเองแท้ ขอได้โปรดทรงรับ ทรงบริโภคเครื่องบูชาของข้าพระองค์เถิด ฯพระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรพราหมณ์ เราไม่พึงบริโภคโภชนะที่ขับกล่อมได้มา ข้อนี้ไม่ใช่ธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงเห็นอยู่โดยชอบ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงห้ามโภชนะที่ขับกล่อมได้มา ดูกรพราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่ การแสวงหาเป็นความประพฤติของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ท่านจงบำรุงพระขีณาสพผู้บริบูรณ์ด้วยคุณทั้งปวง ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่
ผู้มีความคนองสงบแล้ว ด้วยข้าวน้ำอย่างอื่นเถิด เพราะว่าเขตนั้นเป็นเขตของบุคคลผู้มุ่งบุญ ฯพราหมณ์ทูลว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์ถึงคำสั่งสอนของพระองค์แล้ว พึงรู้แจ่มแจ้งอย่างที่พระองค์ตรัสบอก ขอพระองค์จงทรงแสดงทักขิไณยบุคคลผู้บริโภคทักขิณาของบุคคลผู้เช่นด้วยข้าพระองค์ที่ข้าพระองค์จะพึงแสวงหาบำรุงอยู่ ในกาลแห่งยัญ แก่ข้าพระองค์เถิด ฯพระผู้มีพระภาคตรัสว่าท่านจงกำจัดความสยิ้วหน้า จงประคองอัญชลีนอบน้อมผู้ที่ปราศจากความแข่งดี ผู้มีจิตไม่ขุ่นมัว หลุดพ้นแล้วจากกามทั้งหลาย บรรเทาความง่วงเหงาเสียแล้ว นำกิเลสออกเสียได้ ผู้ฉลาดในชาติและมรณะผู้นั้นเป็นมุนี สมบูรณ์ด้วยปัญญา ผู้มาแล้วสู่ยัญเช่นนั้น จงบูชาด้วยข้าวและน้ำเถิด ทักขิณาย่อมสำเร็จได้ด้วยอาการอย่างนี้ ฯพราหมณ์ทูลว่าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่บุคคลควรบูชาในโลกทั้งปวงเป็นบุญเขตอย่างยอดเยี่ยม ย่อมควรเครื่องบูชา ทานที่บุคคลถวายแล้วแด่พระองค์ เป็นทานมีผลมาก ฯพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๓๑๓–๓๑๗