สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต · เล่ม ๒๕ ข้อ ๓๖๒
[๓๖๒] ข้าพระองค์ขอถามพระโคดมผู้ทรงรู้ถ้อยคำ ผู้ทรงผ้ากาสายะไม่ยึดถืออะไรเที่ยวไป ผู้ใดเป็นคฤหัสถ์ ควรแก่การขอ เป็นทานบดี มีความต้องการบุญ มุ่งบุญ ให้ข้าวน้ำ บูชาแก่ชนเหล่าอื่นในโลกนี้ การบูชาของผู้บูชาอยู่อย่างนี้ จะพึงบริสุทธิ์ได้อย่างไร ฯพ. (ดูกรมาฆมาณพ) ผู้ใดเป็นคฤหัสถ์ ควรแก่การขอ เป็นทานบดี มีความต้องการบุญ มุ่งบุญ ให้ข้าวน้ำบูชาแก่ชนเหล่าอื่นในโลกนี้ ผู้เช่นนั้นพึงให้ทักขิไณยบุคคลยินดีได้ ฯ
ม. ผู้ใดเป็นคฤหัสถ์ ควรแก่การขอ เป็นทานบดี มีความต้องการบุญ มุ่งบุญ ให้ข้าวน้ำบูชาแก่ชนเหล่าอื่นในโลกนี้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์ทรงบอกทักขิไณยบุคคลแก่ข้าพระองค์เถิด ฯพ. ชนเหล่าใดแลไม่เกี่ยวข้อง หาเครื่องกังวลมิได้ สำเร็จกิจแล้ว มีจิตคุ้มครองแล้ว เที่ยวไปในโลก พราหมณ์ผู้มุ่งบุญพึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดตัดกิเลสเครื่องผูกพันคือสังโยชน์ได้ทั้งหมด ฝึกตนแล้ว เป็นผู้พ้นเด็ดขาด ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง พราหมณ์ผู้มุ่งบุญพึงหลั่งไทยธรรม บูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดพ้นเด็ดขาดจากสังโยชน์ทั้งหมด ฝึกตนแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดละราคะ โทสะและโมหะได้แล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดไม่มีมายา ไม่มีความถือตัว มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์ พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดปราศจากความโลภ ไม่ยึดถืออะไรๆ ว่าเป็นของเรา ไม่มีความหวัง มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาลชนเหล่าใดแลไม่น้อมไปในตัณหาทั้งหลาย ข้ามโอฆะได้แล้วไม่ยึดถืออะไรๆ ว่าเป็นของเรา เที่ยวไปอยู่ พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดไม่มีตัณหาเพื่อเกิดในภพใหม่ ในโลกไหนๆ คือในโลกนี้หรือในโลกอื่น พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดละกามทั้งหลายได้แล้ว ไม่ยึดถืออะไรเที่ยวไปมีตนสำรวมดีแล้ว เหมือนกระสวยที่ตรงไปฉะนั้น พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาลชนเหล่าใดปราศจากความกำหนัดมีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้วพ้นจากการจับแห่งกิเลส เปล่งปลั่งอยู่ เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากราหูจับ สว่างไสวอยู่ฉะนั้น พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดมีกิเลสสงบแล้ว
ปราศจากความกำหนัด เป็นผู้ไม่โกรธไม่มีคติ เพราะละขันธ์อันเป็นไปในโลกนี้ได้เด็ดขาดพราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดละชาติและมรณะไม่มีส่วนเหลือ ล่วงพ้นความสงสัยได้ทั้งปวง พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาลชนเหล่าใดมีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีเครื่องกังวลหลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวงเที่ยวไปอยู่ในโลก พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดแล ย่อมรู้ในขันธ์และอายตนะเป็นต้นตามความเป็นจริงว่าชาตินี้มีในที่สุด ภพใหม่ไม่มี ดังนี้ พราหมณ์พึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ชนเหล่าใดเป็นผู้ถึงเวท ยินดีในฌาน มีสติ บรรลุธรรมเครื่องตรัสรู้ดี เป็นที่พึ่งของเทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก พราหมณ์ผู้มุ่งบุญพึงหลั่งไทยธรรมบูชาในชนเหล่านั้นตามกาล ฯม. คำถามของข้าพระองค์ไม่เปล่าประโยชน์แน่นอน ข้าแต่พระผู้มีพระภาคพระองค์ตรัสบอกทักขิไณยบุคคลแก่ข้าพระองค์แล้ว ก็พระองค์ย่อมทรงทราบไญยธรรมนี้ ในโลกนี้โดยถ่องแท้ จริงอย่างนั้น ธรรมนี้พระองค์ทรงทราบแจ่มแจ้งแล้ว ผู้ใดเป็นคฤหัสถ์ เป็นผู้ควรแก่การขอ เป็นทานบดีมีความต้องการบุญ มุ่งบุญ ให้ข้าวน้ำบูชาแก่ชนเหล่าอื่นในโลกนี้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์ตรัสบอกถึงความพร้อมแห่งยัญแก่ข้าพระองค์ ฯพ. ดูกรมาฆะ เมื่อท่านจะบูชาก็จงบูชาเถิด และจงทำจิตให้ผ่องใสในกาลทั้งปวง เพราะยัญย่อมเป็นอารมณ์ของบุคคลผู้บูชายัญบุคคลตั้งมั่นในยัญนี้แล้ว ย่อมละโทสะเสียได้ อนึ่ง บุคคลผู้นั้น ปราศจากความกำหนัดแล้ว พึงกำจัดโทสะ เจริญเมตตาจิตอันประมาณมิได้ ไม่ประมาทแล้วเนืองๆ ทั้งกลางคืนกลางวัน ย่อมแผ่อัปปมัญญาภาวนาไปทั่วทิศ ฯม. ใครย่อมบริสุทธิ์ ใครย่อมหลุดพ้น และใครยังติดอยู่ บุคคลจะไปพรหมโลกได้ด้วยอะไร ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมุนีข้าพระองค์ทูลถามแล้วขอพระองค์โปรดตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ผู้ไม่รู้ ก็พระผู้มีพระภาคผู้เป็น
พรหม ข้าพระองค์ขออ้างเป็นพยานในวันนี้ เพราะพระองค์เป็นผู้เสมอด้วยพรหมของข้าพระองค์จริงๆ (ข้าแต่พระองค์ผู้มีความรุ่งเรือง)บุคคลจะเข้าถึงพรหมโลกได้อย่างไร ฯพ. (ดูกรมาฆะ) ผู้ใดย่อมบูชายัญครบทั้ง ๓ อย่าง ผู้เช่นนั้นพึงให้ทักขิไณยบุคคลทั้งหลายยินดีได้ เราย่อมกล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้ควรแก่การขอ ครั้นบูชาโดยชอบอย่างนั้นแล้ว ย่อมเข้าถึงพรหมโลก ฯพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๓๑๘–๓๒๑