อุทยมาณวกปัญหานิทเทส

สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส · เล่ม ๓๐ ข้อ ๔๓๔

 [๔๓๔] คำว่า ผู้มีฌาน ในอุเทศว่า ฌายึ วิรชมาสีนํ ดังนี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงมีฌานแม้ด้วยปฐมฌาน แม้ด้วยทุติยฌาน แม้ด้วยตติยฌาน แม้ด้วยจตุตถฌาน แม้ด้วยฌานอันมีวิตกวิจาร แม้ด้วยฌาน (ทุติยฌานในปัญจกนัย) สักว่าไม่มีวิตก มีแต่วิจาร แม้ด้วยฌานอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร แม้ด้วยฌานมีปีติ แม้ด้วยฌานอันไม่มีปีติ แม้ด้วยฌานอันประกอบด้วยสุขแม้ด้วยฌานอันประกอบด้วยอุเบกขา แม้ด้วยฌานอันเป็นสุญญตะ แม้ด้วยฌานอันเป็นอนิมิตตะแม้ด้วยฌานเป็นอัปปณิหตะ แม้ด้วยฌานอันเป็นโลกิยะ แม้ด้วยฌานอันเป็นโลกุตระทรงยินดีในฌาน ทรงขวนขวายซึ่งความเป็นผู้เดียว หนักอยู่ในอรหัตผลซึ่งเป็นประโยชน์ของพระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้มีฌาน.  คำว่า ไม่มีกิเลสดังธุลี ความว่า ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ฯลฯอกุสลาภิสังขารทั้งปวง เป็นดังธุลี. กิเลสดังธุลีเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไม่ให้มีที่ตั้งดังตาลยอดด้วน ให้ถึงความไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วจึงชื่อว่า ผู้ไม่มีธุลี ปราศจากธุลีไปปราศแล้วจากธุลี ละธุลีเสียแล้ว พ้นขาดแล้วจากธุลี.  ราคะเป็นธุลี แต่ท่านมิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี. คำว่า ธุลี นี้  เป็นชื่อของราคะ. พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ ทรงละธุลีนั้นแล้ว  เพราะเหตุนั้น พระพุทธชินะท่านจึงกล่าวว่า เป็นผู้มีธุลีไป  ปราศแล้ว. โทสะเป็นธุลี แต่ท่านมิได้กล่าวละอองว่า  เป็นธุลี. คำว่า ธุลี นี้ เป็นชื่อของโทสะ. พระผู้มีพระภาค  ผู้มีพระจักษุ ทรงละธุลีนั้นแล้ว เพราะเหตุนั้น พระพุทธชินะ  ท่านจึงกล่าวว่า เป็นผู้มีธุลีไปปราศแล้ว. โมหะเป็นธุลี แต่ท่าน  มิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี. คำว่า ธุลี นี้ เป็นชื่อของโมหะ  พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ ทรงละธุลีนั้นแล้ว เพราะเหตุนั้น  พระพุทธชินะ ท่านจึงกล่าวว่า เป็นผู้มีธุลีไปปราศแล้ว.  เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ไม่มีกิเลสดังธุลี. คำว่า ผู้ประทับอยู่ ความว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ปาสาณกเจดีย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ประทับอยู่.  เชิญดูพระมุนีผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ประทับนั่งอยู่ที่ภูเขา. พระสาวก  ทั้งหลายผู้ได้ไตรวิชชา เป็นผู้ละมัจจุเสีย นั่งห้อมล้อมอยู่.  พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ประทับอยู่แม้อย่างนี้.  อนึ่ง พระผู้มีพระภาคชื่อว่าประทับอยู่ เพราะพระองค์ทรงระงับความขวนขวาย (ด้วยกิเลส) ทั้งปวงแล้ว มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ พระองค์อยู่จบแล้ว มีจรณะทรงประพฤติแล้ว ฯลฯ.ไม่มีสงสารคือชาติ ชราและมรณะ มิได้มีภพใหม่. พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ประทับอยู่แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระองค์ผู้มีฌาน ไม่มีกิเลสดังธุลี ประทับอยู่.  คำว่า อิติ ในอุเทศว่า อิจฺจายสฺมา อุทโย ดังนี้ เป็นบทสนธิ. ฯลฯ คำว่า อิติ นี้เป็นไปตามลำดับบท. คำว่า อายสฺมา เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวโดยเคารพ.คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรง.  คำว่า อุทโย เป็นชื่อ. ฯลฯ เป็นคำร้องเรียกของพราหมณ์นั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าท่านอุทยะทูลถามว่า.

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๑๖๒–๑๖๓

อธิบายเนื้อหา