[๖๘๐] เนื้อ ๒ ชนิด คือ เนื้อทราย ๑ เนื้อสมัน ๑ ชื่อว่ามฤค ในอุเทศว่า มิโคอรญฺญมฺหิ ยถา อพทฺโธ เยนิจฺฉกํ คจฺฉติ โคจราย ดังนี้.
เนื้อที่อาศัยอยู่ในป่า ปราศจากการระแวงภัยเดินไป ปราศจากการระแวงภัยยืนอยู่ปราศจากการระแวงภัยนั่งอยู่ ปราศจากการระแวงภัยนอนอยู่ ฉันใด.
สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เนื้อที่อาศัยป่าเที่ยวไปในป่าใหญ่ ปราศจากรังเกียจเดินไป ปราศจากรังเกียจยืนอยู่ ปราศจากรังเกียจนอนอยู่.ข้อนั้นเพราะเหตุไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเนื้อนั้นมิได้ไปในทางของพราน ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ทำมารให้เป็นผู้บอด กำจัดมารให้เป็นผู้ไม่มีทาง ไปแล้วสู่สถานที่ที่มารผู้ลามกมองหาไม่เห็น.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน อันมีความผ่องใส แห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ... ไปแล้วสู่สถานที่ที่มารผู้ลามกมองหาไม่เห็น.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไปบรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ...ไปแล้วสู่สถานที่ที่มารมองหาไม่เห็น.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ... ไปแล้วสู่สถานที่ที่มารผู้ลามกมองหาไม่เห็น.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการถึงนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง บรรลุอากาสานัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ ... ไปแล้วสู่สถานที่ที่มารมองหาไม่เห็น.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว บรรลุวิญญาณัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ ล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว บรรลุอากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า อะไรๆ น้อยหนึ่งมิได้มี ล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า นี้สงบนี้ประณีต ล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่.และอาสวะทั้งหลายของเธอสิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรากล่าวว่าได้ทำมารให้เป็นผู้บอด กำจัดมารให้เป็นผู้ไม่มีทาง ไปแล้วสู่สถานที่ที่มารมองหาไม่เห็น. ภิกษุนั้นข้ามตัณหาอันเกี่ยวข้องในโลกแล้ว เป็นผู้ปราศจากการระแวงภัยเดินไป. ปราศจากการระแวง
ภัยยืนอยู่ ปราศจากการระแวงภัยนั่งอยู่ ปราศจากการระแวงภัยนอนอยู่. ข้อนั้นเพราะเหตุไร?เพราะภิกษุไม่อยู่ในทางของมารผู้ลามก ฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เนื้อในป่าอันเครื่องผูกอะไรๆ ไม่ผูกแล้ว ย่อมไปเพื่อหาอาหารตามความประสงค์ ฉันใด.พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๒๖๕–๒๖๗