[๑๔๘] ในพระนครอรุณวดี มีพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งพระนามว่าอรุณดิฉันเป็นพระอัครมเหสีของท้าวเธอ ดิฉันร้อยพวงมาลัยอยู่ ได้หยิบเอาดอกอุบลมีกลิ่นหอมเหมือนทิพย์มา ๗ ดอก แล้วนั่งลงในปราสาทอันประเสริฐ คิดขึ้นในขณะนั้นเองว่า ประโยชน์อะไร ด้วยพวงมาลัยเหล่านี้ ซึ่งเราเอาประดับศีรษะแก่เรา เราเอาบูชาในพระญาณของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด จะประเสริฐกว่า ชนทั้งหลายเขาพากันนับถือบูชาพระสัมพุทธเจ้า เราจะนั่งที่ใกล้ประตู จักบูชาพระสัมพุทธเจ้าผู้มหามุนี ในเวลาที่พระองค์เสด็จมาพระพิชิตมารผู้งดงามดังต้นรกฟ้าขาว หรือมิฉะนั้น ก็เปรียบเหมือนไกรสรมฤคราช พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เสด็จมาตามถนน ดิฉันเห็นพระรัศมีของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ร่าเริงสลดใจ ยังไม่ทันถึงประตูก็บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ดิฉันทำดอกอุบลอันบานเต็มที่ ๗ ดอก ให้เป็นของกั้นแดนในอัมพร ดอกอุบลเหล่านั้น กั้นแดดอยู่เหนือพระเศียรพระพุทธเจ้าดิฉันมีจิตประกอบด้วยปีติ ดีใจ เกิดโสมนัส ประนมอัญชลี ยังจิตให้เลื่อมใสในกาลนั้น แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหนือศีรษะของดิฉันเขากั้นเศวตฉัตรขนาดใหญ่ กลิ่นหอมดังกลิ่นทิพย์ฟุ้งไป นี้เป็นผลแห่งดอกอุบล ๗ ดอก บางครั้ง เมื่อดิฉันถูกหมู่ญาตินำเอาออกไปครั้งนั้น เศวตฉัตรคันใหญ่ย่อมกั้นแดดไว้ทั่วบริษัทของดิฉัน ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสักรินทเทวราช ๗๐ พระองค์ ดิฉันเป็น
อิสระทุกภพ เที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๓ พระองค์ ชนทั้งหลายประพฤติตามดิฉันทุกคนดิฉันมีถ้อยคำน่าเชื่อถือ ผิวพรรณของดิฉันเหมือนดอกอุบล และกลิ่นก็ฟุ้งไปเหมือนกลิ่นอุบลหอม ดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ดิฉันเป็นผู้ฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ มีความบริบูรณ์ในอภิญญา นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ดิฉันเป็นผู้ฉลาดในสติปัฏฐาน มีสมาธิฌานเป็นโคจรขวนขวายในสัมมัปธาน นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ความเพียรของดิฉันนำเอาธุระใหญ่น้อยไป นำเอาธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมาให้ ดิฉันมีอาสวะสิ้นไปหมดแล้วบัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ดิฉันได้เอาดอกไม้บูชาใดด้วยการบูชานั้น ดิฉันจึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชาดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.ทราบว่า ท่านพระสัตตอุปลมาลิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ สัตตอุปลมาลิกาเถริยาปทานปัญจทีปิกาเถริยาปทานที่ ๙ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยประทีป ๕ ดวงพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๑๘๑–๑๘๒