----------------รวมวรรค

สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก · เล่ม ๓๓ ข้อ ๑๖๖

 [๑๖๖] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐี เป็นผู้มีสุขชอบตกแต่ง เป็นที่รักของ  บิดา เข้าไปเฝ้าพระมุนีผู้ประเสริฐพระองค์นั้น ได้ฟังพระดำรัสอันไพเราะ พระพิชิตมารทรงสรรเสริญภิกษุณีองค์หนึ่งว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายผู้ปรารภความเพียร ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้น แล้วมีความยินดี ได้ทำสักการะแด่พระศาสดาถวายบังคมพระพุทธเจ้าแล้วได้ปรารถนาตำแหน่งนั้น พระมหาวีรเจ้าทรงอนุโมทนาว่า ความปรารถนาของท่านจะสำเร็จในกัปที่แสนหนึ่งแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านนี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมนิรมิตจักได้เป็นพระสาวิกาของพระศาสดา มีชื่อว่าโสณา ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพุทธานุโมทนานั้นแล้ว มีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตาบำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีที่มั่งคั่งเจริญ มีทรัพย์มากในพระนครสาวัตถี เมื่อดิฉันเติบโตเป็นสาว ได้ไปสู่สกุลผัว คลอดบุตรชาย๑๐ คนล้วนแต่มีรูปงามยิ่งนักบุตรทุกคนนั้นตั้งอยู่ในความสุข จูงตาและใจของชนให้นิยมแม้แต่พวกศัตรูก็ชอบใจ เป็นที่รักของดิฉันมาก ในกาลนั้นโดยที่ดิฉันไม่ปรารถนา สามีของดิฉันพร้อมด้วยบุตรทั้ง ๑๐ คน พากันไปบวช ในพระพุทธศาสนา ดิฉันอยู่ผู้เดียวคิดว่า เราพลัดพรากจากสามีและบุตรเป็นกำพร้าอยู่ไม่ควรจะเป็นอยู่แม้เราก็จักไปในอารามที่ภิกษุผู้เคยเป็นสามีอยู่ ครั้นคิดอย่างนี้แล้วจึงออกบวช ครั้งนั้น พวกภิกษุณีละดิฉันไว้ในสำนักที่อยู่อาศัยแต่ผู้เดียว สั่งดิฉันว่าท่านจงต้มน้ำไว้แล้วก็ไปกัน เวลานั้น ดิฉันตักน้ำ  มาใส่ในหม้อเล็กตั้งทิ้งไว้แล้วนั่งอยู่ แต่นั้นดิฉันก็เริ่มเพียรทางจิตได้พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว ได้บรรลุอรหัตผลเมื่อพวกภิกษุณีกลับมาแล้วถามถึงน้ำร้อน ดิฉันอธิษฐานเตโชธาตุให้น้ำร้อนเร็วพลัน ภิกษุณีเหล่านั้นพากันพิศวง ไปกราบทูลพระพิชิตมารผู้ประเสริฐ ให้ทรงทราบเรื่องนั้น พระโลกนาถทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงชื่นชม ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า แท้จริง บุคคลผู้ปรารภความเพียรมั่น มีชีวิตเป็นอยู่เพียงวันเดียว ก็ประเสริฐกว่าคนเกียจคร้านละความเพียรเป็นอยู่ ๑,๐๐๐ ปี พระมหามุนีมหาวีรเจ้าอันดิฉันให้โปรดแล้วเพราะความปฏิบัติดี ตรัสว่าดิฉันเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายปรารภความเพียร ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.ทราบว่า ท่านพระโสณาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบโสณาเถริยาปทาน.ภัททกาปีลานีเถริยาปทานที่ ๗ว่าด้วยบุพจริยาของพระภัททกาปีลานีเถรี

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๒๔๕–๒๔๗

อธิบายเนื้อหา