มหาวรรค

อภิธรรมปิฎก กถาวัตถุปกรณ์ · เล่ม ๓๗ ข้อ ๓๑

 [๓๑] ส. ท่านหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นรูป ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นเวทนา ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสัญญา ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ วิญญาณเป็นอื่นสังขารก็เป็นอื่น หรือ ฯลฯ  ป. ถูกแล้ว  ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถ  ปรมัตถ์ หรือ?  ป. ถูกแล้ว  ส. วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ?  ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น  ส. ท่านจงรับรู้นิคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ วิญญาณเป็นอื่น สังขารก็เป็นอื่น (อย่างเดียวกัน) ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่าข้าพเจ้าหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ วิญญาณเป็นอื่น สังขารก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ วิญญาณเป็นอื่น สังขารก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ วิญญาณเป็นอื่น สังขารก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่นดังนี้ ผิด ฯลฯ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๒๐–๒๑

อธิบายเนื้อหา
ข้อความนี้ปรากฏที่อื่นอีก แห่ง