[๘๗๐] ถามว่า ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๔ ภิกษุต้องอาบัติเท่าไร?ตอบว่า ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๔ ภิกษุต้องอาบัติ ๖ คือ๑. ภิกษุเสพเมถุนธรรม ต้องอาบัติปาราชิก.๒. ภิกษุสำคัญว่าไม่ควรสร้างกุฎีด้วยอาการขอเอาเอง มิได้ให้สงฆ์แสดงที่ เกินประมาณ มีผู้จับจองไว้ ไม่มีชานรอบ เป็นทุกกฏในประโยค.๓. เมื่อยังไม่วางดินอีกก้อนหนึ่ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย.๔. เมื่อวางดินก้อนนั้นเสร็จแล้ว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.๕. ภิกษุสำคัญว่าไม่ควรฉันโภชนะในเวลาวิกาล ต้องอาบัติปาจิตตีย์.๖. ภิกษุสำคัญว่าไม่ควรรับของของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี จากมือภิกษุณีมิใช่ญาติ
ผู้เข้าไปสู่ละแวกบ้าน ด้วยมือตนแล้วฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ.ด้วยสมุฏฐานอาบัติที่ ๔ ภิกษุต้องอาบัติ ๖ เหล่านี้.ถามว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดาวิบัติ ๔? ... ระงับด้วยสมถะเท่าไรบรรดาสมถะ ๗?ตอบว่า อาบัติเหล่านั้นจัดเป็นวิบัติ ๒ บรรดาวิบัติ ๔ คือ บางทีเป็นศีลวิบัติ บางทีเป็นอาจารวิบัติ.สงเคราะห์ด้วยกองอาบัติ ๖ บรรดากองอาบัติ ๗ คือ บางทีด้วยกองอาบัติปาราชิกบางทีด้วยกองอาบัติสังฆาทิเสส บางทีด้วยกองอาบัติถุลลัจจัย บางทีด้วยกองอาบัติปาจิตตีย์บางทีด้วยกองอาบัติปาฏิเทสนียะ บางทีด้วยกองอาบัติทุกกฏ.เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง บรรดาสมุฏฐานอาบัติ ๖ คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา.จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์ บรรดาอธิกรณ์ ๔.ระงับด้วยสมถะ ๓ บรรดาสมถะ ๗ คือ บางทีด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑บางทีด้วยสัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ ๑.พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๒๔๖–๒๔๗