ติสสเมตเตยยสุตตนิทเทสที่ ๗

สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส · เล่ม ๒๙ ข้อ ๒๔๕

 [๒๔๕] คำว่า ได้ยินเสียงติเตียนของชนเหล่าอื่นแล้ว ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน เป็นผู้เช่นนั้นมีความว่า ชนเหล่าอื่น คือ อุปัชฌายะบ้าง อาจารย์บ้าง พวกชั้นอุปัชฌายะบ้าง พวกชั้นอาจารย์บ้าง มิตรบ้าง คนที่เคยเห็นกันบ้าง คนที่เคยคบกันบ้าง คนที่เป็นสหายบ้าง ย่อมตักเตือนว่าดูกรอาวุโส ไม่ใช่ลาภของท่าน ท่านได้ไม่ดีแล้ว คือ ข้อที่ท่านได้พระศาสดาผู้ยิ่งใหญ่เห็นปานนี้บวชในธรรมวินัยที่พระศาสดาตรัสดีแล้วอย่างนี้ ได้หมู่คณะพระอริยเจ้าเห็นปานนี้แล้ว บอกคืนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิกขาแล้ว เวียนมาเพื่อความเป็นคฤหัสถ์ เพราะเหตุแห่งเมถุนธรรมอันเลว ท่านเป็นผู้ไม่มีศรัทธาบ้าง หิริบ้าง โอตตัปปะบ้าง วิริยะบ้าง สติบ้าง ปัญญาบ้าง ในกุศลธรรมทั้งหลาย ดังนี้ ภิกษุนั้น ได้ยิน ได้ฟัง กำหนด พิจารณา ตรวจตราแล้ว ซึ่งถ้อยคำ คำเป็นคลอง คำแสดง คำสั่งสอน ของอุปัชฌายะเป็นต้นเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้เก้อเขินคือ ขวยเขิน อึดอัด กระดากอาย เสียใจ. คำว่า เป็นผู้เช่นนั้น คือ ภิกษุผู้หมุนไปผิดนั้นย่อมเป็นผู้เช่นนั้น เป็นผู้เหมือนกันเช่นนั้น เป็นผู้ดำรงอยู่อย่างนั้น เป็นผู้มีประการอย่างนั้นเป็นผู้ชนิดนั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ได้ยินเสียงติเตียนของชนเหล่าอื่นแล้ว เป็นผู้เก้อเขินเป็นผู้เช่นนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า  ภิกษุนั้น ถึงพร้อมด้วยความดำริ ย่อมซบเซา เหมือนคนกำพร้า ได้ยิน  เสียงติเตียนของชนเหล่าอื่นแล้ว ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน เป็นผู้เช่นนั้น.

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๑๔๑

อธิบายเนื้อหา