[๗๒๕] พึงทราบวินิจฉัย ในอุเทศว่า อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา ดังต่อไปนี้สมจริงตามพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โทษแห่งกามเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรในโลกนี้ เลี้ยงชีวิตด้วยที่ตั้งแห่งศิลปะ คือ การนับนิ้วมือการคำนวณ การประมาณ กสิกรรม พาณิชกรรม โครักขกรรม เป็นนักรบ เป็นข้าราชการหรือด้วยกิจอื่นซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งศิลปะ ทนต่อความหนาว ทนต่อความร้อน ถูกเหลือบ ยุงลม แดด และสัมผัสแห่งสัตว์เสือกคลาน เบียดเบียน ต้องตายเพราะความหิวกระหาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามนี้ เห็นกันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทานมีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นหมั่นเพียรพยายามอยู่อย่างนั้น โภคสมบัติเหล่านั้นย่อมไม่เจริญขึ้น. กุลบุตรนั้นก็เศร้าโศกลำบากใจ รำพันเพ้อ ทุบอกคร่ำครวญถึงความหลงใหลว่า ความหมั่นของเราเป็นหมันหนอความพยายามของเราไร้ผลหนอ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ เห็นกันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามนั่นเอง. ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อกุลบุตรนั้นหมั่นเพียรพยายามอยู่ โภคสมบัติเหล่านั้นย่อมเจริญขึ้น. กุลบุตรนั้นก็ได้เสวยทุกขโทมนัส เพราะเหตุรักษาโภคทรัพย์เหล่านั้นด้วยคิดว่า อุบายอะไร โภคสมบัติของเราจึงจะไม่ถูกพระราชาริบไป โจรจะไม่ลักไปได้ ไฟจะไม่ไหม้ น้ำจะไม่ท่วม พวกทายาทผู้ไม่เป็นที่รักจะไม่ขนเอาไปได้. เมื่อกุลบุตรนั้นรักษาคุ้มครองอยู่อย่างนี้ โภคสมบัติเหล่านั้นถูกพระราชาริบเอาไป ถูกโจรลักเอาไป ถูกไฟไหม้ ถูกน้ำท่วม หรือถูกทายาทผู้ไม่เป็นที่รักขนเอาไป. กุลบุตรนั้นย่อมเศร้าโศก ฯลฯ ถึงความหลงใหลว่า เรามีทรัพย์สิ่งใด แม้ทรัพย์สิ่งนั้นหมดไปหนอ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ เห็นกันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั้นเอง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระราชาวิวาทกับพระราชาก็ดี กษัตริย์วิวาทกับกษัตริย์ก็ดี พราหมณ์วิวาทกับพราหมณ์ก็ดี คฤหบดีวิวาทกับคฤหบดีก็ดี มารดาวิวาทกับบุตรก็ดีบุตรวิวาทกับมารดาก็ดี บิดาวิวาทกับบุตรก็ดี บุตรวิวาทกับบิดาก็ดี พี่น้องชายวิวาทกับพี่น้องหญิงก็ดี พี่น้องหญิงวิวาทกับพี่น้องชายก็ดี สหายวิวาทกับสหายก็ดี ก็เพราะมีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. ชนเหล่านั้นทะเลาะวิวาทกันเพราะเหตุแห่งกามนั้น ประหารกันและกันด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยท่อนไม้บ้างด้วยศาตราบ้าง. ชนเหล่านั้นย่อมถึงความตายบ้าง ถึงความทุกข์ปางตายบ้าง เพราะการประหารกันนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ เห็นกันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุมีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง คนทั้งหลายถือดาบและโล่ห์จับธนูสอดใส่แล่งแล้วย่อมเข้าสู่สงครามที่กำลังประชิดกันทั้งสองฝ่าย. เมื่อคนทั้งสองฝ่ายยิงลูกศรไปบ้าง พุ่งหอกไปบ้าง ฟันดาบบ้าง คนเหล่านั้นยิงด้วยลูกศรก็มี พุ่งด้วยหอกก็มี และย่อมตัดศีรษะกันด้วยดาบในสงครามนั้น ก็เพราะมีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. คนเหล่านั้นย่อมถึงความตายบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้างในสงครามนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ เห็นกันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทานมีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง คนทั้งหลายถือดาบและโล่ห์จับธนูสอดใส่แล่งแล้วเข้าไปสู่ป้อมอันมีปูนเป็นเครื่องฉาบทาข้างบ้าง. เมื่อคนทั้งสองฝ่ายยิงลูกศรไปบ้าง พุ่งหอกไปบ้าง
ฟันดาบบ้าง คนเหล่านั้นยิงด้วยลูกศรก็มี พุ่งด้วยหอกก็มี รดด้วยโคมัยที่น่าเกลียดก็มี ทับด้วยฟ้าทับเหวก็มี ตัดศีรษะกันด้วยดาบก็มี ในสงครามนั้น ก็เพราะมีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. คนเหล่านั้นย่อมถึงความตายบ้างถึงทุกข์ปางตายบ้าง ในสงครามนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ เห็นกันได้เอง เป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง โจรทั้งหลายย่อมตัดที่ต่อบ้าง ปล้นเรือนทุกหลังบ้างปล้นเฉพาะเรือนหลังเดียวบ้าง ดักตีชิงในทางเปลี่ยวบ้าง คบชู้ภรรยาของชายอื่นบ้าง ก็เพราะมีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. พวกราชบุรุษจับโจรเหล่านั้นได้แล้ว ให้ทำกรรมกรณ์ต่างๆ คือ เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ตีด้วยพลองสั้นบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ฯลฯ ตัดศีรษะด้วยดาบบ้าง โจรเหล่านั้นย่อมถึงความตายบ้าง ถึงทุกข์ปางตายบ้าง เพราะกรรมกรณ์นั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ เห็นกันได้เอง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง ชนทั้งหลายย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย ด้วยวาจาด้วยใจ ก็เพราะมีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง. ชนเหล่านั้นครั้นประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตแล้ว เมื่อแตกกายตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งกามแม้นี้ มีในสัมปรายภพเป็นกองทุกข์ มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นนิทาน มีกามเป็นอธิกรณ์ เป็นเหตุแห่งกามทั้งหลายนั่นเอง.
คำว่า เห็นโทษในกามคุณทั้งหลายแล้ว ความว่า พบเห็น เทียบเคียง พิจารณาให้แจ่มแจ้ง ทำให้ปรากฏแล้ว ซึ่งโทษในกามคุณทั้งหลายแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เห็นโทษในกามคุณทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า
ก็กามทั้งหลายอันวิจิตร มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิต
ด้วยอารมณ์ชนิดต่างๆ. บุคคลเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย
แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด ฉะนั้น.พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๒๘๕–๒๘๘