----------------รวมวรรค

สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก · เล่ม ๓๓ ข้อ ๑๕๔

 [๑๕๔] ครั้งนั้น ดิฉันเป็นหญิงช่างกรองดอกไม้ชาวพระนครหงสวดี มารดาบิดาของดิฉันท่านไปทำงาน ดิฉันได้พบพระสมณะกำลังเดินไปตามถนนในเวลาเที่ยงวัน ดิฉันได้ปูลาดอาสนะไว้ ครั้นปูลาดอาสนะด้วยผ้าโกเชาว์อันวิจิตรเป็นต้นแล้ว เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสโสมนัส กล่าวดังนี้ว่า ภูมิภาคแรงร้อน แก่กล้าเวลาเที่ยง แดดจัด ลมไม่รำเพยพัดและเวลานี้ก็จวนจะเลยเวลาแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี อาสนะนี้ดิฉัน  ปูลาดไว้ถวายท่าน ขอท่านได้โปรดอนุเคราะห์นั่งบนอาสนะของดิฉันเถิด พระสมณะผู้ฝึกตนดีแล้ว มีใจบริสุทธิ์ ได้นั่งลงบนอาสนะนั้น ดิฉันรับบาตรของท่านแล้ว ได้ถวายบิณฑบาตตามที่ตนหุงต้มไว้ เพราะกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ดิฉันละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ดิฉันอย่างสวยงามในดาวดึงส์นั้น สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐โยชน์ ได้ถูกสร้างขึ้นแล้วเพราะอาสนะบัลลังก์ของดิฉันมีหลายอย่างต่างๆ ชนิด สำเร็จด้วยทองก็มี ด้วยแก้วมณีก็มี ด้วยแก้วผลึกก็มีด้วยแก้วปทุมราชก็มี บัลลังก์ของดิฉันปูลาดด้วยนวมก็มี ด้วยผ้าลาดอันวิจิตรด้วยรูปราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้นก็มี ด้วยผ้าลาดทอด้วยไหมประดับแก้วอันวิจิตรก็มี ด้วยเครื่องลาดมีขนยาวชายด้านเดียวก็มี เมื่อใด ดิฉันต้องการจะเดินทาง เมื่อนั้น ดิฉันย่อมเป็นผู้เพรียบพร้อมด้วยการรื่นเริงสนุกสนานไปสู่ที่ที่ดิฉันปรารถนา พร้อมกับบัลลังก์อันประเสริฐ ดิฉันได้เป็นพระอัครมเหสีของท้าวสักรินทเทวราช ๘๐ พระองค์ ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ์๗๐ พระองค์ เมื่อดิฉันยังท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ ย่อมได้โภคทรัพย์มากมาย ดิฉันไม่บกพร่องโภคทรัพย์เลย นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว ดิฉันท่องเที่ยวไปแต่ในสองภพ คือ ในสวรรค์และมนุษย์ ภพอื่นๆ ดิฉันไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียวดิฉันเกิดแต่ในสองสกุล คือ สกุลกษัตริย์และสกุลพราหมณ์ ดิฉันเกิดในสกุลสูงทุกๆ ภพ นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว ความโทมนัสที่ทำจิตของดิฉันให้เร่าร้อนดิฉันไม่รู้จัก ความเป็นผู้มีผิวพรรณแปลกดิฉันก็ไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว พี่เลี้ยงนางนมต่างก็บำรุงดิฉัน หญิงค่อมและเด็กรับใช้มีมาก ดิฉันไปสู่  อวัยวะหนึ่งจากอีกอวัยวะหนึ่ง นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว พวกพี่เลี้ยงนางนมอื่นให้ดิฉันอาบน้ำ พวกอื่นให้รับประทานข้าว พวกอื่นประดับประดาดิฉัน พวกอื่นแห่กล่อมดิฉันให้รื่นเริงทุกเมื่อ พวกอื่นเอาของหอมไล้ทาดิฉัน นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว บัลลังก์ดังจะรู้ความดำริของดิฉันผู้อยู่ที่มณฑป ที่โคนไม้ หรือในเรือนว่างเปล่าย่อมปรากฏขึ้น นี้เป็นอัตภาพสุดท้ายของดิฉัน ภพหลังกำลังเป็นไป แม้วันนี้ดิฉันก็ได้สละราชสมบัติออกบวชเป็นบรรพชิต ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ ดิฉันได้ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้นดิฉันไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งอาสนะอันเดียว ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.ทราบว่า ท่านพระเอกาสนทายิกาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ เอกาสนทายิกาเถริยาปทานปัญจทีปทายิกาเถริยาปทานที่ ๕ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยประทีป ๕ ดวง

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๑๘๘–๑๙๐

อธิบายเนื้อหา