[๑๖๑] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร พระนามว่าปทุมมุตระผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้วครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีอันมีความรุ่งเรืองด้วยรัตนะต่างๆในเมืองหงสวดี เป็นผู้เพรียบพร้อมไปด้วยความสุขมาก ดิฉันเข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าพระองค์นั้นแล้ว ได้ฟังธรรมอันอุดม มีความเลื่อมใสเกิดในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้ถึงพระองค์เป็นสรณะครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้เป็นนายกพระนามว่าปทุมุตระ ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา ทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่ง ผู้มีปัญญาดีว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายขิปปาภิญญา ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้วมีความพอใจ ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว ซบเศียรลงแทบพระบาท ปรารถนาตำแหน่งนั้น พระมหาวีรเจ้าทรงอนุโมทนาตรัสว่า นางผู้เจริญ ตำแหน่งใดท่านปรารถนาแล้ว ตำแหน่งนั้นทั้งหมดจักสำเร็จแก่ท่าน ท่านจงเป็นผู้มีสุขเย็นใจเถิด ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญนี้จักได้เป็นภิกษุณีธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวิกาของพระศาสดาชื่อว่าภัททากุณฑลเกสาด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์จุติจากภพนั้นแล้วไปสู่ชั้นยามา จุติจากนั้นแล้วได้ไปสู่ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วไปสู่ชั้นนิมมานรดี จุติจากนั้นแล้วไปสู่ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี ด้วยอำนาจกุศลกรรมนั้น ดิฉันเกิดในภพใดๆก็ได้ครองตำแหน่งราชมเหสีในภพนั้นๆ จุติจากปรนิมมิตวสวัสดีแล้ว
ได้ครองตำแหน่งพระมเหสีแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ และพระราชาที่เป็นเอกราชในหมู่มนุษย์ดิฉันได้เสวยราชสมบัติในเทวดาและมนุษย์เจริญด้วยความสุขทุกๆ ภพ ท่องเที่ยวไปในกัปเป็นอเนก ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์ แห่งพราหมณ์มียศมาก ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้วครั้งนั้นพระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณาสีอันอุดม เป็นอุปัฏฐาก พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ดิฉันเป็นพระธิดาคนที่ ๔ ของท้าวเธอมีนามปรากฏว่าภิกขุทาสีได้ฟังธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา ... ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลัง บัดนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีที่มีความเจริญ ในพระนครราชคฤห์อันอุดมเมื่อดำรงอยู่ในความเป็นสาว ได้เห็นราชบุรุษนำโจรไปเพื่อจะฆ่า มีความรักในโจรคนนั้น บิดาของดิฉันปลดเปลื้องโจรนั้นให้หลุดพ้นจากการฆ่าด้วยทรัพย์พันหนึ่ง รู้จักใจดิฉันแล้ว ยกดิฉันให้กับโจรนั้น ดิฉันรักใคร่เอ็นดูเกื้อกูลแก่โจรนั้นมาก แต่โจรนั้นพาดิฉันผู้ช่วยขนเครื่องบวงสรวงไปที่ภูเขามีเหวเป็นที่ทิ้งโจรคิดจะฆ่าดิฉัน ด้วยความโลภในเครื่องประดับของดิฉัน เวลานั้นดิฉันจะรักษาชีวิตของตัวไว้ จึงประนมมือไหว้โจรผู้เป็นศัตรูเป็นอย่างดีแล้วกล่าวว่า นายผู้เจริญ สร้อยทองคำ แก้วมุกดา และแก้วไพฑูรย์เป็นอันมากทั้งหมดนี้ นายเอาไปเถิด และจงประกาศว่าฉันเป็น
ทาสีเถิด แน่ะนางงาม จงตายเสียเถิด อย่ามัวรำพันนักเลย เรามุ่งจะฆ่านางผู้มาถึงป่าแล้ว ตั้งแต่ฉันระลึกถึงตัวได้ ถึงความเป็นผู้รู้ชัดแล้ว ฉันไม่รู้จักบุรุษอื่นว่าเป็นที่รักยิ่งกว่านาย มาเถิด ฉันจักขอกอดนาย ทำประทักษิณแล้วจะไหว้นาย เพราะนายกับดิฉันจะไม่ได้ร่วมกันต่อไป ในที่ทุกแห่งใช่ว่าบุรุษเท่านั้นจะเป็นบัณฑิต ถึงสตรีก็เป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาดในที่นั้นๆ และในที่ทุกแห่ง ใช่ว่าบุรุษเท่านั้นจะเป็นบัณฑิตคิดความได้ว่องไว ใช่ว่าบุรุษจะคิดเหมาะสมในเรื่องเดียวเร็วพลัน ดิฉันฆ่าศัตรูได้ในครั้งนั้น ก็เพราะเนื่องด้วยปัญญาเต็มอยู่ในจิต ผู้ใดไม่รู้จักเรื่องที่เกิดขึ้นเร็วไว ผู้นั้นมีปัญญาเขลา ย่อมถูกเขาฆ่า เหมือนโจรที่ถูกฆ่าที่เหว ฉะนั้น ผู้ใด รู้จักเรื่องที่เกิดขึ้นได้ว่องไว ผู้นั้นก็พ้นจากพวกศัตรู เหมือนดิฉันพ้นจากโจรที่เป็นศัตรูในครั้งนั้น ฉะนั้น เมื่อดิฉันผลักศัตรูให้ตกไปในเหวแล้ว เข้าไปบวชในสำนักพวกปริพาชกที่ครองผ้าขาว ครั้งนั้น พวกปริพาชกเอาแหนบถอนผมดิฉันหมดแล้ว ให้บวชแล้วบอกลัทธิให้เนืองๆ ดิฉันเรียนลัทธินั้นแล้ว นั่งคิดลัทธินั้นอยู่ผู้เดียวว่า คณะปริพาชกเป็นดังว่าสุนัขทำกะเราซึ่งเป็นมนุษย์ ถือเอากิ่งหว้าที่หักแล้วปักไว้ ณ ที่ใกล้เราแล้วก็หลีกไป ดิฉันเห็นแล้วได้นิมิต ที่ตั้งอยู่เหมือนเป็นหมู่หนอน ดิฉันลุกจากที่นั้นแล้ว มีความสลดใจมาถามพวกปริพาชก ที่มีลัทธิร่วมกัน พวกนั้นบอกว่า พวกภิกษุศากยบุตรย่อมรู้เรื่องนั้น ดิฉันเข้าไปหาพุทธสาวกแล้วถามเรื่องนั้นพุทธสาวกเหล่านั้นพาดิฉันไปในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์ผู้เป็นนายกของโลก ทรงแสดงธรรมแก่ดิฉันว่า ขันธ์อายตนะและธาตุทั้งหลาย ไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ดิฉันได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ยังธรรมจักษุให้หมดจดวิเศษ รู้
สัทธรรมแล้ว ได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบท ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าอันดิฉันทูลขอแล้ว ได้ตรัสว่า มาเถิด นางผู้เจริญ ดิฉันอุปสมบทแล้ว ได้เห็นน้ำน้อยหนึ่ง รู้จักสังขาร อันมีความเกิดและความดับด้วยน้ำล้างเท้า คิดเห็นว่า สังขารทั้งปวงย่อมเป็นอย่างนั้น ลำดับนั้นจิตของดิฉันพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่นโดยประการทั้งปวง ครั้งนั้นพระพิชิตมารทรงตั้งดิฉันว่าเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายขิปปาภิญญา ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์และทิพโสตธาตุผู้วารจิตผู้อื่น เป็นผู้ทำตามสัตถุศาสน์ รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพจักษุบริสุทธิ์ ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เป็นผู้บริสุทธิ์ หมดมลทินด้วยดี ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ดิฉันบรรลุถึงประโยชน์ คือธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ ที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว ญาณของดิฉัน ในอรรถะ ธรรมะ นิรุติ และปฏิภาณไพบูลย์ หมดจด เพราะอำนวยพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.ทราบว่า ท่านพระภัททากุณฑลเกสีภิกษุณี ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.จบกุณฑลเกสีเถริยาปทาน.กิสาโคตมีเถริยาปทานที่ ๒ว่าด้วยบุพจริยาของพระกิสาโคตมีเถรีพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๒๒๙–๒๓๒