[๑๖๒] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่า ปทุมุตระผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายกของโลกเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลหนึ่งในพระนครหงสวดี เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชนพระองค์นั้นแล้ว ถึงพระองค์เป็นสรณะ ได้ฟัง
ธรรมของพระองค์ซึ่งประกอบด้วยสัจจะ ๔ ไพเราะจับใจอย่างยิ่งนำมาซึ่งสันติสุขแห่งจิต ครั้งนั้น พระธีรเจ้าผู้อุดมกว่าบุรุษ เมื่อทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง ทรงสรรเสริญในตำแหน่งเอตทัคคะ ดิฉันได้ฟังคุณของภิกษุณีแล้ว เกิดปีติมาก ทำสักการะแด่พระพุทธเจ้าตามความสามารถ ตามกำลัง หมอบลงใกล้พระธีรมุนีแล้ว ปรารถนาตำแหน่งนั้น ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ทรงอนุโมทนาเพื่อการได้ตำแหน่งว่า ในกัปที่หนึ่งแสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านผู้เจริญจักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต เป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนามชื่อว่ากิสาโคตมี ครั้งนั้น ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว มีความยินดี มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารผู้นำชั้นพิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสป ผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์มียศมากประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกี เป็นใหญ่กว่านรชนในพระนครพาราณสี อันอุดมเป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ดิฉันเป็นพระธิดาองค์ที่ ๕ ของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าธรรมา ได้ฟังธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา แต่พระชนกนาถมิได้ทรงอนุญาตให้พวกเรา เมื่อต้องอยู่ในอาคารสถาน ครั้งนั้น พวกเราผู้เป็นราชกัญญาตั้งอยู่ในความสุข มิได้เกียจคร้าน ประพฤติ
พรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารีอยู่สองหมื่นปี พระราชธิดาทั้ง ๗ พระองค์ คือนางสมณี ๑ นางสมณคุตตา ๑ นางภิกขุนี ๑ นางภิกขุทาสิกา ๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑ และนางสังฆทาสีเป็นที่ ๗เป็นผู้ยินดีพอใจในการบำรุงพระพุทธเจ้า ได้มาเป็นพระเขมาเถรีพระอุบลวรรณาเถรี พระปฏาจาราเถรี พระกุณฑลเกสีเถรี ดิฉันพระธรรมทินนาเถรี และวิสาขาอุบาสิกาเป็นที่ ๗ ด้วยกุศลกรรมที่ทำไว้แล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในสกุลเศรษฐีที่ตกยาก จนทรัพย์ เป็นวงศ์ต่ำ ไปสู่สกุลที่มีทรัพย์พวกเลสชนก็รับรองแสดงว่าดิฉันจนทรัพย์ เมื่อดิฉันคลอดบุตรแล้วก็เป็นที่เอ็นดูแห่งชนทั้งปวง กุมารซึ่งเป็นบุตรอ่อนนั้นดำรงอยู่ในความสุข เป็นที่รักใคร่ของดิฉันเหมือนว่าชีวิตของตน ได้ถึงอำนาจยมราชเสียแล้ว ดิฉันอัดอั้นด้วยความโศกเศร้า มีหน้าเศร้าตลอดวันมีตาชุ่มด้วยน้ำตา เป็นคนมีหน้าร้องไห้ อุ้มศพลูกที่ตายพูดเพ้อไปครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งเห็นเข้าแล้ว พาเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นหมอดีเลิศอุดม ดิฉันได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ได้โปรดปรานประทานยาที่แก้บุตรให้กลับเป็นเถิด พระพิชิตมารผู้ฉลาดในอุบายแนะนำรับสั่งว่าในเรือนใดไม่มีคนตาย ท่านจงไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากเรือนนั้นมา ครั้งนั้น ดิฉันเที่ยวไปหาจนทั่วเมืองสาวัตถีไม่ได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดแต่เรือนที่ไม่มีคนตายไหนๆเพราะฉะนั้น ดิฉันจึงกลับได้สติทิ้งศพเสีย แล้วเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระบรมศาสดาผู้มีพระกระแสเสียงอันไพเราะ ทอดพระเนตรเห็นดิฉันแต่ที่ไกลแล้วตรัสว่า ก็ความเป็นอยู่เพียงวันเดียวของบุคคลผู้พิจารณาเห็นความเกิดและความ
เสื่อมไป ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของบุคคลผู้มิได้พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปอนิจจาธรรมนี้ ไม่ใช่ธรรมเฉพาะบ้าน ไม่ใช่ธรรมเฉพาะนิคม ไม่ใช่ธรรมเฉพาะสกุลเดียว เป็นธรรมของโลกทั้งปวงพร้อมทั้งเทวโลก.ดิฉันนั้น ได้สดับคาถาเหล่านี้แล้ว ยังธรรมจักษุให้หมดจดวิเศษเมื่อรู้สัทธรรมแล้วได้ออกบวช แม้เมื่อบวชแล้วอย่างนั้น ประกอบความเพียรในพุทธศาสนา ไม่ช้านานก็ได้บรรลุอรหัตผล ดิฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ และทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น และทิพจักษุบริสุทธิ์ ยังอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์หมดมลทินด้วยดี ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว ดิฉันบรรลุประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวงที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว ญาณของดิฉันในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ ไพบูลย์ หมดจดเพราะอำนาจพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ดิฉันนำผ้ามาจากกองหยากเยื่อป่าช้าและถนนเอามาทำเป็นผ้าสังฆาฏิ ทรงจีวรอันเศร้าหมอง พระพิชิตมารผู้เป็นนายกชั้นพิเศษ ทรงพอพระทัยในคุณบัติ คือ การทรงจีวรอันเศร้าหมองนั้น จึงทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ในบริษัททั้งหลาย ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันทำเสร็จแล้ว.ทราบว่า ท่านพระกิสาโคตมีภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบกิสาโคตมีเถริยาปทาน.
ธรรมทินนาเถริยาปทานที่ ๓ว่าด้วยบุพจริยาของพระธรรมทินนาเถรีพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๒๓๒–๒๓๖