[๑๖๔] ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้เป็นนายกของโลกพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว
พระองค์เป็นบุรุษอาชาไนย ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขเพื่อประโยชน์ แก่สัตว์ทั้งปวงในโลกกับทั้งเทวโลก เป็นผู้ถึงซึ่งยศอันเลิศ ทรงสิริ ทรงมีเกียรติคุณฟุ้งเฟื่อง อันชาวโลกทั้งปวงบูชาแล้ว มีพระคุณปรากฏไปทั่วทิศพระองค์เป็นผู้อุดมกว่านรชน ทรงข้ามพ้นจากความสงสัยแล้ว ทรงล่วงความเคลือบแคลงไปแล้ว ทรงมีความดำริในพระหฤทัยบริบูรณ์เต็มที่ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม ทรงยังมรรคาที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ตรัสบอกมรรคาที่ยังไม่มีใครบอก ทรงยังธรรมที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม พระองค์เป็นบุคคลผู้องอาจ ทรงรู้จักมรรคาทรงทราบมรรคา ตรัสบอกมรรคา เป็นพระศาสดาผู้ฉลาดในมรรคาประเสริฐสุดกว่านายสารถี เป็นพระโลกนาถผู้ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา เป็นนายกของโลก ทรงแสดงธรรม ถอนเหล่าสัตว์ผู้จมอยู่ในเปือกตมคือกาม ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในเมืองหงสวดีมีนามว่าขัตติยนันทนา มีรูปสวย รวยทรัพย์เป็นที่พึงใจ มีสิริ เป็นพระธิดาของพระราชาผู้ใหญ่ พระนามว่าอานันทะ งดงามอย่างยิ่งเป็นพระภคินีต่างพระมารดาแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระห้อมล้อมด้วยราชกัญญาทั้งหลาย ประดับด้วยสรรพาภรณ์ เข้าไปเฝ้าพระวีรเจ้า แล้วได้ฟังธรรมเทศนาครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้แจ้งโลกโลกพระองค์นั้น ทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งผู้มีทิพจักษุในตำแหน่งอันเลิศ ในท่ามกลางบริษัทสี่ ดิฉันได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว มีความร่าเริง ถวายทานและบูชา พระสัมพุทธเจ้าแล้วได้ปรารถนาทิพจักษุ ทันใดนั้น พระบรมศาสดาได้ตรัสกะดิฉันว่าดูกรขัตติยนันทนา เธอจักได้ตำแหน่งที่ตนปรารถนาตำแหน่งที่เธอปรารถนานี้เป็นผลแห่งการถวายประทีปที่ชอบธรรม ในกัปที่หนึ่ง
แสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคดม มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักเป็นพระสาวิกาของพระศาสดามีนามว่าสกุลา ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้นและด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปผู้เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพราหมณ์ มียศมากประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้นดิฉันปริพาชิกา ประพฤติอยู่ผู้เดียวเที่ยวไปเพื่อภิกษาได้น้ำมันมาน้อยหนึ่ง มีใจผ่องใส เอาน้ำมันนั้นตามประทีปบูชาพระเจดีย์ชื่อสัพพสังวร แห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้แล้วนั้นและด้วยการตั้งเจต์จำนงไว้ ดิฉันละร่างกายมนุษย์นั้นแล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น ดิฉันไปเกิดในที่ใดๆ ประทีปเป็นอันมากก็สว่างไสวแก่ดิฉันในที่นั้นๆ ดิฉันปรารถนาจะได้สิ่งที่อยู่นอกฝาหรือสิ่งที่อยู่นอกภูเขาศิลา ก็เห็นได้ทะลุปรุโปร่ง นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป ดิฉันมีนัยน์ตาแจ่มใส รุ่งเรืองด้วยยศ มีศรัทธามีปัญญา นี้ก็เป็นผลแห่งการถวายประทีปในภพหลังครั้งนี้ ดิฉันเกิดในสกุลพราหมณ์อันมีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย มหาชนยินดี พระราชาทรงบูชา ดิฉันสมบูรณ์ไปด้วยองคสมบัติทั้งปวงประดับด้วยสรรพาภรณ์ ยืนอยู่ที่หน้าต่าง ได้เห็นพระสุคตเจ้าเสด็จเข้าไปในเมืองทรงรุ่งเรืองด้วยยศอันเทวดาและมนุษย์สักการะบูชาทรงสมบูรณ์ด้วยพระอนุพยัญชนะประดับด้วยพระลักษณะทั้งหลาย มีจิตเลื่อมใสโสมนัส พอใจบรรพชาครั้นได้บรรพชาแล้วไม่นานนัก ก็ได้บรรลุอรหัตผล ดิฉันมีความชำนาญใน
ฤทธิ์และทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น เป็นผู้ปฏิบัติตามสัตถุศาสน์ รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพจักษุอันหมดจดวิเศษให้อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้วเป็นผู้บริสุทธิ์หมดมลทินดี ดิฉันบำรุงพระศาสดาแล้วทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้วปลงภาระอันหนักลงได้แล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว บรรลุถึงประโยชน์ คือ ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวงที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิต ต้องการนั้นแล้ว แต่นั้น พระผู้มีพระภาคผู้ทรงพระมหากรุณา ผู้อุดมกว่านรชน ทรงตั้งดิฉันไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า สกุลาภิกษุณี เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ฝ่ายที่มีทิพจักษุ ดิฉันเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว.ทราบว่า ท่านพระสกุลาภิกษุณีได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบสกุลาเถริยาปทาน.นันทาเถริยาปทานที่ ๕ว่าด้วยบุพจริยาของพระนันทาเถรีพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๒๓๘–๒๔๑