จบรัตนะจงกรมกัณฑ์

สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก · เล่ม ๓๓ ข้อ ๘

 [๘] ครั้งนั้น เราได้พาแขกมาบ้าน เห็นแม่น้ำที่เต็มฝั่ง จึงเข้าไปสู่สังฆาราม ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร รักษาธุดงค์ ยินดีในฌาณ มีจีวรเศร้าหมอง ชอบสงัด เป็นนักปราชญ์ ท่านกำลังอยู่ในสังฆาราม ท่านเหล่านั้นผู้หลุดพ้นดีแล้ว เป็นผู้คงที่ ได้ตัดคติเสียแล้ว ในเวลาที่แม่น้ำถูกกั้นด้วยน้ำ ท่านไปบิณฑบาตไม่ได้เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส เกิดปีติปราโมทย์ ประนมกรอัญชลีประคองข้าวสาร ถวายยาคุทานแล้ว เราเลื่อมใส ถวายข้าวยาคูที่เราต้มด้วยมือทั้งสองของตน ปรารภแต่เฉพาะกรรมของตัว ได้ไปถึงดาวดึงสพิภพแล้ว วิมานที่สำเร็จด้วยแก้วมณี ได้เกิดแก่เราใน  หมู่ไตรทศ เราประกอบด้วยหมู่เทพนารี บันเทิงอยู่ในวิมานอันอุดม เราได้เป็นจอมเทพยดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๓ ครั้งได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวยราชสมบัติใหญ่ ๓๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เสวยยศ ในเทวโลกบ้าง ในมนุษย์บ้าง เมื่อถึงภพที่สุด เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิตได้ละทิ้งสมบัติทุกอย่าง พร้อมกับผมที่ถูกโกน เราพิจารณาร่างกายโดยความสิ้นไปและความเสื่อมไป ก็ได้บรรลุอรหัตก่อนให้สิกขาทานอันประเสริฐเกิดแต่มือ ซึ่งเราประกอบดีแล้ว ชื่อว่าเป็นอันให้ดีแล้ว เพราะข้าวยาคูนั้นนั่นเอง เราจึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหวเราไม่รู้สึกว่า ความโศก ความร่ำไร ความป่วยไข้ ความกระวนกระวาย ความเดือดร้อนใจเกิดขึ้นเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวยาคู เราได้ถวายข้าวยาคูแก่สงฆ์ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ย่อมได้เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ เพราะเราเป็นผู้ถวายข้าวยาคูดีหนอคือความเป็นผู้ไม่มีพยาธิ ๑ ความเป็นผู้มีรูปสวย ๑ ความเป็นผู้ได้ตรัสรู้ธรรมได้เร็วพลัน ๑ ความเป็นผู้ได้ข้าวและน้ำ ๑ และอายุเป็นที่ ๕ ผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อจะให้เกิดโสมนัส ผู้นั้นควรถวายข้าวยาคูในสงฆ์ บัณฑิตพึงถือเอาเฉพาะฐานะ ๕ ประการนี้ เราทำกิจที่ควรทำทุกอย่างแล้ว เพิกถอนภพทั้งหลายแล้ว อาสวะสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก เราจักเที่ยวไปนมัสการพระสัมพุทธเจ้าและพระธรรมอันดี จากบ้านหนึ่งยังบ้านหนึ่ง จากบุรีหนึ่งยังบุรีหนึ่งในกัปที่สามหมื่น เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวยาคู เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.ทราบว่า ท่านพระยาคุทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.จบ ยาคุทายกเถราปทาน  ศอก ทรงเปล่งพระรัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศ ดุจพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น คำสั่งสอนของพระองค์หอมตระหลบไปด้วยกลิ่นศีล เปรียบเหมือนป่าไม้ที่ดอกบาน หอมตระหลบไปด้วยกลิ่นต่างๆ ฉะนั้นคำสั่งสอนของพระองค์ไม่มีใครอิ่มด้วยการฟัง ดังสมุทรสาครไม่มีใครอิ่มด้วยการเห็น ฉะนั้น ในขณะนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปีพระองค์ทรงดำรงพระชนมายุอยู่เท่านั้น ทรงช่วยในหมู่ชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้เป็นอันมาก พระองค์ทรงประทานพระโอวาทและการพร่ำสอน ทรงสั่งสอนหมู่ชนที่เหลือให้เผากิเลสดังเปลวไฟไหม้เชื้อแล้ว เสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน และพระสาวกผู้บรรลุพลธรรมทั้งหลาย หายไปหมดสิ้นแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐพระนามว่าโสภิต เสด็จนิพพาน ณ สีหาราม พระธาตุของพระองค์แผ่กว้างไปในประเทศนั้นๆ ฉะนี้แล.จบโสภิตพุทธวงศ์ที่ ๖อโนมทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๗ว่าด้วยพระประวัติพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๑๒–๓๒๓

อธิบายเนื้อหา