อาทิตตปริยายสูตร

วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ · เล่ม ๔ ข้อ ๙๘

 [๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ไม่ประกอบด้วยกองศีล อันเป็นของพระอเสขะ  ๒. ไม่ประกอบด้วยกองสมาธิ อันเป็นของพระอเสขะ  ๓. ไม่ประกอบด้วยกองปัญญา อันเป็นของพระอเสขะ  ๔. ไม่ประกอบด้วยกองวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ และ  ๕. ไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นของพระอเสขะดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ประกอบด้วยกองศีล อันเป็นของพระอเสขะ  ๒. ประกอบด้วยกองสมาธิ อันเป็นของพระอเสขะ  ๓. ประกอบด้วยกองปัญญา อันเป็นของพระอเสขะ  ๔. ประกอบด้วยกองวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ และ  ๕. ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นของพระอเสขะดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัยพึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  กัณหปักษ์ ๒ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองศีล อันเป็นของพระอเสขะ และไม่ชักชวนผู้อื่นในกองศีล อันเป็นของพระอเสขะ  ๒. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองสมาธิ อันเป็นของพระอเสขะ และไม่ชักชวนผู้อื่นในกองสมาธิ อันเป็นของพระอเสขะ  ๓. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองปัญญา อันเป็นของพระอเสขะ และไม่ชักชวนผู้อื่นในกองปัญญา อันเป็นของพระอเสขะ  ๔. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ และไม่ชักชวนผู้อื่นในกองวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ และ  ๕. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นของพระอเสขะ และไม่ชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นของพระอเสขะดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๒ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ตนเองประกอบด้วยกองศีล อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ  ๒. ตนเองประกอบด้วยกองสมาธิ อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองสมาธิ อันเป็นของพระอเสขะ  ๓. ตนเองประกอบด้วยกองปัญญา อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองปัญญา อันเป็นของพระอเสขะ  ๔. ตนเองประกอบด้วยกองวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ และ  ๕. ตนเองประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นของพระอเสขะ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัยพึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  กัณหปักษ์ ๓ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา  ๒. เป็นผู้ไม่มีหิริ  ๓. เป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ  ๔. เป็นผู้เกียจคร้าน และ  ๕. เป็นผู้มีสติฟั่นเฟือนดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๓ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. เป็นผู้มีศรัทธา  ๒. เป็นผู้มีหิริ  ๓. เป็นผู้มีโอตตัปปะ  ๔. เป็นผู้ปรารภความเพียร และ  ๕. เป็นผู้มีสติตั้งมั่นดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๔ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัยพึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  กัณหปักษ์ ๔ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. เป็นผู้วิบัติด้วยศีล ในอธิศีล  ๒. เป็นผู้วิบัติด้วยอาจาระ ในอัธยาจาร  ๓. เป็นผู้วิบัติด้วยทิฏฐิ ในทิฏฐิยิ่ง  ๔. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังน้อย และ  ๕. เป็นผู้มีปัญญาทรามดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๔ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยศีล ในอธิศีล  ๒. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยอาจาระ ในอัธยาจาร  ๓. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยทิฏฐิ ในทิฏฐิยิ่ง  ๔. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก และ  ๕. เป็นผู้มีปัญญาดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัยพึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  กัณหปักษ์ ๕ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ไม่สามารถจะพยาบาลเอง หรือให้ผู้อื่นพยาบาลอันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริกผู้อาพาธ  ๒. ไม่สามารถจะระงับเอง หรือหาผู้อื่นให้ช่วยระงับความกระสัน  ๓. ไม่สามารถจะบรรเทาเอง หรือหาผู้อื่นให้ช่วยบรรเทาความเบื่อหน่ายอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม  ๔. ไม่รู้จักอาบัติ และ  ๕. ไม่รู้จักวิธีออกจากอาบัติดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๕ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. อาจจะพยาบาลเอง หรือให้ผู้อื่นพยาบาลอันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริกผู้อาพาธ  ๒. อาจจะระงับเอง หรือหาผู้อื่นให้ช่วยระงับความกระสัน  ๓. อาจจะบรรเทาเอง หรือหาผู้อื่นให้ช่วยบรรเทาความเบื่อหน่าย อันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม  ๔. รู้จักอาบัติ และ  ๕. รู้จักวิธีออกจากอาบัติดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัยพึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  กัณหปักษ์ ๖ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ไม่อาจจะฝึกปรืออันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริก ในสิกขาอันเป็นอภิสมาจาร  ๒. ไม่อาจจะแนะนำในสิกขา อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์  ๓. ไม่อาจจะแนะนำในธรรมอันยิ่งขึ้นไป  ๔. ไม่อาจจะแนะนำในวินัยอันยิ่งขึ้นไป และ  ๕. ไม่อาจจะเปลื้องความเห็นผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรมดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๖ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. อาจจะฝึกปรืออันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริก ในสิกขาอันเป็นอภิสมาจาร  ๒. อาจจะแนะนำในสิกขา อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์  ๓. อาจจะแนะนำในธรรมอันยิ่งขึ้นไป  ๔. อาจจะแนะนำในวินัยอันยิ่งขึ้นไป และ  ๕. อาจจะเปลื้องความเห็นผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรมดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัยพึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  กัณหปักษ์ ๗ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ไม่รู้จักอาบัติ  ๒. ไม่รู้จักอนาบัติ  ๓. ไม่รู้จักอาบัติเบา  ๔. ไม่รู้จักอาบัติหนัก และ  ๕. เธอจำปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้ดีโดยพิสดาร จำแนกไม่ได้ด้วยดี ไม่คล่องแคล่วดีวินิจฉัยไม่เรียบร้อย โดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๗ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบองค์ ๕ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. รู้จักอาบัติ  ๒. รู้จักอนาบัติ  ๓. รู้จักอาบัติเบา  ๔. รู้จักอาบัติหนัก และ  ๕. เธอจำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกดี คล่องแคล่วดี วินิจฉัยเรียบร้อยโดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  กัณหปักษ์ ๘ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ไม่รู้จักอาบัติ  ๒. ไม่รู้จักอนาบัติ  ๓. ไม่รู้จักอาบัติเบา  ๔. ไม่รู้จักอาบัติหนัก และ  ๕. มีพรรษาหย่อน ๑๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๘ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. รู้จักอาบัติ  ๒. รู้จักอนาบัติ  ๓. รู้จักอาบัติเบา  ๔. รู้จักอาบัติหนัก และ  ๕. มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  องค์ ๕ แห่งภิกษุผู้ให้อุปสมบท ๑๖ หมวด จบ.

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๙๙–๑๐๕

อธิบายเนื้อหา
ข้อความนี้ปรากฏที่อื่นอีก แห่ง