อาทิตตปริยายสูตร

วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ · เล่ม ๔ ข้อ ๙๙

 [๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ไม่ประกอบด้วยกองศีล อันเป็นของพระอเสขะ  ๒. ไม่ประกอบด้วยกองสมาธิ อันเป็นของพระอเสขะ  ๓. ไม่ประกอบด้วยกองปัญญา อันเป็นของพระอเสขะ  ๔. ไม่ประกอบด้วยกองวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ  ๕. ไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นของพระอเสขะ และ  ๖. มีพรรษาหย่อน ๑๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ประกอบด้วยกองศีล อันเป็นของพระอเสขะ  ๒. ประกอบด้วยกองสมาธิ อันเป็นของพระอเสขะ  ๓. ประกอบด้วยกองปัญญา อันเป็นของพระอเสขะ  ๔. ประกอบด้วยกองวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ  ๕. ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นของพระอเสขะ และ  ๖. มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัยพึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  กัณหปักษ์ ๒ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ แม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองศีล อันเป็นของพระอเสขะ และไม่ชักชวนผู้อื่นในกองศีล อันเป็นของพระอเสขะ  ๒. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองสมาธิ อันเป็นของพระอเสขะ และไม่ชักชวนผู้อื่นในกองสมาธิ อันเป็นของพระอเสขะ  ๓. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองปัญญา อันเป็นของพระอเสขะ และไม่ชักชวนผู้อื่นในกองปัญญา อันเป็นของพระอเสขะ  ๔. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ และไม่ชักชวนผู้อื่นในกองวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ  ๕. ตนเองไม่ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นของพระอเสขะ และไม่ชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นของพระอเสขะ และ  ๖. มีพรรษาหย่อน ๑๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๒ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ตนเองประกอบด้วยกองศีล อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองศีลอันเป็นของพระอเสขะ  ๒. ตนเองประกอบด้วยกองสมาธิ อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองสมาธิ อันเป็นของพระอเสขะ  ๓. ตนเองประกอบด้วยกองปัญญา อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองปัญญา อันเป็นของพระอเสขะ  ๔. ตนเองประกอบด้วยกองวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองวิมุติ อันเป็นของพระอเสขะ  ๕. ตนเองประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นของพระอเสขะ และชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นของพระอเสขะ และ  ๖. มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัยพึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  กัณหปักษ์ ๓ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ แม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. เป็นผู้ไม่มีศรัทธา  ๒. เป็นผู้ไม่มีหิริ  ๓. เป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ  ๔. เป็นผู้เกียจคร้าน  ๕. เป็นผู้มีสติฟั่นเฟือน และ  ๖. เป็นผู้มีพรรษาหย่อน ๑๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๓ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. เป็นผู้มีศรัทธา  ๒. เป็นผู้มีหิริ  ๓. เป็นผู้มีโอตตัปปะ  ๔. เป็นผู้ปรารภความเพียร  ๕. เป็นผู้มีสติตั้งมั่น และ  ๖. เป็นผู้มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  กัณหปักษ์ ๔ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ แม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. เป็นผู้วิบัติด้วยศีล ในอธิศีล  ๒. เป็นผู้วิบัติด้วยอาจาระ ในอัธยาจาร  ๓. เป็นผู้วิบัติด้วยทิฏฐิ ในทิฏฐิยิ่ง  ๔. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังน้อย  ๕. เป็นผู้มีปัญญาทราม และ  ๖. เป็นผู้มีพรรษาหย่อน ๑๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๔ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. เป็นผู้ไม่มีวิบัติด้วยศีล ในอธิศีล  ๒. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยอาจาระ ในอัธยาจาร  ๓. เป็นผู้ไม่วิบัติด้วยทิฏฐิ ในทิฏฐิยิ่ง  ๔. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก  ๕. เป็นผู้มีปัญญา และ  ๖. เป็นผู้มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  กัณหปักษ์ ๕ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ แม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ไม่สามารถจะพยาบาลเอง หรือให้ผู้อื่นพยาบาลอันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริกผู้อาพาธ  ๒. ไม่สามารถจะระงับเอง หรือหาผู้อื่นให้ช่วยระงับความกระสัน  ๓. ไม่สามารถจะบรรเทาเอง หรือหาผู้อื่นให้ช่วยบรรเทาความเบื่อหน่ายอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม  ๔. ไม่รู้จักอาบัติ  ๕. ไม่รู้จักวิธีออกจากอาบัติ และ  ๖. มีพรรษาหย่อน ๑๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วย ๖ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๕ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. อาจพยาบาลเอง หรือให้ผู้อื่นพยาบาล อันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริก ผู้อาพาธ  ๒. อาจระงับเอง หรือหาผู้อื่นให้ช่วยระงับความกระสัน  ๓. อาจบรรเทาเอง หรือหาผู้อื่นให้ช่วยบรรเทาความเบื่อหน่ายอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม  ๔. รู้จักอาบัติ  ๕. รู้จักวิธีออกจากอาบัติ และ  ๖. มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัยพึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  กัณหปักษ์ ๖ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ แม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ไม่อาจฝึกปรืออันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริก ในสิกขาอันเป็นอภิสมาจาร  ๒. ไม่อาจแนะนำในสิกขา อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์  ๓. ไม่อาจแนะนำในธรรมอันยิ่งขึ้นไป  ๔. ไม่อาจแนะนำในวินัยอันยิ่งขึ้นไป  ๕. ไม่อาจเปลื้องความเห็นผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม และ  ๖. มีพรรษาหย่อน ๑๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๖ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. อาจฝึกปรืออันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริก ในสิกขาอันเป็นอภิสมาจาร  ๒. อาจแนะนำในสิกขา อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์  ๓. อาจแนะนำในธรรมอันยิ่งขึ้นไป  ๔. อาจแนะนำในวินัยอันยิ่งขึ้นไป  ๕. อาจเปลื้องความเห็นผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม และ  ๖. มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  กัณหปักษ์ ๗ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ แม้อื่นอีก ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัย ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. ไม่รู้จักอาบัติ  ๒. ไม่รู้จักอนาบัติ  ๓. ไม่รู้จักอาบัติเบา  ๔. ไม่รู้จักอาบัติหนัก  ๕. เธอจำปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้ดีโดยพิสดาร จำแนกไม่ได้ด้วยดี ไม่คล่องแคล่วดีวินิจฉัยไม่เรียบร้อย โดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะ และ  ๖. มีพรรษาหย่อน ๑๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล ไม่พึงให้อุปสมบท ไม่พึงให้นิสสัยไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.  ศุกลปักษ์ ๗ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก คือ  ๑. รู้จักอาบัติ  ๒. รู้จักอนาบัติ  ๓. รู้จักอาบัติเบา  ๔. รู้จักอาบัติหนัก  ๕. เธอจำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดี โดยพิสดาร จำแนกได้ดี คล่องแคล่วดี วินิจฉัยเรียบร้อย โดยสุตตะ โดยอนุพยัญชนะ และ  ๖. มีพรรษาได้ ๑๐ หรือพรรษาเกิน ๑๐ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ นี้แล พึงให้อุปสมบท พึงให้นิสสัย พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก.องค์ ๖ แห่งภิกษุผู้ให้อุปสมบท ๑๖ หมวด ๑- จบ#๑ ตามบาลีนับได้ ๑๔ หมวด

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๑๐๖–๑๑๒

อธิบายเนื้อหา
ข้อความนี้ปรากฏที่อื่นอีก แห่ง