เล่ม ๔๓ ข้อ ๖๘๗

อภิธรรมปิฎก ปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๔

 [๖๘๗] สัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย  มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ  ฯลฯ ที่เป็นปกตูปนิสสยะ ได้แก่ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย.  พึงกระทำมูล  ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรม และปีติโดยอุปนิสสยปัจจัย.  พึงกระทำมูล  ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติโดยอุปนิสสยปัจจัย.  อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่อัปปีติกธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย  มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ปกตูปนิสสยะ  ฯลฯ ที่เป็นปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นอัปปีติกธรรมแล้วให้ทาน ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม ศีล ฯลฯ อุโบสถกรรม ยังฌานที่เป็นอัปปีติกธรรม วิปัสสนามรรค อภิญญา ฯลฯ สมาบัติให้เกิด ก่อมานะ ถือทิฏฐิ  บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ ปัญญา ฯลฯ อภิญญา ราคะ โทสะ โมหะมานะ ทิฏฐิ ความปรารถนา สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย ฤดู โภชนะ ฯลฯ เสนาสนะ ปีติแล้วให้ทาน ด้วยจิตที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิด ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์  ศรัทธาที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ เสนาสนะ และปีติ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ แก่ความปรารถนา แก่สุขทางกาย แก่ทุกข์ทางกาย แก่มรรค แก่ผลสมาบัติและแก่ปีติ โดยอุปนิสสยปัจจัย.  อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย  มี ๓ นัย เป็นอุปนิสสยปัจจัย คือ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นอัปปีติกธรรมแล้วให้ทานด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ จากฌานที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ ก่อมานะ ถือทิฏฐิ  บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ เสนาสนะ ปีติ แล้วให้ทานด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิด  บุคคลกระทำอทินนาทาน ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ มุสา ฯลฯ ปิสุณา ฯลฯสัมผะ ฯลฯ ตัดช่องย่องเบา ฯลฯ ลอบขึ้นไปลักทรัพย์ ฯลฯ ปล้นบ้านหลังหนึ่ง ฯลฯ ปล้นตามทางฯลฯ ภริยาผู้อื่น ฯลฯ ฆ่าคนในหมู่บ้าน ฯลฯ ฆ่าคนในนิคม ฯลฯ  ศรัทธาที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ เสนาสนะ และปีติ เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ แก่ปัญญา แก่ราคะ แก่โมหะ แก่มานะ แก่ทิฏฐิ แก่ความปรารถนา แก่มรรคแก่ผลสมาบัติ โดยอุปนิสสยปัจจัย.  อัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม และอัปปีติกธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย  มี ๓ นัย เป็นอุปนิสสยปัจจัย คือ บุคคลเข้าไปอาศัยศรัทธาที่เป็นอัปปีติกธรรม แล้วให้ทานด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิด ก่อมานะ ถือทิฏฐิ ฯลฯ  บุคคลเข้าไปอาศัยศีลที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ เสนาสนะ ปีติ แล้วให้ทานด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ ยังสมาบัติให้เกิด ถือเอาของที่เขาไม่ได้ให้ ด้วยจิตที่เป็นสัปปีติกธรรม.  เหมือนวาระที่สอง  บุคคลกระทำการฆ่าคนในนิคม ศรัทธาที่เป็นอัปปีติกธรรม ฯลฯ เสนาสนะ และปีติเป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นสัปปีติกธรรม ฯลฯ แก่ปัญญา แก่ราคะ แก่โมหะ แก่มานะ แก่ทิฏฐิแก่ความปรารถนา แก่มรรค แก่ผลสมาบัติ และแก่ปีติ โดยอุปนิสสยปัจจัย.  สัปปีติกธรรม และอัปปีติกธรรม เป็นปัจจัยแก่สัปปีติกธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย  มี ๓ นัย เป็นอุปนิสสยปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม โดยอุปนิสสยปัจจัย.  พึงกระทำมูล  ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอัปปีติกธรรมและปีติ โดยอุปนิสสยปัจจัย.  พึงกระทำมูล  ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรม และปีติ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นสัปปีติกธรรมและปีติ โดยอุปนิสสยปัจจัย.

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๔๕๑–๔๕๓

อธิบายเนื้อหา
ข้อความนี้ปรากฏที่อื่นอีก แห่ง