[๙] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้พยายามปล่อยอสุจิ ณ ที่ไหน?ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.ถ. ทรงปรารภใคร?ต. ทรงปรารภท่านพระเสยยสกะ.ถ. เพราะเรื่องอะไร?ต. เพราะเรื่องที่ท่านพระเสยยสกะพยายามปล่อยอสุจิด้วยมือ.ถ. ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น มีบัญญัติ อนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติ หรือ?ต. มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ ๑ อนุปันนบัญญัติไม่มี ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น.ถ. มีสัพพัตถบัญญัติ ปเทสบัญญติ หรือ?ต. มีแต่สัพพัตถบัญญัติ.ถ. มีสาธารณบัญญัติ อสาธารณบัญญัติ หรือ?ต. มีแต่อสาธารณบัญญัติ.ถ. มีเอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติ หรือ?
ต. มีแต่เอกโตบัญญัติ.ถ. บรรดาปาติโมกขุทเทศ ๕ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น หยั่งลงในอุเทศไหน?นับเนื่องในอุเทศไหน?ต. หยั่งลงในนิทาน นับเนื่องในนิทาน.ถ. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่เท่าไร?ต. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่ ๓.ถ. บรรดาวิบัติ ๔ เป็นวิบัติอย่างไหน?ต. เป็นศีลวิบัติ.ถ. บรรดาอาบัติ ๗ กอง เป็นอาบัติกองไหน?ต. เป็นอาบัติกองสังฆาทิเสส.ถ. บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ อย่าง สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น ย่อมเกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร?ต. ย่อมเกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา.ถ. บรรดาอธิกรณ์ ๔ เป็นอธิกรณ์อะไร?ต. เป็นอาปัตตาธิกรณ์.ถ. บรรดาสมถะ ๗ ระงับด้วยสมถะเท่าไร?ต. ระงับด้วยสมถะ ๒ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑.ถ. ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นวินัย? ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑นั้น อะไรเป็นอภิวินัย?ต. พระบัญญัติเป็นวินัย การจำแนกเป็นอภิวินัย.ถ. ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นปาติโมกข์? ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นอธิปาติโมกข์?ต. พระบัญญัติเป็นปาติโมกข์ การจำแนกเป็นอธิปาติโมกข์.ถ. อะไรเป็นวิบัติ?ต. ความไม่สังวรเป็นวิบัติ.ถ. อะไรเป็นสมบัติ?ต. ความสังวรเป็นสมบัติ.
ถ. อะไรเป็นข้อปฏิบัติ?ต. ข้อที่ภิกษุสมาทานอาปาณโกฏิกศีลตลอดชีวิตว่า จักไม่ทำกรรมเห็นปานนี้ แล้วศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เป็นข้อปฏิบัติ.ถ. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้พยายามปล่อยอสุจิ เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์เท่าไร?ต. พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติสังฆาทิเสสแก่ภิกษุผู้พยายามปล่อยอสุจิ เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะ อันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย ๑.ถ. พวกไหนศึกษา?ต. พระเสขะและกัลยาณปุถุชนศึกษาถ. พวกไหนมีสิกขาอันศึกษาแล้ว?ต. พระอรหันต์มีสิกขาอันศึกษาแล้ว.ถ. ตั้งอยู่ในใคร?ต. ตั้งอยู่ในสิกขากามบุคคล.ถ. พวกไหนย่อมทรงไว้?ต. สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ ย่อมเป็นไปแก่พระเถระพวกใด พระเถระพวกนั้นย่อมทรงไว้.ถ. เป็นถ้อยคำของใคร?ต. เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.ถ. ใครนำมา?ต. พระเถระทั้งหลายนำสืบๆ กันมา.
รายนามพระเถระผู้ทรงพระวินัยพระเถระเหล่านี้ คือ พระอุบาลี พระทาสกะ พระโสณกะ พระสิคควะรวมเป็น ๕ ทั้งพระโมคคัลลีบุตร นำพระวินัยมาในทวีปชื่อว่า ชมพู อันมีสิริ.แต่นั้น พระเถระผู้ประเสริฐ มีปัญญามากเหล่านี้ คือ พระมหินทะ ๑พระอิฏฏิยะ ๑ พระอุตติยะ ๑ พระสัมพละ ๑ ... พระเถระผู้ประเสริฐมีปัญญามากเหล่านี้ รู้พระวินัย ฉลาดในมรรคา ได้ประกาศพระวินัยปิฎกไว้ในเกาะตามปัณณิ.
คำถามและคำตอบในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๗–๑๐