[๕๑๒] ถามว่า พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ แก่ภิกษุณีทั้งหลาย ณ ที่ไหน?ตอบว่า ทรงบัญญัติ ณ พระนครสาวัตถี.ถ. ทรงปรารภใคร?ต. ทรงปรารภภิกษุณีสุนทรีนันทา.ถ. เพราะเรื่องอะไร?
ต. เพราะเรื่องที่ภิกษุณีสุนทรีนันทา มีความกำหนัด ยินดีในการเคล้าคลึงด้วยกายของบุรุษบุคคลผู้กำหนัด.ถ. ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ นั้น มีบัญญัติ อนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติ หรือ?ต. มีบัญญัติ ๑ อนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติ ไม่มีในปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ นั้น.ถ. มีสัพพัตถบัญญัติ ปเทสบัญญัติ หรือ?ต. มีแต่สัพพัตถบัญญัติ.ถ. มีสาธารณบัญญัติ อสาธารณบัญญัติ หรือ?ต. มีแต่อสาธารณบัญญัติ.ถ. มีเอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติ หรือ?ต. มีแต่เอกโตบัญญัติ.บรรดาปาติโมกขุทเทศ ๔ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ นั้น จัดเข้าในอุเทศไหน? นับเนื่องในอุเทศไหน?ต. จัดเข้าในนิทาน นับเนื่องในนิทาน.ถ. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่เท่าไร?ต. มาสู่อุเทศโดยอุเทศที่ ๒.ถ. บรรดาวิบัติ ๔ เป็นวิบัติอย่างไหน?ต. เป็นศีลวิบัติ.ถ. บรรดาอาบัติ ๗ กอง เป็นอาบัติกองไหน?ต. เป็นกองอาบัติปาราชิก.ถ. บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ นั้น เกิดขึ้นด้วยสมุฏฐานเท่าไร?ต. เกิดขึ้นด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กาย กับจิต มิใช่วาจา.ถ. บรรดาอธิกรณ์ ๔ เป็นอธิกรณ์อะไร?ต. เป็นอาปัตตาธิกรณ์.ถ. บรรดาสมถะ ๗ ระงับด้วยสมถะเท่าไร?ต. ระงับด้วยสมถะ ๒ คือสัมมุขาวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑.ถ. ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ นั้น อะไรเป็นวินัย? อะไรเป็นอภิวินัย?
ต. พระบัญญัติเป็นวินัย การจำแนกเป็นอภิวินัย.ถ. ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ นั้น อะไรเป็นปาติโมกข์? ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ นั้นอะไรเป็นอธิปาติโมกข์?ต. พระบัญญัติเป็นปาติโมกข์ การจำแนกเป็นอธิปาติโมกข์.ถ. อะไรเป็นวิบัติ?ต. ความไม่สังวรเป็นวิบัติ.ถ. อะไรเป็นสมบัติ?ต. ความสังวรเป็นสมบัติ.ถ. อะไรเป็นข้อปฏิบัติ?ต. ข้อที่ภิกษุณีสมาทานอาปาณโกฏิกศีลตลอดชีวิตว่า จักไม่ทำกรรมเห็นปานนี้ แล้วศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เป็นข้อปฏิบัติ.ถ. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ แก่ภิกษุณีทั้งหลาย ทรงอาศัยอำนาจประโยชน์เท่าไร?ต. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ แก่ภิกษุณีทั้งหลาย เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑เพื่อข่มภิกษุณีผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุณี ผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจะบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่ออนุเคราะห์ พระวินัย ๑.ถ. พวกไหนศึกษา?ต. ภิกษุณีเป็นเสกขะและเป็นกัลยาณปุถุชนศึกษา.ถ. พวกไหนมีสิกขาอันศึกษาแล้ว?ต. ภิกษุณีผู้อรหันต์มีสิกขาอันศึกษาแล้ว.ถ. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ นั้น ตั้งอยู่ในใคร?ต. ตั้งอยู่ในภิกษุณีผู้ใคร่ต่อการศึกษา.ถ. พวกไหนย่อมทรงไว้?ต. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ ย่อมเป็นไปแก่ภิกษุณีเหล่าใด ภิกษุณีเหล่านั้นย่อมทรงไว้.
ถ. เป็นถ้อยคำของใคร?ต. เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า.ถ. ใครนำมา?ต. พระเถระทั้งหลายนำสืบๆ กันมา.
รายนามพระเถระผู้ทรงพระวินัยพระเถระเหล่านี้ คือ พระอุบาลี พระทาสกะ พระโสณกะ พระสิคควะรวมเป็นห้าทั้งพระโมคคัลลีบุตร นำพระวินัยมาในทวีปชื่อว่าชมพูมีสิริ.แต่นั้น พระเถระผู้ประเสริฐมีปัญญามากเหล่านี้ คือ พระมหินทะ ๑พระอิฏฏิยะ ๑ พระอุตติยะ ๑ พระสัมพละ ๑ ... พระเถระผู้ประเสริฐ ผู้มีปัญญามากเหล่านี้ รู้พระวินัย ฉลาดในมรรคา ได้ประกาศพระวินัยปิฎกไว้ในเกาะตามพปัณณิ.
คำถามและคำตอบในปาราชิกสิกขาบทที่ ๖พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · หน้า ๑๓๘–๑๔๑